10 ทริป เที่ยววันหยุด 3 วัน 2 คืน เติมความสุขง่าย ๆ ให้ชีวิต

           วันหยุดยาว ๆ ใครยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยววันหยุดที่ไหนดี เราหยิบเอา 10 ทริป เที่ยววันหยุด 3 วัน 2 คืน แบบชิล ๆ มาแนะนำกัน แถมยังได้ความประทับใจกลับบ้านเต็มกระเป๋า
           ช่วงวันหยุดยาวกลับมาอีกครั้ง ถ้าใครไม่อยากเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศไกล ๆ เมืองไทยของเราก็ยังมีที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ให้ได้ไปชื่นชมอีกเพียบ วันนี้เราจึงคัด 10 ทริป ที่เที่ยววันหยุดยาว 3 วัน 2 คืน มาเป็นไอเดียให้กับคนที่อยากเที่ยว ไม่อยากนั่งว่าง ๆ อยู่บ้านตลอดช่วงวันหยุดยาว จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง เราไปชมกัน

1. เล่นน้ำทะเล ณ เกาะล้าน จังหวัดชลบุรี

          เกาะฮอตฮิตที่อยู่ห่างจากชายฝั่งพัทยาเพียงแค่ 7 กิโลเมตร ก็ได้เล่นน้ำทะเลใส ๆ หาดทรายขาว ๆ เล่นกิจกรรมทางน้ำ หรือจะท่องโลกใต้ทะเลชมแนวปะการังน้ำตื้นรอบเกาะก็ได้ หลายคนอาจคิดว่าไปเที่ยวเกาะล้านใช้เวลาแค่ 2 วัน 1 คืนก็พอแล้ว ใช่ค่ะ...เกาะล้านสามารถเที่ยวแบบวันเดย์ทริปหรือค้าง 1 คืนได้สบายมาก อ๊ะ ๆ แต่จะดีกว่าไหมหากมีเวลาเพิ่มอีกสักคืน ค่อย ๆ เลาะเลียบชายหาดต่าง ๆ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ นั่งชิลในคาเฟ่เก๋ ๆ หรือกินอาหารทะเลสด ๆ หลากหลายเมนู แหม ! แค่คิดก็อยากจะพุ่งตัวไปแล้ว
 

          สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะล้าน เช่น หาดตาแหวน, หาดนวล, หาดตายาย, หาดทองหลาง, หาดโข่ง, หาดสังวาลย์, หาดเทียน, หาดแสม, หาดถ้ำ, หาดกรวด และหาดเกเร หรือจะนอกจากหาดต่าง ๆ แล้ว ก็มีที่เที่ยวอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวเขาหน้ายักษ์หาดแสม, จุดชมวิวหาดตาแหวน, สะพานไม้หาดแสม, สะพานไม้หาดเทียน, อาคารอนุรักษ์พลังงาน (ตึกปลากระเบน), ธุดงค์สถานเฉลิมพระเกียรติ และเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น

ภาพจาก MooNam StockPhoto / Shutterstock.com

          การเดินทางไปยังเกาะล้าน  : นักท่องเที่ยวจะต้องมาขึ้นเรือที่แหลมบาลีฮาย พัทยา โดยจะมีเรือโดยสารให้บริการตลอดทั้งวัน ใช้เวลาไปยังเกาะล้านราว ๆ 30-45 นาที หรือจะนั่งเรือสปีดโบ๊ทก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
 

2. เที่ยวกาญจนบุรี ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ล่องแพเพลิน ๆ

ภาพจาก Eo naya / Shutterstock.com

          กาญจนบุรี อีกหนึ่งจังหวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยว อาจเพราะมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นพอมีเวลาเราเลยอยากแนะนำเพื่อน ๆ ให้ไปเที่ยวกัน เริ่มต้นจากเที่ยวในเมืองที่สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ก่อนจะไปถ่ายรูปเก๋ ๆ ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว สัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัด เพราะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์สุดยิ่งใหญ่ของไทย จากนั้นไปชิล ๆ เล่นน้ำตกเอราวัณหรือน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น และเข้าที่พักบริเวณแพริมแม่น้ำแควหรือแพริมเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งการนอนแพถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการไปเที่ยวกาญจน์เลยนะ

           วันที่ 2 เก็บข้าวเก็บของตรงดิ่งไปนอนค้างสังขละบุรี อำเภอชายแดนมากเสน่ห์สัก 1 คืน เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมไทย-มอญ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาและสายน้ำ พร้อมเที่ยวชมธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์ เช่น สะพานมอญ, ล่องเรือชมเมืองบาดาล ชมอันซีนไทยแลนด์กับเมืองใต้ผืนน้ำ, ไหว้พระที่วัดวังก์วิเวการาม (ใหม่) และเดินชิมอาหารพื้นเมืองที่ถนนคนเดินสังขละบุรี ฯลฯ ง่าย ๆ แค่นี้ก็ได้ชาร์จแบตฯ ในวันหยุดกันแล้ว

ภาพจาก Supakit Wisetanuphong / Shutterstock.com

3. พิชิตภูกระดึง จังหวัดเลย

           สักครั้งในชีวิตที่ต้องไปเยือนภูกระดึง … ประโยคสุดคลาสสิกที่หลาย ๆ คนนึกในใจว่าต้องทำให้ได้ เอาล่ะ...ในเมื่อพอมีเวลา 3 วัน 2 คืน ก็ไปเยือนภูกระดึงสัมผัสอากาศหนาว ๆ ดื่มด่ำกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์กันดีกว่า แต่ก่อนอื่นไปรู้จักที่เที่ยวฮอตฮิตแห่งนี้กันสักหน่อย อุทยานแห่งชาติภูกระดึง หรือภูกระดึง ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง มีสภาพอากาศทั่วไปบนยอดภูกระดึงเย็นสบายเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อาจลดต่ำลงถึง 0 องศาเซลเซียส !!
           วันที่ 1 แนะนำว่าให้เดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในช่วงเช้าจะดีที่สุด โดยสามารถเดินทางโดยสารรถทัวร์มาลงที่ผานกเค้า บริเวณร้านเจ๊กิม ที่ร้านนักท่องเที่ยวสามารถล้างหน้า เข้าห้องน้ำ และหาข้าวกิน ทำธุระต่าง ๆ ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็ค่อยโดยสารรถสองแถวแดง ซึ่งจะจอดอยู่ไม่ไกลจากร้านเจ๊กิม (ค่าโดยสารคนละ 30 บาท สามารถนั่งได้ 10 คน หรือถ้าจะเหมาก็ในราคา 300) รถจะเข้าไปส่งถึงในอุทยานแห่งชาตภูระดึง ติดต่อเรื่องเช่าเต็นท์กับทางอุทยานให้เรียบร้อย (ค่าเช่าเต็นท์ 300 บาท/หลัง/คืน นอนได้ 3 คน และ 500 บาท/หลัง/คืน นอนได้ 5 คน) ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ถุงนอน, แผ่นรองนอน, หมอน สามารถจองออนไลน์ล่วงหน้ากับทางอุทยานก่อนได้เลย

           หลังจากนั้นก็เตรียมเอาสัมภาระไปชั่งน้ำหนัก (กิโลกรัมละ 30 บาท) หรือใครอยากจะแบกเองก็สามารถทำได้ตามแต่สะดวก พอเสร็จเรียบร้อย คราวนี้ก็เตรียมตัวลุยขึ้นภูกระดึงกันได้เลย โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าผ่านซำต่าง ๆ กว่า 9 กิโลเมตร (ซำแฮก, ซำบอน, ซำกกกอก, ซำกกหว้า, ซำกกไผ่, ซำกกโดน, ซำแคร่ และหลังแป) เพื่อมาถึงบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง และเตรียมรอรับสัมภาระจากลูกหาบ ถ้าเกิดเวลาเหลือและคุณเองก็ไม่เหนื่อยจนเกินไป แนะนำว่าให้เดินทางชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

           วันที่ 2 หลังจากที่เดินขึ้นภูกระดึงและรับของสัมภาระจากลูกหาบเรียบร้อยแล้ว เช้าวันนี้เป็นเช้าแห่งการเดิน เดิน และเดิน โดยเริ่มจากองค์พระพุทธรูป, ไปดูใบเมเปิลสวย ๆ ที่น้ำตกถ้ำใหญ่, เดินต่อยาว ๆ ไปที่สระอโนดาต แล้วเดินเลาะเลียบผาตั้งแต่ผาเหยียบเมฆ, ผาแดง พอดีกับช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหล่มสัก รุ่งขึ้นอีกวันก็เตรียมสัมภาระเก็บข้าวของเดินลงภู (โดยทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินลงภูไม่เกินเวลา 14.00 น. เท่านั้น)

          หมายเหตุ : ภูกระดึงไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นตลอดปี ช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-31 พฤษภาคมของทุกปี และช่วงปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายนของทุกปี
 

4. เที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก่อนแวะไปวังน้ำเขียว

           อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ผืนป่าสีเขียวสวยงาม เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนนอนสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอดสักคืนสองคืน โดยคืนแรกเราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ขึ้นไปกางเต็นท์นอนบนอุทยาน ปาร์ตี้แคมปิ้งกันเบา ๆ ซึ่งจุดกางเต็นท์ของเขาใหญ่มีอยู่ด้วยกันหลายจุด เช่น "จุดกางเต็นท์เขื่อนลำตะคอง" และ "จุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้" เป็นต้น แต่ละจุดมีความสวยงามต่างกันไป

          สามารถเข้าไปจองจุดกางเต็นท์ล่วงหน้าได้ที่
nps.dnp.go.th ซึ่งก่อนขึ้นไปข้างบนรอบ ๆ เขาใหญ่ก็มีที่เที่ยวให้แวะไปเที่ยวมากมาย เช่น น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง, ปาลิโอ, พรีโม เพียซซ่า, ไร่องุ่นพีบี วัลเล่ย์, เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม, ทุ่งทานตะวันไร่มณีศร ฯลฯ

           เช้าวันที่ 2 ขับรถมุ่งหน้าไปเที่ยววังน้ำเขียว ค้างสัก 1 คืน มีที่พักให้เลือกมากมาย ส่วนสถานที่ท่องเที่ยววังน้ำเขียว เช่น สวนลุงไกร แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร, สวนองุ่นต่าง ๆ, ไร่สตรอว์เบอร์รี, ฟ้าประทาน ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว, A Cup of Love, ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน, เขาแผงม้า ฯลฯ

5. ลั้ลลาเกาะช้าง จังหวัดตราด

           วันหยุดไปเที่ยวทะเลกันดีกว่า … เราเชื่อว่า “เกาะช้าง” จะเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ แน่นอน เพราะไม่ว่าจะฤดูไหนเกาะช้างก็รอต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ ซึ่งการไปเที่ยวเกาะช้างสามารถนำรถยนต์ขึ้นเรือข้ามฟากไปได้ สะดวกสบายสุด ๆ เอาเป็นว่าไปดูกันสิว่าไปเกาะช้างแล้วจะมีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง เริ่มที่ข้ามเรือเฟอร์รี่กันมาเลย พอเช็กอินเข้าที่พักเรียบร้อยก็ได้เวลาออกไปโลดแล่นกันที่ทะเลอย่างหาดไก่แบ้, หาดคลองพร้าว, หาดทรายขาว, อ่าวใบลาน, อ่าวคลองสน, หาดบางเบ้า-หมู่บ้านประมงบางเบ้า ฯลฯ หรือไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เล่นน้ำตกธารมะยมและน้ำตกคลองพลู เป็นต้น

           วันที่ 2 ชวนไปดำน้ำตื้นชมปะการังใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะรอบ ๆ สามารถซื้อแพ็กเกจได้จากรีสอร์ตที่พัก หรือไปที่หมู่บ้านประมงบางเบ้า ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่บ้านพักอาศัยปลูกโดยการปักเสาลงในทะเล มีสะพานเชื่อมติดต่อถึงกันตลอดแนว ที่นี่เป็นจุดที่อยู่ปลายเกาะช้าง และเป็นจุดขึ้นเรือไปยังเกาะต่าง ๆ เช่น เกาะขาม เกาะหมาก เกาะรัง เกาะเหลายา ฯลฯ โดยมีโปรแกรมแพ็กเกจทัวร์ไปให้เลือกมากมายเช่นกัน

ภาพจาก Natalia Sidorova / Shutterstock.com

           ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการล่องเรือชมหิ่งห้อยที่จะออกมาโบยบินอวดแสงสวยของตัวเอง นับเป็นแหล่งชมหิ่งห้อยที่โรแมนติกสุด ๆ อย่างไรก็ตามหากต้องการชมหิ่งห้อยควรโทร. จองล่วงหน้าจะได้ไม่พลาดชมความสวยงามนะ โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด โทรศัพท์ 039 597 259-60

           วันที่ 3 ก่อนจากลาเกาะช้างอย่าลืมแวะซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน แล้วไปต่อคิวขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากเดินทางกลับบ้านได้เลยค่ะ

6. นอนโฮมสเตย์ กินปูอร่อย ๆ ที่จันทบุรี

ภาพจาก BoyCatalyst. / Shutterstock.com

          วันหยุดว่าง ๆ ชวนไปกินปู นอนโฮมสเตย์กันที่จังหวัดจันทบุรี อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนลิสต์ไว้ เพราะมีที่เที่ยวให้แวะตลอดทาง เอาล่ะ...มาเริ่มจากการหาที่พักกันก่อน จันทบุรีมีที่พักแนวโฮมสเตย์พ่วงอาหาร 2 มื้อ อยู่หลายแห่ง เช่น
 

           แต่ละที่ก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป บางแห่งเน้นบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล บางแห่งเน้นกินปูตัวโต ๆ ไม่อั้น บางแห่งมีกิจกรรมทางน้ำให้เลือกทำหลากหลาย หรือบางแห่งก็ชูเอกลักษณ์บรรยากาศธรรมชาติสวย ๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลบอกเลยว่าประทับใจไม่รู้ลืม ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 2 วัน 1 คืน อ๊ะ ๆ รวมถึงยังได้ทำกิจกรรมท่องเที่ยวสนุก ๆ ทั้งการเที่ยวเกาะ เช่าเรือตกปลา ตกปลาหมึก หรือจะดำน้ำดูปะการังด้วยนะ

ภาพจาก Phadet Arnamwat / Shutterstock.com

           กินอิ่มนอนหลับกันที่โฮมสเตย์ไป 1 คืน แล้ว อยากให้ไปเที่ยวในตัวเมืองจันท์และนอนค้างกันอีกสักคืน เดินเล่นชุมชนเก่าแก่ริมน้ำจันทบูร ที่กลายเป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กสำคัญของการมาเที่ยวจันทบุรี เพราะเสน่ห์จากสถาปัตยกรรมอาหารบ้านเรือน ตลอดจนวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่ยังคงสวยงามนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน แถมยังมีมุมถ่ายรูปสุดฮิตมากมาย เช่น บ้านหลวงราชไมตรี, บ้าน 69 ศูนย์การเรียนรู้ริมน้ำจันทบูร, ร้านไอศกรีมตราจรวด และร้านขายยาโบราณจังกวนอัน เป็นต้น แต่ละร้านมีเอกลักษณ์และความน่าสนใจแตกต่างกันไป แต่ถ้าใครไม่อยากเข้าเมืองไปนอนฟังเสียงคลื่นริมทะเลที่หาดเจ้าหลาวก็ได้ไม่ว่ากัน

7. ห่างโซเชียล นอนยาว ๆ ที่เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

           ชวนหนีจากเมืองกรุงที่วุ่นวายไปนอนแพรับลมเย็น ๆ เล่นน้ำใส ๆ ให้หายเหนื่อยที่เขาสกหรือเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี กันค่ะ ที่นี่ตั้งอยู่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาสก อีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่อุทยาน จึงทำให้มีที่เที่ยวทางธรรมชาติหลากหลาย แต่บอกก่อนว่าบริเวณแพที่พักบางแห่งอาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์นะ เพราะฉะนั้นก่อนไปเที่ยวต้องเตรียมใจไว้ระดับหนึ่งว่าต้องตัดขาดโลกภายนอกสักวันสองวัน

           เอ้า ! แล้วถ้าอยากไปเที่ยวนอนพักบนแพกลางน้ำในเขื่อนรัชชประภา แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร แนะนำขั้นตอนง่าย ๆ

          1. เลือกที่พักที่อยากจะไปพัก แล้วสอบถามรายละเอียดว่าให้เข้าพักแบบแพ็กเกจได้อย่างเดียว หรือแบบจองห้องพักอย่างเดียวก็ได้ เพื่อที่จะได้วางแผนต่อไป

          2. ลองหาทัวร์ที่ขายแพ็กเกจที่พักเดียวกับที่เราจะไปพัก แล้วลองเปรียบเทียบราคากับแพ็กเกจของทางแพที่พัก ดูให้ละเอียดว่ารวมค่าเรือหางยาวและอาหารหรือยัง มีการพาไปเที่ยวยังจุดต่าง ๆ ภายในอุทยานแห่งชาติเขาสกและเขื่อนรัชชประภาหรือไม่

          3. ถ้าต้องจองเรือหางยาวไปแพที่พักเอง สามารถจองเรือได้ล่วงหน้าที่รุ่งโรจน์บริการเรือนำเที่ยวเขื่อนรัชชประภา โทรศัพท์ 08 7882 5011, 08 7269 1466 หรือถ้าไปวันธรรมดาไม่ต้องจองก็ได้ค่ะ มีเรือไว้รองรับเพียงพอ
 

           ง่าย ๆ เพียงแค่นี้ก็ไปนอนชิล ๆ ได้แล้ว ส่วนที่เที่ยวที่ต้องไปเห็นด้วยตาให้ได้ เช่น หิน 3 เกลอ ภูเขาหินปูนรูปร่างสวยงามแปลกตา เจ้าของฉายากุ้ยหลินเมืองไทย, ชมความงามของ "ดอกบัวผุด" มีรูปร่างลักษณะคล้ายขันน้ำ และล้อมรอบด้วยกลีบดอกไม้กลีบใหญ่สีแดง ซึ่งจะเริ่มออกดอกตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม หรือที่เที่ยวธรรมชาติสวย ๆ ภายในอุทยานแห่งชาติเขาสก
 

           ทั้งนี้สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาสก โทรศัพท์ 0 7739 5139, 0 7739 5154-5 หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0 7728 8818-9
 

8. ชมทะเลหมอก นอนดูดาวที่ภูทับเบิก-เขาค้อ

           หนึ่งในลิสต์รายชื่อที่เที่ยวฮอตฮิตทุกเทศกาลอันดับต้น ๆ ที่ถึงแม้จะรู้ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปเที่ยวกันเยอะ แต่หลาย ๆ คนก็พร้อมจะไปเผชิญ (จริงไหม) ^^ ซึ่งเราไม่แปลกใจเลยค่ะ เพราะด้วยเสน่ห์ความงามทั้งทางธรรมชาติของภูทับเบิกและเขาค้อ ทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปสัมผัส โดยส่วนมากจะเริ่มกันที่เที่ยวเขาค้อ 1 คืน แล้วค่อยไปต่อภูทับเบิกอีก 1 คืน

          สถานที่ท่องเที่ยวเขาค้อ เช่น วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว, พระตำหนักเขาค้อ, จุดชมวิวยอดเขาย่า, อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ, จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ, ทุ่งกังหันลมเขาค้อ, จุดชมวิวไปรษณีย์เขาค้อ และจุดชมวิววัดกองเนียม ฯลฯ


          สถานที่ท่องเที่ยวภูทับเบิก เช่น แปลงกะหล่ำปลีที่มองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา, ไร่สตรอว์เบอร์รีต่าง ๆ, จุดชมวิวอาคารหอดูดาวและจุดวัดอุณหภูมิภูทับเบิก ฯลฯ

9. ตะลอนเที่ยวเชียงใหม่ นอนดอยชิล ๆ

           เชียงใหม่ มีเวลา 3 วัน 2 คืน ไปเที่ยวได้สบาย ๆ ค่ะ จะขับรถยนต์ไปเอง นั่งรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบินก็ทำได้หมด ขอเพียงแค่จัดสรรเวลาให้ดี โดยอาจจะวางแผนนอนค้างในเมือง 1 คืน แล้วขึ้นไปนอนบนดอยอีกสักคืน หรือจะตรงดิ่งไปนอนบนดอย 2 คืน เลยก็ได้เหมือนกัน
           เริ่มจากเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ อ๊ะ ๆ ก่อนอื่นขอแนะนำให้ไปสักการะ "พระธาตุดอยสุเทพฯ" กันก่อน แล้วเลยขึ้นไปชมดอกไม้เมืองหนาวที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ก่อนจะขึ้นไปเที่ยวบนดอยปุย จากนั้นวกกลับเข้าเมืองสักการะ "พระสิงห์" ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร และไปต่อที่โครงการบ้านข้างวัด วัดอุโมงค์  แล้วค่อยตะลุยลิ้มลองของอร่อย ๆ ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ก็เป็นอันจบคืนแรก หรืออีกหนึ่งโปรแกรมคือพอลงจากดอยสุเทพฯ ก็ตรงไปเยือนม่อนแจ่มเลย ซึ่งบริเวณนั้นก็มีที่พักสวย ๆ ให้ได้ค้างคืนกันด้วย

           เช้าวันที่ 2 เราขอแนะนำให้ไปเที่ยวดอยอินทนนท์ แต่ควรออกเดินทางแต่เช้ามืด เพื่อไปชมความงามของพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาทักทาย ณ บริเวณจุดชมวิว กม.41 แล้วค่อยลุยขึ้นไปเช็กอินที่จุดสูงสุดของสยาม บนยอดดอยอินทนนท์ พร้อมกับไปไหว้พระพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ พระมหาธาตุคู่บารมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 อ๊ะ ๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เราขอชวนคุณไปออกกำลังกายแข้งขา เดิน "กิ่วแม่ปาน" สำรวจป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ พร้อมชมทะเลหมอกกว้างไกลสุดสายตา โดยบริเวณดอยอินทนนท์มีที่พักหลากแบบหลายราคาให้เลือกพัก

           เช้าวันที่ 3 ลงจากดอย ก่อนเดินทางกลับอย่าพลาดแวะไปช้อปปิ้งซื้อของฝากกันที่ตลาดวโรรส ที่นี่มีสินค้าให้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านเพียบ ไม่ว่าจะเป็นแคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว แหนม หมูยอ สตรอว์เบอร์รี ลำไยอบแห้ง ชา หรือขนมพื้นเมืองต่าง ๆ

10. เที่ยวหัวหิน พักกายพักใจ

           เมืองตากอากาศยอดนิยมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ด้วยหัวหินอยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ สักเท่าไร เดินทางสะดวก ของกินเยอะ ที่เที่ยวหลากหลาย และที่พักก็มีหลายราคาให้เลือกตามกำลัง จึงไม่ต้องแปลกใจหากหัวหินจะเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวที่เราอยากจะแนะนำให้ไปเยือน มีเวลา 3 วัน 2 คืน เที่ยวทะเลหรือเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในเขตหัวหินได้อย่างสบาย ๆ

ภาพจาก Blanscape / Shutterstock.com

ภาพจาก Nuttawut Uttamaharad / Shutterstock.com

          ใครอยากจะไปทำบุญไหว้พระก็ได้ หรือไปหาความสนุกที่สวนสนุก สวนน้ำ แวะถ่ายรูปกับแกะ ตลาดน้ำ หรือแหล่งคอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิปทั้งหลาย อยากไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่พระราชวังและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ก็มีเช่นกัน เรื่องกินหัวหินก็ไม่พลาด มีตลาดโต้รุ่ง ร้านอาหารมากมายกระจายตัวอยู่รอบ ๆ หัวหิน เรียกได้ว่ามาที่เดียว เที่ยวได้แบบฟินสุด ๆ
 

หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
10 ทริป เที่ยววันหยุด 3 วัน 2 คืน เติมความสุขง่าย ๆ ให้ชีวิต โพสต์เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2561 เวลา 16:51:52 13,504 อ่าน
TOP