ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 5 เมือง ในอินเดียตอนใต้

เที่ยวอินเดีย กับ 5 เมืองเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณแม่ไอ้ฟู สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

          เชื่อว่านักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่อยากออกเดินทางไปท่องโลกกว้างด้วยตัวเองสักครั้ง วันนี้กระปุกดอทคอมหยิบเอาอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของ คุณแม่ไอ้ฟู สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ออกตะลุยเดี่ยวทริปแรกในชีวิต กับการท่องเที่ยวประเทศอินเดีย กับเมือง 5 เมืองเล็ก ๆ อย่าง Chennai, Kanyakumari,  Rameshwaram,  Madurai และปิดท้ายทริปด้วยเมือง Mamallapuram เพื่อยืนยันว่าการไปเที่ยวอินเดียคนเดียวไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแน่นอน ส่วนทริปครั้งนั้นจะสนุกสนานและสนใจขนาดไหนนั้น ออกเดินทางไปตะลุยพร้อม ๆ กันเลยจ้า


          สวัสดีค่ะ ไม่ได้ตั้งกระทู้ในพันทิปมานานพักใหญ่วันนี้ขอตั้งสักกระทู้ ไปเที่ยว 5 เมืองในอินเดียใต้มาค่ะ จากกรุงเทพฯ ลง Chennai --> Kanyakumari --> Rameshwaram --> Madurai --> Mamallapuram ไปเที่ยวมาช่วงสงกรานต์ค่ะ 7-13 เมษายน 2557 ทริปลุยเดี่ยวทริปแรกในชีวิตใช้เวลาวางแผนอยู่ 2 เดือน โชคดีมีเพื่อนร่วมงานที่มาจากทางอินเดียใต้ ดูแผนเที่ยวแล้วให้คำแนะนำขยับนิดหน่อย ถ้าภาพเยอะไปขออภัยด้วยนะคะ อยากแบ่งปันค่ะ และอยากบอกว่าไปอินเดียคนเดียวไม่น่ากลัวขนาดนั้น

          เดินทางกับหางแดงค่ะ Delay ซะ



          เดิมควรต้องมาถึงประมาณ 20.30 น. ที่เชนไน เลยยาวไปได้ลงเกือบ 5 ทุ่ม บนเครื่องนั่งติดกับวิศวกรปิโตรเคมีที่มาทำงานที่นครศรีธรรมราชใจดีมาก ๆ ให้ยืม SIM card พาไปเรียกรถ Prepaid Taxi



          หน้าตา Prepaid Taxi Counter ที่สนามบิน Chennai ค่ะ จ่ายค่ารถไป 500 รูปี ให้ไปส่งที่โรงแรม



          ออกมาหน้าสนามบินมีไกด์กับคนขับรถมารอเรียกแขกเยอะเลย



          คนขับรถคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ Tora Tora (น้อยมาก)



          สนามบินยามค่ำคืนค่ะ



          ที่พักค่ะ Hotel Sai International คืนละ 1800 รูปี จองผ่าน e-mail ติดต่อไว้ก่อนมาค่ะ ราคาที่พักในเชนไน เราว่าค่อนข้างแพง จริง ๆ คงจะมีถูกกว่านี้ แต่เราเดินทางคนเดียวยอมจ่ายราคาสูงขึ้นหน่อย เลือกที่ปลอดภัยค่ะ ห้องกว้างขวางดี Wi-Fi ติดถึงในห้องพัก แต่ไม่มีอาหารเช้า



          เรามีเวลาทั้งวันก่อนนอนรถไฟไปเมืองที่ 2 ตัดสินใจ ให้โรงแรมหารถแท็กซี่ให้ ทั้งวัน 1600 รูปี (เป็นการตัดสินใจที่ผิดและเป็นครั้งเดียวเลยจะไม่เกิดขึ้นอีก) ปกติเวลาเราไปอินเดียไม่เคยจ้างรถสั้นแบบนี้ เราโดนคนขับหลอกทั้งวัน ไปนั่นก็ไกล ไปนี่ก็ไกล และพยายามจะให้เรา Commit ไปตรงนั้นตรงนี้ภายในเวลานั้นเวลานี้ และมักจะหลอกเอาค่าจอดรถค่ะ 60-100 รูปี เราโดนหลอกไป 2 รอบ เขาอ้างว่าเนี่ยจอดรถละแวกวัดจะมีคนมาเก็บค่าจอดรถ จ่ายมาไว้เลย 60 บ้าง 100 รูปีบ้าง

          วัดแรกค่ะ Kapaleeshwarar Temple



















          วัด Kapaleeshwarar Temple เราใช้เวลาเดินเล่นในนี้ ชั่วโมงกว่า บนพื้นจะมีการวาดภาพด้วยผงแป้งสี ๆ เรียกว่า Kolam (โกลัม)









          เที่ยววัดในอินเดียต้องฝากรองเท้าก่อนเข้าวัด เข้าได้ 2 วัด สุดท้ายเรากลับไปเปลี่ยนอีแตะตอนเที่ยงค่ะ



          ภาพนี้แอบขัดใจเสาไฟฟ้า



          ช่วงบ่ายเราไป Marina Beach





          แต่ละก้าวที่ย่างลงไปบนพื้นทราย มันช่างร้อนนนนนน



          ใกล้ ๆ หาด มีโบสถ์ Santhome Basilica ก็เข้าไปชมค่ะ เจอคนน่าไว้ใจ ก็ขอให้เขาถ่ายภาพให้ เลยได้ภาพตนเองมาบ้าง

















          ไม่ไกลจากหาด (แต่ก็ต้องนั่งรถไปนะคะ) ก็ไปดู Fort St.George ที่นี่ล่ะค่ะ ทำให้เราจับได้ว่าคนขับรถหลอกเอาค่าจอดรถเรา เรากวนคนขับรถ บอกเขาว่าเอาดิเราจะรอจนคนเก็บค่าจอดรถมาเอาเงินไม่อย่างนั้น คุณต้องเอาใบรับเงินมาให้ เราถึงจะจ่ายค่ารถเรานั่งไม่ยอมลง จนคนขับบอก เออ ๆ ลงไปเหอะสุดท้ายไม่มีการเก็บค่าจอดรถ

          ภาพนี้ตั้ง Timer เอาค่ะ





          เที่ยวจนบ่าย 2 กว่า ๆ เราก็กลับที่พักอาบน้ำเก็บของเพื่อไปสถานีรถไฟ Chennai ถ่ายภาพกับลุง Auto นิดนึง















          เราเดินทางด้วยรถแอร์ ชั้น 1 ค่ารถไฟ จากเชนไน ไป Kanyakumari  รถออก 17.30 น. ไปถึง Kanyakumari เวลา 06.50 น. ราคา 2,285 รูปี ฝากเพื่อนที่อินเดียซื้อตั๋วให้ค่ะ ได้นอนชั้นบน (เหมือนระบบเขาจะ Auto จัดให้ผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว นอนเตียงบนตลอด)



          ระหว่างคืนที่โดยสารรถไฟมาตู้เดียวกัน เป็นพ่อแม่ลูกที่มาจาก Patna คุณพ่อเล่าว่าไปมาแล้วทั่วโลก เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ได้แลกเปลี่ยนเรื่อง Arranged Marriage เขาบอกว่าเนี่ยตัวเขากับภรรยาก็ Arranged Marriage ก็รักกันดูแลกันมา เราก็เล่าให้เขาฟังวิถีแบบวัยรุ่นไทย ๆ มีแฟน คบกันนาน ๆ บางคู่ก็เลิกรากัน บางคู่ก็แต่งงานกัน เขาก็ว้าวอ่ะค่ะ คือมันแตกต่างจากวัฒนธรรมของเขา





          ได้ห้องพักใกล้ ๆ วัด ห้องพัดลม 700 รูปี เพราะคืนนี้เราก็ไม่ได้นอน ต้องต่อรถไฟไปเมืองที่ 3 ต่อ



          วันนี้ไปเที่ยวกับครอบครัวคุณ Raj



          ที่แรกของเมือง Kanyakumari คือ Cape Comorin เป็นแหลมที่อยู่ใต้สุด ๆ ของแผ่นดินใหญ่ของประเทศอินเดียค่ะ





          ซื้อตั๋วข้ามไป Vivekanand Rock, kanyakumari



          นั่งรอรวม ๆ กัน



          พอถึงท่าเจ้าหน้าที่จะสั่งให้แยกแถวหญิงและชายค่ะ



          หยิบชูชีพกันไปคนละตัว



          ไม่มีใครใส่กันเลยค่ะ ถือกันไว้จริง ๆ เวลามีข่าวเรือข้ามฟากที่อินเดียล่มเรานึกภาพออกเลยทำไมถึงมีคนจมน้ำเสียชีวิตมากมายทุกครั้ง





          ตอนลงด้วยสัญชาตญาณคนชอบถ่ายรูป รีบลงมาก่อนเลยค่ะ



          ถึงแล้วค่ะ



          เดินขึ้นไปเสียค่าเข้าชมอีก



          ต้องถอดรองเท้าเดินขึ้นไปค่ะ ให้เดินบนเลนที่ทาสีขาวไว้ ไม่ร้อนจัดเท่าเดินบนปูน (บอกเลยสุด ๆ ค่ะ แทบสุก)



          มองไปอีกฟาก คือ Thiruvalluvar Statue



          หลังจากเป็นตากล้องให้ครอบครัว คุณ Raj ตั้ง Timer เอา Selfie โลด



          รอคิวขึ้นเรือข้ามไปที่รูปปั้นค่ะ รูปรสกลิ่นเสียงมาเต็ม



          แนบชิดกันมาก ๆ







          มองกลับไปที่ Rock Memorial



          เราไม่ละความพยายามซึ่งการได้มาของ Selfie



          เดินกันไปเรื่อย ๆ



          ใกล้แล้วค่ะ



          ไต่ขึ้นไป







          ถึงแล้ววววววว



          กลับมาประมาณเที่ยงก็แยกย้ายอาบน้ำ หาข้าวเที่ยงกิน เราขอแยกไปแล้วนัดเจอกันอีกที 4 โมงเย็น เราตั้งใจว่าจะสั่ง Chicken Garlic จากทุกร้านที่มีมากินค่ะ แต่ละร้านไม่เหมือนกันเลย Chicken Garlic ของโรงแรม Seaview ที่ Kanyakumari (เป็นโรงแรมที่ฝรั่งพักเยอะมาก ส่วนเราแวะไปกินอาหารเท่านั้น) ที่นี่ทำรสชาติอร่อยมากและเยอะดี เราห่อกลับมาไว้เป็นมื้อเย็นอีก เอ่อ...รสชาติประมาณไก่ผัดเม็ดมะม่วงบ้านเราค่ะ

          วิวจากถนนละแวกนั้น



          เราพักที่ Samudra ค่ะ มาแบบ Walk In เลย





          กินเสร็จบ่ายสองกลับไปอาบน้ำและนอนงีบหนึ่งค่ะ เสื้อแห้งพอดี ใส่ตัวเดิมเลยไม่อยากรื้อกระเป๋า (เอาแว่นไป 3 อันค่ะ ขำ ๆ คือเป็นของเลียนแบบ 2 อัน กะว่าถูกใจใครจะถอดแว่นให้เขาไปเลย)



          เมืองนี้มะพร้าวเยอะมาก ๆ



          วัดฮินดูที่ Kanyakumari วัดฮินดูทุก ๆ วัดในอินเดียใต้ ห้ามไม่ให้ถือกล้องเข้าไปนะคะ ต้องฝากไว้ ซึ่งทุกวัดจะมีตู้ Locker ให้ฝาก วัดแรก ๆ เราห่วงกล้องสุด ๆ พอวัดหลัง ๆ ปลง ยังไงก็ต้องฝาก





          ก่อนจะต้องฝากกล้องค่ะ อ้อ...ที่สังเกตเห็นอีกอย่าง คือ ผู้ชายจะถอดเสื้อก่อนเข้าไปในวัด



          รูปนี้แอบเอา iPhone ถ่าย หลังจากได้จุด















          ใกล้ 5 โมงเย็น ก็ไปที่ Sunset Point ค่ะ



          ร้านนี้แขกหลอกแขกกันเองค่ะ คุณ Raj ถามเขาว่า นี่เลยไปตรงโน้นจะมีน้ำเปล่าขายมั้ย คนขายส่ายหัวดิก ไม่มี ๆ นี่แหละร้านสุดท้ายแล้ว กิน CHai ร้อน ๆ ก่อน คุณ Raj กวักมือเรียกภรรยากะลูกสาว สั่งชาเรียบร้อย ไอ้เราไม่เชื่อ เดินต่อไปจนสุดที่ชมวิวมีร้านขายน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบรออยู่ข้างบน ราคาก็ตามป้ายไม่มีบวกเลย





          ได้เหยียบทะเลแล้วค่ะ





          แสงสุดท้ายค่ะ พ้นจากนี้เมฆตรึมไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกน้ำ



          กลับที่พักอาบน้ำ เก็บของไปสถานีรถไฟต่อ

          สถานีรถไฟ Kanyakumari ค่ะ



          นอนรถไฟชั้น 3 แบบแอร์ค่ะ จาก Kanyakumari ออก 2 ทุ่ม ไป Rameshwaram ถึงประมาณ ตี 5 ครอบครัวคุณ Raj ก็ไปด้วย ก็แยกกันตอนถึง Rameshwaram



          เป็นชนชั้นกลางแล้วค่ะ





          ตอนมาถึงสถานีรถไฟเราแยกฉายเดี่ยวแล้ว ก็ต้องหารถ Auto เอง ตามสูตรเลย โอ๊ย...โรงแรมที่คุณบอกเนี่ย มันไกลมาก เดี๋ยวพาไปที่พักหน้าวัด ใครเข้ามาเสนอแบบนี้ เราเดินหนีโลด จนไปเจอคนหนึ่งไม่อะไรเลย ช่วยรับของแล้วโยกหัวให้เดินตามมา เราก็ยื้อไว้แล้วถามค่ารถ เขาก็เรียก 100 รูปีมั้ง ตอนนั้นมันก็ยังมืด ๆ ก็ลุ้นเอา เอาวะมีอะไรเราโดด 55555 แต่ก็มาถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ เราเลยนัดให้เขากลับมารับตอนเราย้ายเมืองวันรุ่งขึ้นด้วย ที่พักคืนละ 800 รูปี อันดับ 1 ใน Tripadvisor ค่ะ ชื่อ Blue Coral Cottage ดีมาก ถ้าไฟไม่ดับ เราใช้ Wi-Fi ได้ในห้อง แอร์เย็น ทีวีมีดู น้ำอาบมีตลอด เราซักผ้าตากผ้าได้ด้วย มีเชือกเตรียมไว้ให้เรียบร้อย



          พรุ่งนี้มาต่อเมือง Rameshwaram นะคะ ดีใจมากที่เปลี่ยนแผนและไปเมืองนี้ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนึกถึง แต่เราคิดว่ามันเจ๋งมาก ปกติเวลาเราไปเที่ยวอย่างน้อยต้องนอนค้างคืนทุกเมือง นี่เป็นทริปแรกที่นอนบนรถไฟมากกว่านอนโรงแรมตอนกลางคืน อีกข้อมูลโรงแรมที่อินเดียใต้ต่างกับโรงแรมในแคว้นอื่น ๆ ตรงที่ Check out 24 ชั่วโมง หมายความว่าถ้าเรา check in สองทุ่มเราก็ check out 2 ทุ่มได้ ไม่คิดเงินเพิ่ม แต่เมืองอื่น ๆ โดยเฉพาะ Rajasthan เข้ากี่โมงก็ต้อง check out 10 โมงเช้า และคิดราคาเต็ม มา 2 ทุ่ม ก็ต้องออก 10 โมง แม้ว่าเราจะต่อรอง เช่น รถไฟยังไม่ออกโรงแรมจะเสนอว่าให้เอากระเป๋ามาฝากได้ ไม่คิดเงินแต่ต้อง Check out เท่านั้น

          เราเคยไปพักที่ Udaipur แล้วรถบัสต่อไป Jodhpur จะออกตอนสามทุ่ม เราก็ต้องเอากระเป๋าออกไปฝากตั้งแต่ 10 โมงค่ะ ตัวจะไปไหนก็ได้แล้วกลับมาเอากระเป๋า ถ้าอยากอาบน้ำก็ให้อาบห้องน้ำแบบสาธารณะสุด ๆ ไฟก็ไม่มีจำได้ว่า คืนนั้นล้างหน้าและเอาทิชชูเปียกเช็ดเนื้อเช็ดตัวแทน ห้องน้ำเกินจะรับไหว ก็เป็นประสบการณ์ที่ถึกทนลุยดีค่ะ

          นอนตอน 6 โมง ตื่น 8 โมง ลงไปคุยกับโรงแรมว่าจะไปที่ Danushkhodi ไปยังไงได้บ้าง เขาบอกต้องไปรถจี๊บเท่านั้น มันไกล และ Auto วิ่งไม่ได้ ไม่งั้นถ้าจะประหยัดจริง ๆ ก็ต้องไป Auto แล้วต่อรถบัสที่หมู่บ้านนั้น ซึ่งเรายอมจ่ายค่ะ ประมาณ 1,700 รูปี มารับเรา 10 โมง กลับมาก่อนบ่ายสอง ก่อนรถมารับก็ไปเดินเล่นใกล้ ๆ ที่พัก แดดแรงมาก

          คนขับรถพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ สื่อสารได้ แค่เราต้องปรับให้คุ้นกับสำเนียงของเขาเท่านั้น



          ยังอยู่ในเขตเมืองอยู่



          รถจี๊ปเราสีจ๊าบมั้ยคะ



          ลิบ ๆ นั่นคือมหาสมุทรอินเดียค่ะ



          เขาก็มาเที่ยวทะเลของเขากันค่ะ คนขับลงไปคุยกับคนพื้นที่ เราเลยได้ลงมาดูทะเล



          ขับเข้าไปเรื่อย ๆ ถนนก็เริ่มมีน้ำ (ทะเล) นอง คนขับรถบอกว่าปกติจะมาเที่ยว Dhanushkodi ต้องกลับออกมาก่อน 5 โมงเย็น ไม่เช่นนั้นน้ำทะเลจะเต็มทาง รถจะไม่สามารถวิ่งได้



          สนามเด็กเล่นที่ใหญ่มาก





          บรรดาแม่ ๆ ก็ซักผ้า อาบน้ำกันไป



          เขาตักน้ำจากทรายค่ะ เป็นน้ำจืด



          ตัวดำเมี่ยมเลยค่ะ



          อินเดียก็มีทะเลที่น้ำสวย ๆ นะคะ ทะเลที่ Dhanushkodhi ที่เรามาดูเป็นทะเลฝั่งมหาสมุทรอินเดียเลยดูเขียวสวยกว่าทะเลที่อื่นในอินเดีย



          ขอให้คนขับรถถ่ายภาพให้คู่กับรถจี๊ปเป็นที่ระลึก ตอนที่ถ่ายภาพนี้อีแตะจุกหลุดไปแล้วค่ะ จ้วงลงทรายลึกเกินไปดึงกลับขึ้นมาที่คีบหลุด โชคดีจับยัดลงไปได้ใส่ได้เหมือนเดิมไม่เสียเงิน



          รถบัสสาธารณะที่พามาเที่ยว Dhanushkhodi หน้าตาเป็นเยี่ยงนี้ รอคนเต็มถึงออก



          ซากเรือค่ะ (ไม่ต้องบรรยายก็รู้อยู่แล้ว)



          ซากความเสียหาย เดิม Dhanushkhodi ก็เป็นหมู่บ้าน มีประชาชนอยู่อาศัยกัน แต่โดนพายุไซโคลนซัดหายไปทั้งหมู่บ้าน ในปี ค.ศ.1964 ภาพนี้ คือ ส่วนหนึ่งของอดีตสถานีรถไฟ Dhanushkhodi ค่ะ



          ชาวบ้านมาขนน้ำจืดกันค่ะ



          ตอนออกจากหมู่บ้าน คนขับรถมาขออนุญาตรับชาวบ้านออกไปตรงท่ารถสาธารณะด้วย แล้วแต่เราซึ่งเป็นคนจ้างรถจะพิจารณาเลยค่ะ ให้หรือไม่ให้ไปด้วย



          ก่อนออกมาจากหมู่บ้าน ถนนนี้ผ่าไปกลางทะเล นึกถึงถนนแถวทางใต้ เก็บภาพเป็นที่ระทึกสักหน่อย



          ตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาหมู่บ้านนี้อีกค่ะ มีอะไรให้ดูอีกเยอะ

          สามล้อใส่บิ๊กอายค่ะ



          ด้านหน้าของที่พักเราค่ะ  Blue Coral Cottage



          กลับมาบ่ายสอง อาบน้ำ ซักผ้า งีบไปแวบหนึ่ง เกือบ ๆ บ่าย 4 ออกไปหาอะไรดูใหม่ เจอลุงแกเดินสวนมากใส่ผ้าน้อยชิ้นมาก ไอ้เราพอพ้นวันนี้ไปผิวเรา Burn ไปหมดหน้าบวมเป็นผื่น แขนก็แสบแบบว่า Sun Block ก็เอาไม่ค่อยอยู่



          ที่พักเราอยู่ใกล้วัดและวัดก็อยู่ติดทะเลเลยได้เห็นผู้คนมาทำ Pooja กันทั้งวัน







          เดินกลับที่พักไปหา Chicken Garlic กินต่อค่ะ วันนั้นตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย



          กินข้าวเสร็จเราก็เที่ยวต่อค่ะ จ้างรถ Auto เหมาให้พาไปสะพานรักสารสิน ไม่ใช่ !!! ไป Pamban Bridge ค่ะ ไปดูสะพานรถไฟที่ยาว ๆ สุดในเมืองนี้



          มองมาอีกฟากนึกว่าภูเก็ต



          เราก็ขอให้รถพามาหมู่บ้านข้างล่าง คนขับรถบอกปกติไม่พาใครลงมาต่อนะนายจ๋า



          ตากปลาเค็มหอมอบอวลมาก



          นี่มันแม่กลองชัด ๆ !



          พี่คนนี้แกผิวไหม้จนลอกเลย





          ภาพนี้ขอลงเป็นที่ระทึกอีกภาพ อากาศร้อนมาก จนไม่อยากใส่กางเกงหนา ๆ ใส่กางเกงนอนออกไปเลย โปร่งโล่งดีค่ะ



          พอ 17.10 น. เราก็ออกจากหมู่บ้านค่ะ มารอรถไฟ ก่อนถึงสะพานมีสถานีรถไฟ Pamban รับคนกลับเข้าแผ่นดินใหญ่อีกขบวนจริง ๆ ถ้าวางแผนอยู่ตรงนี้นาน ๆ สัก 2 วัน จะได้ถ่ายรถไฟวิ่งบนสะพานข้ามทะเล ได้ทั้งขาเข้าและขาออกเลย หรือถ้าจองรถไฟเที่ยวเดียวกันนี้ก็ถ่ายภาพจากรถไฟได้ ก็สวยไปอีกแบบค่ะ



          แล้วรถไฟก็แล่นผ่านเราไป



          รถ Auto ก็พาเราไปเที่ยวต่อค่ะ เป็นวัดริมหาด ตอนนั่งรถมาไกลจากสะพานมากจนรู้สึกเริ่มใจไม่ดี แต่ก็มาถึงวัดในที่สุดไม่มีอะไรค่ะ



          ตอนดูวัดนี้เราคิดถึงวัดไทยนะคะ ถ้ามีวัดในประเทศไทยอยู่ริมน้ำแบบนี้คนจะเยอะขนาดไหนกันหนอ

          10 เมษายน ตื่นมาเรานัดกับคนที่นี่ เขาจะพาเราไปเที่ยววัดค่ะ Sri Ramanathaswamy Temple

          จริง ๆ ที่มาเที่ยวอินเดียใต้ครั้งแรก เราเห็นภาพของวัดนี้ ทำให้เราหาทางมา แต่ Planเดิมที่วางไว้ไม่ได้มา Rameshwaram จนเพื่อนชาวอินเดียมันสั่งให้เปลี่ยน ไอ้เราก็นะ เชื่อสิก็บ้านเกิดเขาอยู่ Kanyakumari เขาต้องรู้ดีกว่าเราแน่นอน

          ข้อจำกัดของวันนี้ คือ ห้ามพกมือถือกับกล้องถ่ายรูป ไอ้เราไม่รู้เหตุผลค่ะ แต่คนที่พามาเขาบอกว่าเอากล้องเล็ก ๆ มาฝากเขาไว้ เดี๋ยวคืนให้ ให้ถ่ายภาพได้ที่หนึ่งพอเราเข้าไปในวัดเราถึงเข้าใจตลอดเส้นทางที่เดินในวัด จะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดูแต่งกายกันมารับน้ำเลย ไอ้เราบ่อแรก ๆ ก็เน้นว่าช่วยราดแต่ที่หัวนะ อย่าราดทั้งตัว แต่ละบ่อก็จะมีเจ้าหน้าที่ตักน้ำทีละถัง ราดกันเข้าไป เราก็หลบไปหลบมา แม้จะไม่โดนราดทั้งตัว แต่ก็สภาพเปียกมะลอกมะแลกพอกันค่ะ

          ภาพนี้ที่ทำให้เราอยากมาเมืองนี้ค่ะ เอากล้องคอมแพคท์ถ่ายมา



          สภาพตอนเปียก



          กลับห้อง อาบน้ำ ออกมาหาข้าวกินต่อ

          ให้ดูค่ะวิธีกินน้ำฟรีจากเหยือกของร้านข้าวของเรา



          คืนวันที่ 10 ขึ้นรถไฟตอนหัวค่ำเพื่อย้ายไป Madurai รถไฟถึง Madurai เกือบเที่ยงคืน เข้าที่พักแทบกรี๊ด ห้องดีมาก แอร์เย็นมีอาหารเช้าให้ชื่อ โรงแรม Madurai residency ค่ะ คืนละ 2,000 รูปี สำหรับเรามันคุ้ม เพราะโรงแรมปลอดภัยอยู่ใกล้วัดเดินไปได้และใกล้สถานีรถไฟมาก ๆ





          เหตุที่ทำให้อยากมา Madurai จะมาดูยานแม่ 4 ลำค่ะ



          เราได้เดินไปวัด 2 รอบค่ะ รอบสายกับรอบบ่าย รอบเช้าได้เจอคนอินเดียกำลังลงพระมีแทงปากเหมือนงานกินผักที่ภูเก็ตเสียดายนิด ๆ ที่ไม่มีกล้องเลยตอนนั้นแต่ยังจำภาพได้ติดตา ที่เมืองนี้เราถ่ายภาพน้อยมาก เพราะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและอากาศที่ร้อนจัด ค่ำราว ๆ 2 ทุ่ม เราก็ขึ้นรถไฟนอนยาวมาลง Chennai ตอนเช้าค่ะ นอนรถไฟชั้น 1 ได้เตียงบนอีก

          มาถึงเชนไนวันที่ 12 เมษายน หลังจากที่เราได้อยู่เชนไนในวันแรก เราตัดสินใจเลยว่าจะนอนเล่นที่ Mamallapuram 1 คืน แล้วจ้างรถมาส่งสนามบินเย็น ๆ เลย สำหรับเราเชนไน ไม่สนุกเท่าเมืองอื่น ๆ เลย

          Morning @Egmore



          นั่งรถไปประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ ก็ถึงเมือง Mamallapuram เรียกสั้น ๆ ว่า Mahabs เราพักที่ ButterBall หาง่ายมากอยู่หน้า Grishna's Butter ball เลย แล้ว Krishna's Butter Ball หน้าตาเป็นอย่างไร Ta Dahhh



          ข้อดีของโรงแรมนี้ คือ เราตื่นเช้า ๆ มาถ่ายรูปได้ไม่ต้องเจอนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่เมืองเล็ก ๆ นี้ เราเจอฝรั่งรวมกันมากกว่าที่เชนไนอีกค่ะ เชนไนเราแทบไม่เจอฝรั่ง ป.ล. วันหลัง ๆ นี่ หน้าไปหมดแล้ว ทาอะไรไม่ได้ แพ้แดด หน้าเยินมาก



          วันรุ่งขึ้นก็มาถ่ายรูปเล่นแบบคนน้อย ๆ ได้อีก



          จบกระทู้ดีกว่าขอบคุณที่ทนดูรูปกันมานะคะ ;) ไปอินเดียคนเดียวก็ไม่อันตรายอะไร มีสติ อย่าพาตัวเองไปอยู่ในที่ไม่ปลอดภัย ก็จะไม่มีอันตรายอะไรค่ะ งบประมาณจริง ๆ เราจดรายจ่ายไว้ทุกรายการตอนอยู่อินเดีย แต่ตอนนี้กลับหาสมุดไม่เจอ

          - เฉลี่ยจ่าโรงแรมไปที่ละ 2,000 รูปี 2 โรงแรม = 6,000 รูปี
          - นอนรถไฟไป 3 คืน ให้คืนละ 1,500 รูปี = 4,500 รูปี
          - ค่ารถจ่ายไปประมาณ 4,000 รูปี ทั้งทริป
          - ค่ากินวันละ 120 บาท (ถ้าได้ไปนั่งกินในร้านนะคะ กับข้าวจานใหญ่เรากินได้ 2 มื้อเสมอ แบบว่ากินไม่หมด ห่อกลับมากินมื้อเย็นต่ออะไรแบบนี้) จริง ๆ ถ้าไปแบบมีเพื่อนจะถูกกว่านี้ค่ะ เราไปคนเดียว ทุกอย่างเลยเลือกแพงเอาไว้ก่อน

          เราประทับใจ Rameshwaram มากที่สุด ตั้งใจจะกลับไปอีก แต่สังเกตดู ไม่ค่อยมีคนไทยไป ฝรั่งก็ไม่ค่อยเห็น เรานี่เป็นคนไทยคนแรกที่ไปพักโรงแรมนั้นเลย เราเคยไปอินเดียมาหลายเมืองค่ะ คร่าว ๆ ก็ Ladakh, Jaipur, Udaipur, Jodhpur, Jaisalmer, Himachal Pradesh, Varanasi, Shimla, Kolkata, Nagpur, Mumbai เหตุผลที่ไปบ่อย ๆ ไปจนทั่ว เพราะสนุกดี เขาพูดภาษาอังกฤษกันได้เยอะ ไม่ต้องกลัวอะไร ยังไงก็ต้องมีคนพูดภาษาอังกฤษ

          รูปสุดท้ายเป็นรูปที่เราเพิ่งเปิดมาดู เออขำดี ทำไปได้ ตั้ง Timer แล้วถ่ายตัวเอง ถ่ายที่ Dhanushkhodi ค่ะ



          เกือบลืมค่ะ Chicken Garlic


          บนซ้ายของที่ Kamyakumari โรงแรม Seaview

          ล่างซ้ายของ Rameshwaram ร้าน Non Veg ในตลาด

          ขวาเป็นของที่โรงแรม Madurai Residency เอง

          สาบานว่าสั่ง Chicken Garlic แล้วนั่งรอเฉย ๆ 55555555

          ราคาใกล้เคียงกันค่ะ 200 รูปี

          จริง ๆ Mahabs เรายังมีรูปอีกนิดหน่อย อย่าให้เสียของจัดอีกชุดค่ะ

          เดินไปใกล้ก้อนเนยพระกฤษณะ มีหินแกะรูปช้าง หาใน Wiki ตรงนี้เรียกว่า Arjuna's Penance



          Sculpture Museum เราไม่ได้เข้าไปค่ะ



          เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอวัดเล็ก ๆ ชื่อ Sthala Sayana Perumal





          เดินไปเรื่อย ๆ เจอเด็กเล่นเหยียบน้ำบาดาล



          อินเดียใต้จะพบเห็นร้านขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหินเยอะค่ะ ตอนที่ Rameshwaram กับ Kanyakumari ยังกะเดินอ่างศิลา ครกกะสากเพียบ ร้านนี้ที่ Mahabs แกะรูปบูชา...ว่ากันไป



          ที่ Mahabs มีมากกว่าก้อนเนยค่ะ Shore temple ต้องซื้อตั๋วเข้าประตูปิด 18.00 น. ต้องซื้อตั๋วก่อน 17.00น. ด้วย ไม่อย่างนั้นมาเสียเที่ยวแน่นอน



          เดินมันเข้าไป





          เล็งเด็กนักเรียนให้มาช่วยถ่ายรูปให้ เล็งนานมากค่ะ



          Selfie by Timer mode



          ชุดนักเรียนเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เขาไม่ใช้สีขาว



          Shore Temple คือ วัดที่อยู่ริมหาดที่หาด จึงมีสวนสนุกย่อม ๆ ไว้ให้คนที่มาเที่ยวได้มาเล่นมาพักผ่อนกัน







          หมดจริง ๆ แล้วค่ะ ขอบคุณที่แวะมาดูกระทู้นี้กันนะคะ ถ้าเรามีโอกาสไปอินเดียอีกก็จะเอาภาพมาฝากอีกค่ะ







เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 5 เมือง ในอินเดียตอนใต้ โพสต์เมื่อ 7 สิงหาคม 2557 เวลา 16:09:10 13,915 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP