ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ที่เที่ยวสุดฮิต ที่พัก ร้านอาหารน่าสนใจ โหลดดูได้จากมือถือ คลิกที่นี่ <<

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน (อสท.)

ธเนศ งามสม...เรื่อง 
ธเนศ งามสม, ไพศาล เจริญจรัสกุล และโสกณ บูรณประพฤกษ์...ภาพ

          "เรามาไกลมาแล้ว" จู่ ๆ ความรู้สึกนี้ก็แวบผ่านเข้ามา ขณะลมหนาวเหน็บกระโชกอาบเนื้อตัวปรากฏขุนเขาห่มคลุมหิมะอยู่เบื้องหน้า ทิวสนเอนไหว ดอกไม้ป่าเอนลู่ราวกับจะปลิดปลิว อารมณ์รับรู้ดังกล่าวยิ่งเข้าจู่จับ เมื่อพบว่าตนเองกำลังอยู่บนภูเขาห่างไกลในมณฑลยูนนาน จีนแผ่นดินใหญ่...

          10 วันที่แล้ว เรามาพบกันที่ เชียงของ อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดเชียงราย เย็นวันนั้นแม่น้ำโขงซึ่งทอดผ่านหน้าเรือนพักทาบทาด้วยแสงสีชมพูเย็นตา แผ่นดินลาวฝั่งตรงข้ามมองเห็นเป็นรูปเงารางเลือน "เรา" หมายถึงคน 6 คน ซึ่งเดินทางมาจากต่างที่ต่างถิ่น ทว่ามีจุดหมายร่วมกัน คือ มณฑลยูนนาน จีนตอนใต้

          "ไม่มีอะไรคาดเดาได้ชัดเจน เพราะเราไม่เคยใช้เส้นทางนี้กันมาก่อน" ใครคนหนึ่งในคณะเอ่ย น้ำเสียงราบเรียบทว่าดวงตาเป็นประกาย สำหรับผู้ชื่นชอบพานพบโลกกว้าง พูดได้ว่า จากเชียงของ ผ่านลาวเหนือ เวียดนาม ซาปา ไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ คือเส้นทางที่ใครหลายคนกระหายใคร่ออกเดินทาง สำหรับคณะของเรา กล่าวได้ว่า นี่คือหนึ่งในความฝัน มันจะหอมหวานและเย้ายวนใจเพียงใด หากได้รอนแรมไปบนทางสายนี้

          และสำหรับผม ในยามที่ชีวิตมีแง่มุมให้ครุ่นคิด การเดินทางไกลอาจเป็นดั่ง "แว่น" ที่ช่วยกรองภาพบางภาพให้กระจ่างชัด ปราศจากมายาคติ นิยาม หรือความคาดหวังใด ๆ

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

 แม่น้ำบางสาย

          ใครบางคนกล่าวไว้ว่า การจะข้ามพ้นบางสิ่ง ก็คล้ายการข้ามแม่น้ำสักสาย...คงเป็นความจริง ผมทบทวนนิยามนี้ในใจ ขณะเรือลำน้อยพาข้ามสายน้ำโขงอันกว้างใหญ่ ท้องฟ้ายามเช้าห่มเมฆสีเทา แดดต้นฤดูฝนส่องลอดลงมารำไร อาบผิวน้ำโขงเป็นประกาย เรือน้อยพาเรามาขึ้นฝั่งเมืองห้วยทราย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง เราก็แบกสัมภาระกลืนไปกับผู้คนหลากเชื้อชาติ ที่มุมหนึ่งของท่าเรือ รถตู้ป้ายทะเบียนลาวจอดรอเราอยู่ เก็บสัมภาระใบโตเรียบร้อย รถตู้สีขาวสภาพจวนเก่าก็วิ่งชิดเลนขวา บ่ายหน้าออกจากท่าเรือ

          "สบายดีทุก ๆ ท่าน มื้อนี้เราจะอยู่บนรถกันตลอดทางจะโค้งขึ้นภูไปถึงอุดมไชยโพ้น" ท้าวทอง ผู้รับหน้าที่สารถีกล่าวต้อนรับด้วยภาษาลาวและเสียงหัวเราะอารมณ์ดี หลายคนหัวเราะตาม สองข้างทางปรากฏทิวเขาห่มหมอกขาว บรรยากาศต่างที่ต่างถิ่นทำให้ใจของเราตื่นเพริด ทางภูเขาเบื้องหน้ากลายเป็นความรื่นรมย์รอให้พอเผชิญ 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          ผมก็รู้สึกเช่นเดียวกับมิตรร่วมทาง การรอนแรมกำลังเริ่มต้น หลายสิ่งที่ทับถมคล้ายค่อย ๆ ถูกชะล้างด้วยภาพแปลกใหม่

          เราบ่ายหน้าไปตามทางลาดยางเก่ากร่อน ทว่าไม่มีใครใส่ใจ ทิวทัศน์ข้างทางและท้องทุ่งดึงดูดทั้งดวงตาและอารมณ์ ล่วงผ่านชั่วโมงแรก เรามาถึงตัวเมืองห้วยทราย ชุมชนเล็ก ๆ ระหว่างทาง ท้าวทอง จอดรถให้เราลงไปชมตลาด ซึ่งวางเรียงด้วยพืชผักนานา

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          "หน่อขม แซบหลาย" ท้าวทองชี้ให้ดูหน่อไม้ชมพลางไต่ถามราคา หากหนทางไม่ยาวไกลชายหนุ่มคงซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน จากตลาดห้วยทราย เราพบแผงขายหน่อขมอีกแห่งริมทาง หญิงสาวชาวม้งบอกกับผมว่า ฤดูฝนเช่นนี้หน่อขมจะมีให้เสาะหาในป่าเพียง 2 เดือนแรก และเมื่อรวมกับรสชาตินุ่มหวานต่างจากชื่อ จึงเป็นที่นิยมทั่วทั้งลาวเหนือ

          ม่านหมอกล่องลอย ถนนทอดผ่านทุ่งกว้าง ท้าวทองชี้ให้ดูจุดสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ซึ่งจะเชื่อมเชียงของกับห้วยทรายเข้าด้วยกัน ถึงวันนั้นถนนเก่ากร่อนคงหายไป หลายสิ่งคงมาเยือนห้วยทราย

          ท้องฟ้าเริ่มกระจ่าง เส้นทางทอดขึ้นลงภูผ่าน บ้านลาวห้วย หมู่บ้านชนเผ่าซึ่งสร้างเรือนอยู่ในหุบดอย ถึง บ้านน้ำฟ้า เราแวะพักคนและรถ ไปต่อไม่ไกลก็เข้า แขวงหลวงน้ำทา ช่วงต่อมาสองข้างทางร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ ที่โค้งภูช่วงหนึ่งมีแผงขายของป่า มีผักแปลก ๆ กล้วยน้ำว้า มันเพลา (มันแกว) นกปรอดหัวสีเขม่า รวมถึงกล้วยไม้ป่าดอกสีสดใส

          ขณะข้ามแม่น้ำเพื่อไปต่อ ภาพดอกไม้ช่อหนึ่งและถ้อยคำบางคำก็แวบผ่านเข้ามาความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อรูปเค้าโครงหน้า มันเป็นอารมณ์ที่ยากจะควบคุม เมื่อพบว่าตนเองกำลังจากบางสิ่งมา ขณะหนทางข้างหน้าทอดยาวไกลออกไป

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

 สะพาน

          ข้ามแม่น้ำสายนั้นมาตลอดครึ่งวัน เราใช้เวลาอยู่บนถนนทอดขึ้นลงภูจนตะวันเริ่มคล้อย เราจึงมาถึง เมืองไชย

          แขวงอุดมไชย ท้าวทองพาขึ้นไปชม วัดพูทาด ซึ่งประดิษฐานบนยอดภู มองจากบันไดนาค เมืองไชยแทรกตัวอยู่ในที่ราบแคบ ๆ มองเห็นป้ายอักษรลาวและจีนเปิดไฟสว่างเรืองท้าวทองบอกว่า ชายแดนจีนอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ยามค่ำคืนเมืองไชยเงียบสงบไร้เสียงรบกวน ขณะออกไปกินมื้อค่ำ เราพบนักเดินทางต่างชาติน้อยราย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่เข้ามาค้าขาย

          รุ่งเช้า...เมืองไชยห่มหมอกหนาวเย็น เราจากที่นั่นมาขณะพระออกบิณฑบาต ถนนคดโค้งไต่เลาะขึ้นไป ขณะเบื้องล่างแม่น้ำพาดทอดสายราวภาพลวงตา บ้านเรือนชาวลาวสูงปรากฏเป็นระยะ ตามกระท่อมหลังน้อยมีผู้คนรายล้อมกองไฟ คล้ายจุดหิ่งห้อยเล็ก ๆ วับวามในป่าภูกว้างใหญ่ ข้ามสะพานอีกครั้ง เราก็เข้าสู่ แขวงพงสาลี ที่ เมืองขวา เมืองชุมทางริมแม่น้ำอู เราต้องรอแพขนานยนต์เพื่อข้ามไปยังชายแดนเวียดนาม

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          ขณะเดินสำรวจริมฝั่ง นอกจากโรงแรมขนาดย่อม ห้องการไปรษณีย์ และนักเดินทางชาวยุโรป ผมพบเรือโดยสารไปหลวงพระบาง ระหว่างไต่ถามเที่ยวเวลา ภาพเมืองสงบงามแห่งนั้นก็ค่อย ๆ ผุดเข้ามาในความทรงจำ วันเวลาล่วงผ่าน สี่เดือนก่อนผมไปเยือนหลวงพระบางด้วยเหตุผลบางอย่าง ระหว่างรอนแรม เวลาครึ่งเดือนนั้นก็มอบคำตอบเปี่ยมความหมาย...

          เราข้ามแม่น้ำอูมาพร้อม ๆ กับเริ่มบอกลาแผ่นดินลาว ทางลูกรังคลุ้งฝุ่นทอดไปบนภูเขา นาน ๆ จึงจะพบหมู่บ้านชาวลาวสูง รอบ ๆ ตัวเรายามนี้คือทิวเขาซับซ้อนและป่าไม้ หลายครั้งที่รถตู้จวนเก่าต้องลงไปลุยบนทางเกวียน ในแม่น้ำลำห้วยมากสาย เพราะถนนและสะพานกำลังก่อสร้าง ท้าวทองบอกว่าเป็นความช่วยเหลือของเวียดนาม เพื่อจะเชื่อสองประเทศด้วยถนนแอสฟัลต์สายใหม่ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งเหนื่อยล้า ตื่นใจ และอาลัย เมื่อต้องคอยระวังก้อนหินหล่นลงมา หลีกต้นไม้ล้มขวาง รถยางแตก แล้วพบว่าภาพเหล่านั้นกำลังเลือนหาย...

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

 บ่ายคล้อย

          ทางภูเขาพาเรามาถึงด่านปากหง ชำระค่าธรรมเนียมคนละ 4,000 กีบ หรือ 16 บาท เราก็ข้ามเส้นพรมแดนสู่ด่านไตตะราง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่นี่เราแลกเงินกีบของลาวเป็นเงินด่อง เปลี่ยนจากรถตู้จวนเก่ามาเป็นมินิแวนคันใหม่

          "สวัสดีทุก ๆ ท่าน เรากำลังเข้าสู่อีกหนึ่งดินแดนไทยแล้วนะครับ" ชายวัยล่วงชราซึ่งแทนตัวเองว่า "อุดม" กล่าวต้อนรับด้วยภาษาไทยชัดคำ ทั้งสำเนียงและใบหน้า ชวนให้เชื่อได้ว่าเขาเป็นคนไทย 

          "ผมเรียนภาษาไทยที่วิทยาลัยแห่งชาติ พอขึ้นปี 3 ต้องหยุดเรียน ไปรบกับอเมริกา" คุณอุดมเล่าน้ำเสียงดังชัดประโยคท้ายทำให้หลายคนหันมาฟังด้วยความสนใจ จากด่านไตตะราง ถนนเปลี่ยนเป็นลาดยางค่อนข้างเรียบ ช่วงเขตปลอดทหาร (Demilitarized Zone) 6 กิโลเมตรระหว่างประเทศ ผืนป่าร่มรื่นสมบูรณ์ แต้มแต่งด้วยเสี้ยวป่า ซึ่งยามนี้ผลิดอกสีน้ำนมไปทั่วทิวเขา พ้นจากเขตปลอดทหาร ถนนทอดลงภูเขามาพบนาข้าวลดหลั่น ครู่ต่อมาเราก็อยู่บนสะพานซึ่งทอดข้ามแม่น้ำป่าหนาม แวบหนึ่งผมมองเห็นซากรถจิ๊ปในสายน้ำสีชา

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          ชั่วโมงต่อมาเราก็เข้าเขตเมือง มอเตอร์ไซค์และรถยนต์สวนกันขวักไขว่ จักรยานพบเห็นได้ทุกท้องถนน ผ่านอนุสรณ์สถานทหารผู้เสียชีวิตจากสงคราม เราก็อยู่ใจกลางเดียนเบียนฟู ในยามนั้นไม่แน่ใจว่ามิตรร่วมทางรู้สึกอย่างไร สำหรับผมภาพแห่งสงครามได้จู่จับเข้ามา ตั้งแต่ข้ามสะพานแม่น้ำป่าหนามนั่นมาแล้ว 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

 ไท

          เดียนเบียนฟูพาผมไปพบหลากหลายอารมณ์ ทั้งเศร้าโศกและอบอุ่นในหัวใจ บ่ายวันนั้นเราออกนอกเมืองไปเยือน ศาลเจ้าหว่างกงเจิ้ต หรือ "องเชียงสือ" ที่ชาวไทยดำเคารพศรัทธา ย้อนเวลากลับไป ประวัติศาสตร์ของเวียดนามล้วนเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งสงครามกว่า 900 ปี ที่อยู่ใต้อิทธิพลของจีน และความขัดแย้งกันเองระหว่างราชวงศ์ต่าง ๆ กว่าสิบสายตระกูล

          ช่วง พ.ศ. 2345 องค์ชายเหวียนแอ๋ง ทายาทตระกูลเหวียน หรือที่คนไทยรู้จักดีในนามของ เชียงสือ ผู้เคยหลบหนีมาขอความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 สามารถรวมแคว้นทั้งเหนือและใต้ให้เป็นปีกแผ่นได้ พระองค์สถาปนาราชวงศ์เหวียนขึ้นปกครองประเทศ และเรียกดินแดนที่มีอาณาเขตตั้งแต่จีนตอนเหนือจรดคาบสมุทรก่าเมาทางตอนใต้ว่า "เวียดนาม" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

          ระหว่างรวบรวมแคว้นต่าง ๆ นั้น องเชียงสือ ขับไล่โจรก๊กอื่น ๆ ในเดียนเบียนฟูจนแตกพ่าย ชาวไทยดำซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่สำนึกในบุญคุณ จึงสร้างศาลเจ้านี้เพื่อเป็นที่สักการะและอนุสรณ์สถาน ผ่านกำแพงสูงเข้าไปอาณาบริเวณร่มรื่นด้วยหมูไม้สระบัว และไทรสูงใหญ่ ตัวศาลเจ้าอายุ 200 ปี ดูขรึมขลังสร้างจากไม้ลิม ซึ่งมีเนื้อไม้ทนงามคล้ายไม้สักของไทย ก้าวเข้าไปด้านในกลิ่นธูปควันเทียนล่องลอย ตามบานประตูและหน้าต่างแกะสลักลวดลายไม้ดอก นกกระเรียน แลงดงามอ่อนช้อย สะท้อนให้เห็นว่าชาวไทยดำศรัทธาองเชียงลือมากเพียงใด ตามประวัติบันทึกไว้ว่า ราชวงศ์เหวียนรุ่งเรืองยาวนานร่วมร้อยปี กระทั่งเกิดความขัดแย้งทางศาสนาคริสต์กับฝรั่งเศส และตามมาด้วยความพ่ายแพ้แก่กองเรือฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2401 ส่งผลให้เวียดนามสูญเสียเอกราชนับแต่บัดนั้น

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          จากศาลเจ้าองเชียงสือ เราไปเยือนฐาน A1 ลักษณะเป็นเนินสูงใจกลางเมือง มองเห็นเดียนเบียนฟูได้รอบทิศทาง หลังตกเป็นอาณานิคม ฝรั่งเศสก็เข้ามาแสวงหาประโยชน์บนแผ่นดินเวียดนามในทุก ๆ ด้าน สร้างความอัดอั้นตันใจแก่หนุ่มสาวชาวเวียดที่ได้รับการศึกษาในต่างประเทศ นำมาสู่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนโดย โฮจิมินห์ ชายหนุ่มนักหนังสือพิมพ์ซึ่งพำนักอยู่ที่ปารีส หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เวียดนามประกาศตนเป็นอิสระ ทว่าฝรั่งเศสไม่ยอมรับ จึงนำมาสู่สงครามอันดุเดือดยาวนานทั่วอินโดจีน 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          ที่ฐาน A1 นี้ ฝรั่งเศสติดตั้งปืนใหญ่ ทั้งยังเตรียมพลร่มและเครื่องบินทิ้งระเบิด หวังจะให้เป็นหลุมพรางล่อทหารเวียดมินห์มาติดกับ ทว่าการณ์กลับตรงข้าม ฐานถูกปืนใหญ่ฝ่ายเวียดมินห์รายล้อมระดมยิงใส่ สนามบินและการสนับสนุนทางอากาศไม่สามารถใช้การได้ ทั้งเสบียงอาหาร อาวุธ หรือแม้แต่เครื่องหมายยศนายพลซึ่งทิ้งร่มลงมาก็ถูกยึดไป

          วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 ล่วงวันที่ 53 ทหารฝรั่งเศสก็ยอมจำนน นำไปสู่สนธิสัญญาเจนีวา โดยสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาท บีบให้แบ่งเวียดนามออกเป็นเหนือ-ใต้ 3 ปีให้หลัง ด้วยข้ออ้างในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ สหรัฐอเมริกาก็กระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนาม และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในเวลาต่อมา...

          วันถัดมา...เราแวะมาที่ ฐานเดอ คาสตรีส์ ฐานบัญชาการของฝรั่งเศสที่กล่าวได้ว่าสำคัญสุดในเวียดนาม ที่นี่เองที่ นายพลหวอ เหวียน ย้าป นายทหารคู่ใจโฮจิมินห์ ทำให้โลกต้องตกตะลึกด้วยการเอาชนะเจ้าอาณานิคม ส่งผลให้ภูมิภาคอินโดจีนเป็นอิสระจากฝรั่งเศส จากฐานเดอ คาสตรีส์ เราไปเยือน กองบัญชาการเวียดมินห์ ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกราว 20 กิโลเมตร ถิ่นอาศัยของชาวไทยดำ 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          หากอธิบายให้เห็นภาพกองบัญชาการเวียดมินห์คล้ายคลึงไม่น้อยกับฐานที่มั่นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่ภูหินร่องกล้า ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ทั้งโขดหิน ซอกหลีบ ภูเขา ล้วนเป็นชัยภูมิอันเหมาะสมในการวางแผนและเคลื่อนไหว อาณาบริเวณถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วน ทั้งกองบัญชาการ ห้องปฐมพยาบาล โรงนอน โรงอาหาร และอุโมงค์หลบภัยทางอากาศ ไม่ไกลจากกองบัญชาการ มีแผ่นหินจารึกวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1954 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคมในปีเดียวกัน ว่า ณ ที่นี้ เป็นเวลานานถึง 4 เดือน 15 วัน ที่นายทหารเวียดมินห์ได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อเพื่อขับไล่ฝรั่งเศส กว่าจะได้อิสรภาพและความเป็น "ไท" คืนกลับมา...

          ตะวันบ่ายคล้อย เราเดินจากฐานบัญชาการเวียดมินห์มาทางหมู่บ้านไทยดำ ลมพัดเย็นชื่น ตะวันกำลังลอยต่ำ ฉายแสงทองอาบท้องนาและบ้านเรือนซึ่งสร้างอย่างน่าชมด้วยไม้ เด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ริมลำห้วย หญิงสาวนุ่งผ้าถุงสีดำหาบพืชผักไปตามคันนา เย็นวันนั้นเรามีโอกาสไปเยือนเรือนไทยดำที่บ้านเพียงเลย ในช่วงแรกคุณอุดมทำหน้าที่ล่ามถ่ายทอดความ ทว่าเพียงครู่ก็นั่งยิ้มสบายใจ เพราะถ้อยคำหลายคำนั้นเหมือนภาษาไทย

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          "ไปซังมา" ท่าว หญิงสาวชาวไทยดำเอ่ยพร้อมกับผายมือเชิญเรือนใหญ่ ตรงกลางเรือนสำรับกับข้าววางรอพร้อมแล้ว ท่าวแนะนำอาหารแต่ละจาน นั่น "เหยือฟอง" เนื้อหมูสับห่อใบตองแล้วเผา ปลาปิ้งหอมควันไฟ และ "เบ๊าะบาน" ยำดอกเสี้ยวขาว ดอกไม้ที่เราเห็นบานสะพรั่งระหว่าง เธอแนะนำว่ากินกับข้าวเหนียวดำ ขาว และเหลืองอร่อยนัก ระหว่างนั้นท่าวเพียรรินเหล้าชาวซึ่งหมักเอง "บ่เมาบ่ม่าน" เธอว่าพลางหัวเราะร่าเริง 

          เนิ่นนานกว่า 2,000 ปีแล้วที่ชาวไทยดำอาศัยอยู่ที่นี่ เดียนเบียนฟูคือหนึ่งในบ้านของพวกเขาและเราชาว "ไท" ทั้งหลาย แม้ไม่ได้ถือพุทธ ทว่าชาวไทยดำบูชาบรรพบุรุษ ด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ พวกเขายังคงสอนลูกหลานให้รำลึกถึงคุณของน้ำและนา ดั่งภาษิตที่ว่า "ได้กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา ได้กินปลาอย่าลืมเสื้อน้ำ"

          ค่ำคืนนั้น หลังห่างถิ่นที่อันคุ้นเคยมาหลายวัน ในแวดล้อมชาวไทยดำ ถ้อยคำ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางญาติมิตรเมืองไกล...ญาติมิตรชาวไท

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

 เมืองในหมอก

          เราจากเดียนเบียนฟูมาขณะตะวันฉาย ทะเลสาบห่มไอหมอก ทิวเขาสีครามกระจ่างตา สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ ถนนทอดไปในท้องทุ่งกว้าง แม้จะเป็นปลายฤดูแล้ง ทว่าท้องทุ่งยังปูลาดด้วยข้าวกล้าเขียวขจี คุณอุดมบอกว่าเดียนเบียนฟูทำนาได้ปีละ 4 ครั้ง

          "ดินแทนไม่ได้พักหรอกครับ" ชายวัยล่วงชราเอ่ยแล้วก็ยิ้ม คงเป็นยิ้มภูมิใจในความขยันของชนชาติตน เราเพลินตากับท้องทุ่งข้าว มารู้ตัวอีกครั้งเมื่อถนนวกลงภูเขา นาข้าวกลายเป็นขั้นบันได เรือนชาวไทยดำสร้างกระจายตรงโน้นตรงนี้มินิแวนค่อย ๆ บ่ายหน้าลงไป มีแผงขายของป่าเป็นระยะ ม้าต่างถูกผูกไว้ตามร่มไม้ ช่วงต่อมาถนนเลียบแม่น้ำดำ มองเห็นกรวดหินเกลื่อนท้องน้ำ หมู่บ้านไทยดำ ปรากฏอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ เรียงรายไปตามถนนและแม่น้ำ คุณอุดมบอกว่าข้างหน้ามีโครงการสร้างเขื่อนชงค่า ตัวเมืองเก่าและหมู่บ้านจึงต้องย้ายมายังที่ใหม่

          "เราเป็นประเทศสังคมนิยม มีพรรคเดียว ถ้าตกลงกันได้ก็ลงมือทำ ไม่มีความขัดแย้งตามมา" คุณอุดมเอ่ยแล้วก็ยิ้ม แกคงเห็นคำถามบนใบหน้าใครหลายคน ร่วม 30 กิโลเมตร ที่ถนนเลียบทะเลสาบ เมื่อลาดลงหุบเขาไลโจวเมืองใหม่ก็ปรากฏ เราแวะกินมื้อเที่ยงที่นี่ ไม่มีใครเอ่ยถึงอาหาร ถนน 8 เลนกับผังเมืองใหม่เอี่ยมนั้นให้รสชาติมากกว่า

          15.32 น. เราบอกลาไลโจว บ่ายหน้าขึ้นเขาสูงอีกครั้ง ป้ายริมทางเขียนว่า "ซาปา 70 กิโลเมตร" ต้องใช้กำลังคนมากเพียงใด จึงจะสร้างและเดินทางได้สำเร็จเช่นนี้ ผมครุ่นคิดในใจ เมื่อถนนโค้งขดขึ้นไปบนไหล่เขาสูง หุบเหวยิ่งลึกลิ่ว อากาศยิ่งหนาวเย็น เมฆคล้ายลอยลงมาใกล้ถึงความสูงราว 2,000 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง รอบตัวก็เลือนราง คล้ายกำลังเดนิทางอย่างไร้จุดหมาย...

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          17.43 น. เหมือนจู่ ๆ เมืองก็ปรากฏกลางม่านหมอก ดวงไฟหลากสีสลัวราง นักเดินทางหลากสัญชาติแบกเป้ดุ่มเดิน อาคารปูนห้าหกชั้นเบียดเสียดสองฟากไหล่เขา แต่ละดูหาแขวนป้ายภาษาอังกฤษ ระบุโรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านขายอุปกรณ์กลางแจ้ง ร้านเช่าสูท ร้านไวน์ ร้านอาหารวิวภูเขา

          "ยินดีต้อนรับสู่ซาปาครับ" ลุงหยุง เจ้าถิ่นซึ่งรอพวกเราอยู่ เอ่ยเบา ๆ ราวกับเกรงว่าม่านหมอกจะเลือนหาย เย็นวันดังกล่าวซาปาต้อนรับเราด้วยละอองฝนหมอกขาวและอากาศเหน็บหนาว 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          รุ่งเช้าอุณหภูมิลดลงมาที่ 5.5 องศาเซลเซียส ละอองฝนยังโปรยปราย ผมสวมเชิ้ตตัวหนา ฝ่าสายฝนเย็นเยือกไปที่ตลาดเข้าอากาศคล้ายอุ่นขึ้นเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ เหมือนเช่นทุก ๆ ชาติ ตลาดเช้ามากด้วยเรื่องราว พืชผักท้องถิ่นผลไม้นานา ดอกไม้ รอยยิ้ม และถ้อยโอภาปราศรัย แม้จะสื่อสารต่างภาษา

          จากตลาดเช้าผมเดินตามทางซึ่งทอดลดหลั่นขึ้นไปผ่านโบสถ์คริสต์ สัญลักษณ์ประจำเมือง และบ้านพักสไตล์ฝรั่งเศสซึ่งสร้างด้วยหินสีขาว "แต่ก่อนที่นี่มีแต่ม้งอาศัย พอฝรั่งเศสได้ข่าวว่ามีแร่ ก็ตัดถนนขึ้นมา สร้างบ้านพัก สร้างโบสถ์ ต่อมาก็กลายเป็นเป็นที่พักผ่อนด้วย เพราะบางปีมีหิมะตกอากาศเย็นสบาย" ลุงหยุงเล่า ขณะพาเดินชมรอบ ๆ ซาปา 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          เราไปเยือนบ้านชาวม้งหลายหมู่บ้าน ภาพนาชั้นบันไดโค้งขดลดหลั่นไปทั่วทิวเขานั้น กล่าวได้ว่างดงามตรึงตรา ถึง หมู่บ้านคัตคัต เราเดินไปชม น้ำตกเตือนซา หรือ "ที่ประทับของเทพ" ในความหมายของชาวม้ง 

          เตือนซาหมดจดสมดั่งชื่อ แม้จะถูกรบกวนด้วยสิ่งก่อสร้างอย่างโรงปั่นไฟ เสาไฟฟ้าในยุคขุดหาแร่ ลุงหยุงเล่าว่า ดีบุกและสังกะสีเนรมิตสิ่งเหล่านี้ ไฟฟ้าถูกส่งไปป้อนเครื่องทำน้ำอุ่นหลอดไฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่จะมีได้ ขณะชาวม้งรอบ ๆ อาศัยในกระท่อมไม้ไผ่มุงหญ้าคา

          เราจากที่นั่นมาขณะหมอกยังห่อคลุม ชั่วโมงถัดมาเราก็ล่ำลา คุณอุดม และ ลุงหยุง มิตรอาวุโสแห่งซาปา คล้ายวันแรกที่มาเยือน จู่ ๆ ซาปาก็เหมือนเลือนหาย ม่านหมอกกลืนกลบทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

 ดอกไม้

          ล่วงวันที่ 6 แล้ว ที่เราเดินทางมาจากเชียงราย ออกจากซาปาถนนก็ไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงลาวกาย-เมืองใหญ่ชายแดน เราข้ามแม่น้ำแดงไปประทับตราหนังสือเดินทาง ผ่านด่านเหอโข่ว เราก็เข้าสู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพียงข้ามแม่น้ำแดงมาผมก็พบว่าอารมณ์รับรู้ของตนเปลี่ยนไป ตลอด 4 วัน ที่รอนแรมในแผ่นดินจีน คล้ายกำลังเดินทางยาวไกลไร้จุดสิ้นสุด แม้สองข้างทางจะงดงามด้วยขุนเขา ผลิพราวไปด้วยดอกไม้ 

ขุนเขาและดอกไม้ บนเส้นทางเชียงราย-ยูนนาน

          ไร่ท้ออวดดอกสีชมพูอ่อนหวาน ทุ่งมัสตาร์ดบาน ดอกดารดาษ ปูลาดผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ด้วยสีเหลืองสดใส ทว่าความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่คลี่คลาย...

          ในวันที่ 10 ขณะเดินทางบนภูเขาสูงชันถึงทางโค้ง ช่วงหนึ่งรถของเราก็ตกจากไหล่ถนน ทำอย่างไรก็ไต่กลับขึ้นไปไม่ได้ ทำได้เพียงรอคอยรถสักคันผ่านมา เราทยอยลงจากรถ ทันทีที่เปิดประตู ลมหนาวเหน็บก็กระโชกอาบเนื้อตัว

          "เรามาไกลมากแล้ว" จู่ ๆ ความรู้สึกนี้ก็แวบผ่านเข้ามา ขณะขุนเขาห่มหิมะปรากฏเบื้องหน้า ทิวสนเอนไหว ดอกไม้ป่าเอนลู่ราวกับจะปลิดปลิว โมงยามนั้นเองที่ผมอยากถนอมดอกไม้ทุกดอกตรงหน้าไว้ รับรู้ว่า "ดอกไม้" ที่รอคอยอยู่มีความหมายมากเพียงใด





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
 
ปีที่ 52 ฉบับที่ 12 กรกฎาคม 2555






สมาชิกกระปุก
E-mail :
Password :

หมายเหตุ
• ไม่สามารถ copy ข้อความจากที่อื่น แล้วนำมา paste ในช่องแสดงความคิดเห็น
• ไม่สามารถใส่ชื่อเว็บไซต์ใดๆ ก็ตามลงในช่องแสดงความคิดเห็น
• ระบบสามารถรับข้อความ ได้สูงสุดเพียง 2,000 ตัวอักษร ต่อหนึ่งครั้ง
• ผู้ดูแลเว็บไซต์ จะลบข้อความที่ไม่เหมาะ สม และข้อความโฆษณาสินค้า หรือบริการ
คลิกเลือกอารมณ์ที่ต้องการ ตาใส , เซ็ง , ร้องไห้ , เจ้าเล่ห์ , หัวเราะ , ตลก , โกรธ
คุณสามารถแสดงความคิดเห็น ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็น สมาชิกนะคะแต่ถ้าสมัคร สมาชิกและเข้าสู่ระบบก่อนโพส ข้อความเราจะโชว์รูปของคุณ ขึ้นมาให้เด่นๆเลยนะ
กรุณา เคาะเว้นวรรค ระหว่างข้อความด้วยนะคะ ระบบจะตัดคำได้สวยงาม ถ้าพิมพ์ติดกันไปหมด ระบบจะไม่ตัดคำให้นะคะ
ชื่อ : โค้ด :
กรุณานำโค้ดด้านข้าง กรอกในช่องว่างด้วยคะ (พิมพ์เป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้)
กรุณาคลิก ส่งข้อความ เพียงครั้งเดียวค่ะ....