เยือนถิ่นวีรชนคนกล้า ผ่าน 11 ที่เที่ยวสิงห์บุรี


ที่เที่ยวสิงห์บุรี

           ที่เที่ยวสิงห์บุรี รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดสิงห์บุรี รำลึกถึงความดีของคนกล้าชาวบ้านบางระจัน พร้อมกราบไหว้พระนอนคู่บ้านคู่เมือง

           เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดสิงห์บุรี หลายคนอาจจะคิดถึงเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่เคียงข้างเมืองลพบุรี ที่เป็นทางผ่านเดินทางไปยังภาคเหนือเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าจังหวัดนี้ซ่อนประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานที่ถูกถ่ายทอดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ดังคำขวัญของจังหวัดที่ว่า "ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง" รวมทั้งยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญไว้มากมาย เช่น วัดพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน และยังหลงเหลือพิพิธภัณฑ์ สถานที่โบราณต่าง ๆ เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอีกด้วย วันนี้เราเลยแวะไปหยิบเอา 11 ที่เที่ยวสิงห์บุรี ที่ห้ามพลาดเมื่อไปเยือนดินแดนประวัติศาสตร์แห่งนี้กันค่ะ ส่วนจะมีที่ไหนบ้างนั้นอย่ารอช้า ตามไปชมกันเลย ^^


1. วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร

ที่เที่ยวสิงห์บุรี
ภาพจาก pacharaphoto / shutterstock.com

           วัดพระนอนจักรสีห์ ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสิงห์บุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีที่สันนิฐานว่าท้าวอู่ทองเป็นผู้สร้างขึ้นในสมัย ก่อนอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ปางโปรดอสุรินทราหู สร้างตามลักษณะพระพุทธรูปแบบสุโขทัย พระพุทธไสยาสน์ใหญ่และยาวที่สุดของประเทศมีความยาว 47 เมตร 42 เซนติเมตร (1 เส้น 3 วา 2  ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว) ลักษณะพระพักตร์ หันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออกส่วนบริเวณโยรอบของวัดถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วน มีถนนและสถานที่จอดรถกว้างขวางโดยตลอดสองข้างทางจะมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน รวมทั้งยังมีร้านค้า จำหน่ายอาหาร และของที่ระลึก ส่วนบริเวณทางเข้าด้านหน้าวิหารมีต้นสาละลังกาใหญ่ต้นไม้สำคัญในพุทธประวัติ ที่ผลิดอกบานสะพรั่งสวยงามอยู่เสมอ ส่วนด้านในตัววิหารเป็นรูปแบบศิลปกรรมอย่างไทย

           นอกจากนี้ยังมีพระกาฬ เป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และ พระแก้ว พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์ และมีพระพุทธลักษณะงดงาม ซึ่งพระกาฬและพระแก้วสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นพระประทานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการอีกด้วย       

 2. อนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน

ที่เที่ยวสิงห์บุรี

           ด้วยพื้นที่เมืองยุทธศาสตร์การทำสงครามในสมัยอยุธยาทำให้พื้นที่จังหวัด สิงห์บุรีกลายเป็นสถานที่แห่งความทรงที่แสนภูมิใจของชาวไทยต่อวีรกรรมอันหาญ กล้าของชาวบ้านบางระจัน และเพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จึงได้มีการสร้าง "อนุสาวรีย์บางระจัน" ขึ้น จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ประชาชนทั่วไปได้มานั่งพักผ่อนภายในสวนรุกชาติ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสุดร่มรื่นบนพื้นที่ประมาณ 115 ไร่  กลางสวนโดดเด่นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง 11 คน พร้อมทั้งสามารถเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์สำคัญได้จาก อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน ซึ่งจัดห้องนิทรรศการอยู่ตลอดโดยแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ ห้องแรก แสดงเรื่องค่ายบางระจัน เครื่องใช้โบราณ แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย หนังใหญ่ ห้องที่สอง จัดแสดงมรดกเมืองสิงห์บุรี ห้องที่สาม แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองสิงห์บุรีและของดีเมืองสิงห์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

           นอกจากนี้ยังมีการจัดงาน "งานสดุดีวีรชนค่ายบางระจัน" ขึ้น เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณวัดโพธิ์เก้าต้น และอุทยานวีรชนค่ายบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของชาวบ้านบางระจันอีกด้วย

 3. แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย

ที่เที่ยวสิงห์บุรี
ภาพจาก ททท.

           หนึ่งในสถานที่เก่าแก่ของเมืองสิงห์บุรี ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) ณ หมู่7 บ้านโคกหม้อ ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดย "แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย" ถูกค้นพบตามริมแม่น้ำน้อยตลอดระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งมีจำวนมากถึง 200 เตา มีการสันนิษฐานผู้สร้างไว้สองแบบคือ เป็นชาวจีนและช่างปั้นต่างถิ่นที่อพยพมาตั้งรกรากบริเวณนี้ หรืออาจจะเป็นช่างปั้นจากสุโขทัย สำหรับผลิตภัณฑ์จากแม่น้ำน้อยได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาที่เป็น ไหสี่หู ครก โอ่งอ่าง กระปุกใส่ปูน ขวดปากแตรทรงสูง หวด ฝา เครื่องประกอบสถาปัตยกรรม กระสุนดินเผาขนาดต่าง ๆ เป็นต้น

           ปัจจุบันกรมศิลปากรได้มีการจัดจั้งพิพิธภัณฑ์เตาแม่น้ำน้อยขึ้นเพื่อรักษา ชิ้นงานประวัติศาสตร์แห่งนี้ไว้ โดยมีลักษณะเป็นอาคารโปร่ง พร้อมจัดแสดงนิทรรศการที่เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย และตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาจำนวนหนึ่งที่พบในแหล่งนี้ หากสนใจชมเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งนี้เพิ่มเติม สามารถขอชมของที่เก็บไว้ในกุฏิของท่านเจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ได้เช่นกัน

 4. อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์

           ตั้งอยู่ในตำบลทับยา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กิโลเมตร(เส้นทางหลวงหมายเลข 309) สำหรับชื่อ "แม่ลา" นั้นมาจากชื่อแม่น้ำในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นลำน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา ทำให้ปลาที่จับได้จากที่นี่่มีรสชาติ นุ่ม เนื้อนิ่ม อร่อย มัน โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา ของฝากขึ้นชื่อของจังหวัด แต่ปัจจุบันเนื่องจากจำนวนปลาที่ลดน้อยลง ทางราชการจึงมองหาทางอนุรักษ์และฟื้นฟูโดยการขุดลอกลำน้ำ และสร้าง "อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์" แห่งนี้ขึ้นพร้อมกับเนรมิตบริเวณโดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะน่าพักผ่อน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับเดินเล่น ถ่ายรูป และนั่งปิกนิกพักผ่อนแบบครอบครัวในช่วงวันหยุด

           นอกจากนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืนทางอุทยานก็มีบ้านพักทรง ไทยให้บริการถึง 4 ห้อง ราคา 450 บาท/คืน เปิดให้บริการอีกด้วย

 5. คูค่ายพม่า

ที่เที่ยวสิงห์บุรี
ภาพจาก ททท.

           อีกหนึ่งสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ มีลักษณะเป็นเนินดินรูปตัว L ยาวประมาณ 5-15 เมตร กว้าง 3 เมตร สัณนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่า ซึ่ง "คูค่ายพม่า" เป็นอีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงออกศึกรบกับพระเจ้าเชียงใหม่ที่มาตั้งทัพอยู่บริเวรปากแม่น้ำพุทรา นั่นเอง ส่วนในปัจจุบันบริเวณนี้ถูกปรับปรุงให้สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่เปิดให้ เข้าฟรี !! ซึ่งบริเวณด้านหน้าโดเด่นด้วยกำแพงค่ายสีแดงอิฐ และมีศาลาปูนปั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยืนถือดาบ รวมทั้งสร้างพระพุทธรูปองค์ ให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

 6. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี

ที่เที่ยวสิงห์บุรี
ภาพจาก ททท.

           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรีแห่งนี้ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์ สำหรับเก็บวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 และด้วยจำนวนที่มากขึ้นของโบราณวัตถุทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกส่งต่อให้กรม ศิลปากรดูแลพร้อมเปลี่ยนชื่อมาเป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี" ลักษณะเป็นอาคาร 2 หลัง แบ่งออกเป็น 4 ห้อง โดยอาคารเพิ่ม ดุริยางกูร จัดแสดงชั้นบนเป็นศิลปวัตถุและโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องพระพุทธศาสนา ชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการภูมิปัญญาไทยในท้องถิ่น ส่วนอาคารศักดิ์บุรินทร์ จัดแสดงด้วยศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านคูเมือง แหล่งเตาแม่น้ำน้อย และชั้นล่างจัดแสดงการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดบริการในวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น. โดยเสียค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 10 บาท และชาวต่างชาติคนละ 50 บาท อีกทั้งยังสามารถสอบถามเพิ่มได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี โทรศัพท์ 0 3658 1986

 7. วัดหน้าพระ

ที่เที่ยวสิงห์บุรี

           วัดหน้าพระธาตุ อยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์ โดยสัณนิฐานว่าที่นี่จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า ลักษณะโดดเด่นของวัดแห่งนี้ คือ องค์พระปราง ที่ก่ออิฐถือปูนสูงประมาณ 8 วา ที่ภายหลังมีการบูรณะเพิ่มเติมด้วยสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนต้น ซึ่งตัวพระปรางค์ทำเป็นรูปครุฑ อสูรถือกระบองประดับอยู่เหนือชั้นเชิงบาตร ตั้งแต่ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ส่วนทางทิศตะวันออกพระวิหารหลวง และทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถมีเจดีย์ตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบหลายองค์เช่นกัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาสถานที่เก่าแก่ เหมาะสำหรับถ่ายภาพเก็บความทรงจำเป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ค่ะ

 8. วัดพิกุลทอง

ที่เที่ยวสิงห์บุรี

           "วัดพิกุลทอง" หรือ "วัดหลวงพ่อแพ" หรือชื่อเดิมคือวัดใหม่พิกุลทอง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ อดีตเจ้าอาวาส เป็นพระที่ชาวบ้านเคารพเลื่มอใสเป็นอย่างมาก โดยตัวอาคารจัดแสดงเดี่ยวกับประวัติและเครื่องอัฐบริขารตั้งแต่ในอดีตจนถึง ปัจจุบัน ส่วนอีกด้านเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ คือ ระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ สีทองอร่าม ขนาดหน้าตักกว้าง 11 วา 2 ศอก 7 นิ้ว สูง 21 วา 1 คืบ 3 นิ้ว ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด 24 เค รอบ ๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคต ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่าง ๆ และพระสังกัจจายองค์ใหญ่ให้โชคลาภ ท่ามกลางความร่มรื่นแบบธรรมชาติของบริเวณวัดอีกด้วย

 9. วัดสว่างอารมณ์

            วัดสว่างอารมณ์ ตั้ง อยู่ที่บ้านบางมอญ ตำบลต้นโพธิ์ ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี  ถือเป็นแหล่งรวมของศิลปะหลายด้าน ได้แก่ การศึกษาการก่อสร้างโบสถ์ วิหารศาลา และโดยเฉพาะการปั้นพระพุทธรูปเหมือน ที่สืบทอดวิชาปั้นพระพุทธรูปมาจากตระกูลบ้านช่างหล่อธนบุรี ซึ่งการหล่อพระของที่วัดทำโดยพระสงฆ์ ด้วยกรรมวิธีเก่าแก่ที่ใช้ถ่านแกลบผสมดินและน้ำ พอกด้วยขี้ผึ้ง

           ภายในวัดยังเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ที่่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเก็บรวบรวมหนังใหญ่จากช่างฝีมือในสมัยอยุธยาไว้กว่า 300 ตัว รวมทั้งมีการสืบทอดการเชิด-พากย์หนังใหญ่ จากคณะหนังเร่ ของครูเปียต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยตัวหนังใหญ่ที่ใช้แสดงแบ่งเป็นชุดใหญ่ได้ 4 ชุด คือ ชุดศึกใหญ่ (ศึกทศกัณฑ์), ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลบ, ชุดนาคบาศ และชุดศึกวิรุณจำบัง โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมในทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-17.00 น. ทั้งนี้สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวนอกจากจะมากราบไหว้พระเพื่อความเป็น สิริมงคลแล้วการได้ชมหนังใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์หนังใหญ่ไว้ ให้คนรุ่นหลังอีกด้วย

 10. วัดโพธิ์เก้าต้น

           วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง ถือเป็นอีกหนึ่งวัดที่มีบทบาทสำคัญในเมื่อครั้งที่ชาวบ้านบางระจันสู้รบ เพื่อปกป้องบ้านเมืองในอดีต ซึ่งภายในวัดมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเนื่องจากเดิมใช้เป็นที่ ตั้งมั่นในการต่อต้านพม่าที่ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2308 ที่สามารถต้านกางทัพของพม่าไว้ได้ถึง 5 เดือน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 สำหรับชื่อ "วัดไม้แดง" นั้น มาจากต้นไม้แดงที่มีอยู่ในบริเวณวัดจำนวนมากโดยต้นไม้แดงนั้นมีอายุยืนยาว มากบางต้นยืนต้นตายมาแล้วกว่า 200 ปี ส่วนบริเวณวัดมีการสร้างค่ายจำลองไว้ด้านหน้าของวัดเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน สำหรับสักการะและภายในวัดยังมีวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ หรือ หลวงพ่อยิ้ม พระผู้เป็นที่พึ่งให้กับชาวบ้านเมื่อครั้งทำศึกสงครามให้มีกำลังใจเข้มแข็ง ในการสู้รบให้นักท่องเที่ยวได้มาเคารพ กราบไหว้และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

 11. ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยเขางาม

ที่เที่ยวสิงห์บุรี

           ปิดท้ายด้วย "ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยเขางาม" สัตว์คู่บ้านคู่เกษตรชาวไทยมายาวนาน รวมทั้งเป็นพาหนะที่ใช้ออกศึกดังที่จะเห็นได้จากเรื่องหมู่บ้าน บางระจันที่นายทองเหม็น ชาวบ้านบางระจันที่ขี่ กระบือ หรือ ควาย ในการทำศึกสงครามระหว่างอยุธยากับหม่า ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยเขางาม" นี้ขึ้นเพื่อดูแลกระบือ และอนุรักษ์ไม่ให้หายไปจากประเทศไทย หลังจากที่เทคโนโลยีที่ทันสมัยของจักรกลเข้ามาแทนที่ความใกล้ชิดและความ สัมพันธ์ระหว่างกระบือและชาวไร่-ชาวนา โดยทางศูนย์แห่งนี้จะทำการพัฒนาตลอดจนมอบกระบือให้เกษตรนำไปเลี้ยงขนายพันธ์ ต่อ ๆ ไป และสำหรับผู้ได้ไถ่ชีวิตกระบือมาจากโรงฆ่าสัตว์มาส่งต่อให้ทางศูนย์ได้ เลี้ยงดูและขยายพันธุ์ต่อได้อีกด้วย

           สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเดินทางเข้ามาสัมผัสความน่ารัก แสนรู้ของกระบือ อย่างใกล้ชิดได้แบบฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แถมยังได้ความรู้เกี่ยวกับกระบือไปอีกด้วย ซึ่งที่นี่เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ เวลา 08.00-18.00 น. และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทรศัพท์ 0 3650 7135

           ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่แอบซ่อนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ มากมายเลย ซึ่งนักท่องเที่ยวหลายคนที่อาจจะมองข้ามสิงห์บุรีไปลอง แวะไปเที่ยวที่นี่กันดีกว่าค่ะ รับรองว่าได้ความสนุกพร้อม ๆ ไปกับแกะรอยบันทึกประวัติศาสตร์ที่ชาวไทยภูมิใจอีกด้วย ^^

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
, singburi.go.th
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เยือนถิ่นวีรชนคนกล้า ผ่าน 11 ที่เที่ยวสิงห์บุรี โพสต์เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:47:50 11,713 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: เยือนถิ่นวีรชนคนกล้า ผ่าน 11 ที่เที่ยวสิงห์บุรี ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP