.jpg)
ชื่อของผืน “ป่าแม่วงก์” การันตีได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ที่หนาแน่นและมั่นคง จึงไม่แปลกเลยที่จะมีขุนเขาตั้งตระหง่านอย่างสง่าผ่าเผย รอคอยต้อนรับผู้มีใจรักเดินทางมาพิชิตเพื่อเก็บเกี่ยวความงดงามไว้ในความทรงจำ ใช่แล้ว ! เรากำลังเอ่ยถึง “โมโกจู” ยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,964 เมตร ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนอยากจะเก็บไว้เป็นความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต เฉกเช่นเดียวกับ คุณ numishiro สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่มีโอกาสไปเยือนดินแดนต้องมนตร์แห่งนี้ พร้อมกับนำภาพถ่ายและประสบการณ์ต่าง ๆ มาแชร์ให้เราได้รู้กัน








สวัสดีเพื่อนชาวพันทิปทุกคนครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเข้ามาหาข้อมูลการรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆในพันทิป และก็ได้ข้อมูลดี ๆ กลับไปทุกครั้ง ครั้งนี้ผมเลยคิดว่าน่าจะเป็นคนแบ่งปันประสบการณ์แก่เพื่อน ๆ บ้าง เอาล่ะที่ที่ผมจะพาเพื่อน ๆ ไปนั้น ก็คือ "โมโกจู" ยอดเขากลางป่าแม่วงก์ ที่มีความสูง 1,964 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อีกหนึ่งสถานที่สำหรับคนชอบท่องเที่ยวเดินป่า
ป.ล. กระทู้เน้นรูปหน่อยนะครับ อยากให้รูปเล่าเรื่องไปในตัว จะได้เห็นภาพ รูปที่ถ่ายได้มาจากกล้อง DSLR บ้าง มือถือบ้าง เพราะบางช่วยมันเหนื่อยจนไม่อยากจะหยิบกล้องใหญ่ขึ้นมาเลยครับ...พร้อมแล้วก็ไปกันเลยครับ
หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคนี้...ยุคที่โซเชียลเข้าถึงทุกพื้นที่ ทำให้ข่าวสารเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สำหรับตัวผมเองนั้นเคยได้ยินมาสัก 7-8 ปีก่อน เพราะมีน้องที่ทำงานเคยชวนไป ในตอนนั้นการเดินทางต้องใช้เวลา 5 วัน 4 คืน ซึ่งค่อนข้างจะลางานยากหน่อย ทริปนี้จึงพับเก็บไว้ก่อน แล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงปี 2557 ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ได้เปิดทำการจองทริปพิชิตโมโกจูประจำปี 2557-2558 ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ลดเวลาเดินทางเหลือเพียง 3 วัน 2 คืน ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ ทางกลุ่ม "หาเรื่องเดินป่า...ใส่บ่าแบกหาม" จึงไม่รอช้าได้รวบรวมสมาชิกให้ครบ 12 คน ตามกติกาของอุทยานฯ แล้วรอเวลาเริ่มเปิดจองทริป ซึ่งก็มีดราม่าเรื่องเวลาที่ส่งอีเมลมาจองกันไปพักหนึ่ง กลุ่มผมได้ทริปที่ 14 ผ่านเข้ารอบกันไป ที่เหลือก็รอเวลาเดินทางตามกำหนดวันเวลาที่จองไว้
ข้อมูลเพิ่มเติมของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์จากวิกิพีเดีย
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่วงก์อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็ก ๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ อุทยานมีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในเขตพื้นที่อุทยานด้วย
.jpg)
.jpg)
หมายเหตุ : วันที่ไปค่าลูกหาบปรับเป็น 500 บาท/คน/วัน แล้วครับ
ระหว่างนี้ก็ฟิตร่างกายไปพราง ๆ หาซื้ออุปกรณ์เดินป่าเพิ่มเติมจนวันเดินทางก็มาถึง วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 พวกเราทั้ง 12 คน แยกกันเดินทางโดยใช้รถยนต์ส่วนตัว แบ่งเป็น 3 คัน คันแรกออกเดินทางตั้งแต่ช่วงบ่าย คัน 2 และ 3 ออกไล่เลี่ยกันตอนเกือบ ๆ สามทุ่ม จากกรุงเทพฯ ไปยังที่ทำการอุทยานฯ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง คันผมก็ไปเรื่อย ๆ ชิล ๆ แวะปั๊มไปเรื่อย ถ่ายรูปเซลฟี่กันบ้าง
.jpg)
ไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณตีสามครึ่ง ก็จัดการหาที่นอนเอาแรงไว้พรุ่งนี้เช้า เวลา 07.00 น. ตามเวลาสากลโลก ตื่นมาพร้อมกับอากาศที่เย็นยะเยือกผิดกับตอนตีสามที่เพิ่งนั่งรถมาถึง มันเป็นจังหวะที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิลดลงอีกครั้งในรอบสัปดาห์ อะไรมันจะโชคดีขนาดนั้น หลังจากตื่นนอนก็ทำธุระส่วนตัวเก็บข้าวของ ส่วนหนึ่งก็เตรียมอาหารสดที่จะนำขึ้นไปทำกินในป่า
.jpg)
จากนั้นก็นำสัมภาระที่จะให้ลูกหาบแบกไปมาชั่งน้ำหนัก แล้วก็กินข้าวเช้าที่ทางอุทยานฯ เตรียมไว้ให้
.jpg)
.jpg)
ชั่งน้ำหนักไป ถ่ายรูปเฮฮากันไป เพราะยังไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า
.jpg)
.jpg)
สำหรับ พี่ชัช พี่ใหญ่ของกลุ่มแบกน้ำหนักเยอะที่สุด รวมกระเป๋ากล้องด้วยก็ 20 กิโลกรัมได้ครับ
.jpg)
ขอแนะนำเส้นทางการเดินทางในทริปนี้กันก่อนนะครับ ได้จาการจับ Track ใน GPS
ที่ทำการ-แคมป์แม่กะสา 15.5 กิโลเมตร
แคมป์แม่กะสา-แคมป์แม่เรวา 4.0 กิโลเมตร
แคมป์แม่เรวา-น้ำตกแม่เรวา 3.0 กิโลเมตร
แคมป์แม่เรวา-คลองหนึ่ง 5.0 กิโลเมตร
คลองหนึ่ง-แคมป์พัก 1.7 กิโลเมตร
แคมป์พัก-ยอดโมโกจู 1.3 กิโลเมตร
(ระยะทางราบนะครับ) แต่ดูเหมือนระยะทางจากคลองหนึ่งไปคลองสองจะหายไป เดี๋ยวจะถามพี่ในกลุ่มให้อีกทีครับ
.jpg)
เอาล่ะรู้จักเส้นทางกันแล้วก็เริ่มเดินทางกันต่อเลย เริ่มด้วยการขึ้นรถอีแต๊กเพื่อเดินทางเข้าไปยังจุดหมายที่แคมป์แม่กระสา ระยะทาง 16 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
.jpg)
หน้าตายิ้มแย้มร่าเริงกันอยู่ครับ
.jpg)
นั่งรถอีแต๊กเข้ามาเรื่อย ๆ โช้คก็ไม่มีตกหลุมทีนี่ตูดแทบพัง
.jpg)
นั่ง ๆ ไปสักพักบางช่วงก็ต้องลงเดิน เพราะรถน่าจะขึ้นไม่ไหว
.jpg)
.jpg)
เดินแค่ช่วงสั้น ๆ นะครับ ไม่ไกล ถือว่าเป็นการวอร์มอัพร่างกายละกัน ขึ้นรถได้ก็ถ่ายรูปกันต่อ
.jpg)
มาถึงแคมป์แม่กระสาเที่ยงพอดี ขนของลง กินข้าวให้พร้อมแล้วค่อยเดินเท้าต่อไปยังแคมป์แม่เรวาระยะทาง 4 กิโลเมตร
.jpg)
.jpg)
.jpg)
กินข้าวกันเสร็จก็เริ่มเดินทางกันได้ เดินมาได้สักพักเราก็ข้ามสะพานไม้แล้วก็ไม่พลาดที่จะชักภาพกัน
.jpg)
ผมเองก็ข้ามมารอซุ่มยิงจากอีกด้านหนึ่ง
.jpg)
เส้นทางช่วงนี้ยังเป็นทางราบเดินสบาย ๆ ผ่านป่าไผ่น้อยใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแทรกประปราย
.jpg)
หญิงคนนี้คือผู้ที่เดินนำกลุ่มไปจุดหมายเป็นคนแรกตลอดทริป ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน
.jpg)
ส่วนคนนี้สมาชิกใหม่ที่ยังไม่เคยเดินป่ากับกลุ่มหาเรื่องเดินป่า...ใส่บ่าแบกหามครับ เธอผู้ซึ่งพกเลนส์มาเต็มกระเป๋า น้ำหนักกระเป๋าก็ไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม และนี่ก็เป็นการเดินป่าครั้งแรกของเธอด้วย

เนื่องด้วยลูกหาบที่นี่จำกัดหนักที่ 20 กิโลกรัม/คน น้ำหนักที่เกินก็ต้องแบกกันเอง แต่ละคน 10 กิโลกรัมขึ้นครับ
.jpg)
สำหรับคนนี้ชนะเลิศครับ แบกเป้พอ ๆ กับลูกหาบเลย
.jpg)
ระหว่างทางก็เจอขี้เสือเป็นระยะ ๆ (ที่รู้เพราะเจ้าหน้าที่บอกมา ว่าขี้จะมีขนสัตว์ที่มันกินเข้าไปปะปนมาด้วย)
.jpg)
ระหว่างทางก็มีนั่งพักเหนื่อยกันบ้าง พวกเราค่อนข้างทำเวลาดีครับ เลยคิดว่าน่าจะไปน้ำตกแม่เรวาทัน
.jpg)
อัดวิดีโอเอาฮากันบ้าง
.jpg)
แล้วก็เซลฟี่ ซึ่งพลาดไม่ได้เลยกับความนิยมในหมู่วัยรุ่น (น่าจะรุ่นปลาย ๆ ละ)
.jpg)
เดินต่อมาเรื่อย ๆ ก็มาถึงแค้มป์แม่เรวาประมาณบ่ายสอง ใช้เวลาไปสักชั่วโมงครึ่งได้ครับ พอมาถึงก็ยังไม่ตั้งแคมป์กัน เพราะเราจะไปยังน้ำตกแม่เรวากันต่อแล้วค่อยกลับมาตั้งแคมป์ทีหลัง ถ้าช้ากลัวว่าจะมืดแล้วจะเดินกลับมาลำบาก
.jpg)
เมื่อรอสมาชิกมากันครบก็เตรียมเสื้อผ้าที่จะไปเล่นน้ำ น้ำดื่มติดตัวไปสักขวดแล้วก็ลุยกันเลย
_1.jpg)
บางจุดก็เดินยากหน่อย สำหรับคนที่น้ำหนักตัวเยอะก็มีให้เพื่อนช่วยบ้าง น้ำใจในกลุ่มมีให้ตลอดทาง
.jpg)
จากแคมป์แม่เรวาไปน้ำตกระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
.jpg)
และแล้วก็มาถึงน้ำตกจนได้ หายเหนื่อยเลยครับเมื่อเห็นน้ำตกตระหง่านอยู่ตรงหน้า
.jpg)
นี่ถ้าหน้าฝนคงจะอลังการกว่านี้มาก
.jpg)
.jpg)
นี่ถ้าไม่ได้เดินมาคงจะเสียดายแย่เลยครับ เดินมาตั้งไกลแล้วนิ
.jpg)
แล้วก็เป็นธรรมเนียมครับ มาน้ำตกก็ต้องเล่นน้ำสิ จะรออะไรล่ะกระโดดเลย ให้ตายสิพับผ่า...น้ำโคตรเย็นทำเอาผมนี่ตัวชาไปเลยครับ
.jpg)
เราอยู่ที่น้ำตกประมาณสักชั่วโมงหนึ่งก็กลับมายังแคมป์ ตัวผมเองเลือกผูกเปลนอนเพราะง่ายดี แต่ใครถนัดนอนเต็นท์หรือปลาทูก็ตามสะดวกครับ ที่แคมป์แม่เรวานี้อยู่ใกล้ลำธาร และมีห้องส้วมไว้ให้ปลดทุกข์ จงเสพสุขในคืนแรกนี้ให้เต็มอิ่ม เพราะวันรุ่งขึ้นมันคือของจริง
.jpg)
บรรยากาศลำธารใกล้ที่พัก ไว้อาบ ไว้ใช้ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ล้างจาน
.jpg)
.jpg)
และที่ขาดไม่ได้ครับพ่อครัวเชฟกระทะเหล็ก ที่คอยรังสรรค์เมนูหรูหราให้เราได้กินกลางป่าแบบนี้ สุขใดเล่าจะเท่าอิ่มท้อง เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ถ้าข้าศึกบุกก็ต้องปลดทุกข์
.jpg)
.jpg)
นี่ครับ มันคือปลาทูป่า
.jpg)
เราทำอาหารสำหรับเย็นนี้และก็เตรียมไว้สำหรับคืนพรุ่งนี้บางส่วน เพื่อประหยัดเวลาในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ เวลาค่ำยามดึกเราก็ล้อมวงกินข้าวนั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิด เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ ๆ จนรู้สึกเกรงใจอีกกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน เพราะพวกเขานอนกันหมดแล้ว จากนั้นเวลาห้าทุ่มโดยประมาณก็เข้าที่นอนใครที่นอนมัน พักผ่อนร่างกายเอาแรงไว้
.jpg)
.jpg)
.jpg)
เช้าของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 พวกเรากินข้าวเช้าแล้วก็ทำเตรียมใส่กล่องข้าวของใครของมันสำหรับมื้อเที่ยงไว้กินระหว่างทาง จากนั้นก็เก็บของเพื่อย้ายแคมป์ อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไว้ที่นี่ทำให้เป้เบาที่สุดแล้วค่อยกลับมาเก็บตอนขากลับ เอาโน้นออกนี่ออกแล้วสุดท้ายก็หนักอยู่ดีนั่นแหละ
.jpg)
เอาล่ะเริ่มเดินทางกันต่อไปได้เพราะถ้าสายเราจะไปถึงมืด และการเดินทางของจริงก็เริ่มขึ้น เส้นทางวันนี้เป็นเส้นทางเดินขึ้นเขาตลอดระยะทาง 8 กิโลเมตร พร้อมเป้บนหลังอีกราว ๆ 10 กิโลกรัม แค่เดินทางราบก็หนักแล้วนี่ฝืนแรงโน้มถ่วงโลกอีก เป็นครั้งแรกที่แบกเป้หนักเดินทางไกลขนาดนี้ ระหว่างนี้รูปจะน้อยหน่อยเพราะเก็บเข้าเป้ไปเรียบร้อย จะมีก็เพียงรูปจากมือถือ
.jpg)
ช่วงแรก ๆ ก็เกาะกลุ่มกันดีอยู่หรอกครับ สักระยะก็เริ่มทิ้งกันเป็นช่วง ๆ ตามพละกำลังของแต่ละคนว่าจะเดินเร็วเดินช้า
.jpg)
.jpg)
ด้วยระยะทางที่ไกลกว่าจะไปถึงคลอง 1 ซึ่งมีลำธารให้ได้เติมน้ำดื่ม ระหว่างนี้ก็ต้องบริหารน้ำที่พกมาทั้ง 2 ขวด สำหรับผมน้ำเปล่าขวดหนึ่งและเกลือแร่อีกขวดหนึ่ง รวมแล้วลิตรกว่า ๆ เดินไปจิบไป อย่ากระดกจนอิ่มเพราะน้ำหมดระหว่างทางมันจะลำบากเอา ผ่านช่วงป่าไผ่มาได้ก็เข้าป่าเบญจพรรณแล้วก็ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณชื้น เริ่มมีต้นไม้ใหญ่มากขึ้น
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ทางค่อนข้างชันและชันมากเป็นบางช่วง ช่วงนี้จะเข้าแล้งป่าจะแห้งและดินก็แห้งเช่นกัน ต้องระวังลื่นไว้ด้วย
.jpg)
บางช่วงต้องมีเชือกไว้ให้เกาะ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
พวกเรามาถึงคลอง 1 บ่ายโมงกว่า ๆ พักกินข้าวเที่ยงกันที่นี่ ทีเด็ดตรงนี้ คือ ดิฟกาแฟกินกันครับ กาแฟร้อน ๆ หอม ๆ จากฮอนดูรัส ทำให้มีแรงเดินขึ้นมาทันที
.jpg)
นี่ล่ะครับกาแฟ
.jpg)
.jpg)
จากคลอง 1 ก็ไต่ระดับความสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ช่วงนี้เองเริ่มทิ้งระยะห่างกันไปตามกำลังขาของแต่ละคน เหลือพวกผมรั้งท้ายกันอยู่ 4-5 คน และแล้วก็มาถึงคลอง 2 ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสุดท้ายก่อนถึงแคมป์ จากตรงนี้ผมเพิ่มน้ำหนักให้ตัวเองด้วยน้ำอีก 3 ลิตร เหมือน ๆ กับคนอื่นที่ต้องช่วยกันเอาน้ำขึ้นไปยังแคมป์ เพื่อใช้ทำอาหารและดื่มกิน พระเจ้าจอร์จน้ำหนักที่เพิ่มมาทำให้การเดินต้องเหนื่อยขึ้นอีก 2 เท่า ดีหน่อยที่ระยะทางไม่ไกลมากแค่ 1 กิโลเมตร
.jpg)
เมื่อมาถึงแคมป์ตีนดอยก็ทิ้งเป้ลงกับพื้น ผมนี่ตัวเบาเลย แต่ก็ยังไม่ได้พัก ต้องเดินขึ้นไปยังหินเรือใบเพื่อให้ทันพระอาทิตย์ตก
.jpg)
.jpg)
ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ถึงยอดเขา ที่นี่เองที่เรียกว่า "โมโกจู"
.jpg)
.jpg)
แล้วก็ถ่ายรูปเล่นกันรัว ๆ
.jpg)
.jpg)
ดื่มด่ำกับวิวบนนี้ได้สักพักเราก็กลับลงมายังแคมป์เพื่อประกอบอาหารและพักผ่อนต่อไป ที่นี่ลมแรงและอากาศเย็นมาก เสื้อผ้ามีเท่าไรใส่มันทุกตัว ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจต้านทานได้ ต้องไปยืนข้างกองไฟ จึงพอให้ความอุ่นได้บ้าง ที่แคมป์นี้ผมเลือกนอนแบบปลาทู ซึ่งง่ายและสะดวกดี (จริง ๆ ขี้เกียจผูกเปล) พวกเราเข้านอนประมาณห้าทุ่ม จากนั้นก็มีแต่ความเงียบ
.jpg)
อาหารมื้อเกือบสุดท้าย ไฮโซจริง ๆ แต่กว่าจะทำเสร็จได้กินก็เกือบสามทุ่มไปละ
.jpg)
เช้าเวลาตีห้าของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 เราตื่นขึ้นมาสู้กับความหนาวเพื่อจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ผมเลือกที่จะเอาถุงนอนคลุมตัวไปด้วยเพื่อกันลม ระหว่างนั่งรออาทิตย์ขึ้นก็หามุมถ่ายรูปฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ลมก็แรงเย็นก็เย็น กล้องนี่น้ำค้างเกาะเลยครับ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ฟ้าไม่ค่อยเปิดเท่าไรเลยไม่ค่อยได้รูปสวย ๆ เหมือนกลุ่มอื่น ๆ แต่วิวที่ได้เห็นบนนี้ก็สวยจริง ๆ
.jpg)
ทีมงานหาเรื่องเดินป่า...ใส่บ่าแบกหาม ได้พิชิตอีกหนึ่งดอย
.jpg)
.jpg)
.jpg)
สาย ๆ เราก็กลับแคมป์เพื่อเดินทางต่อ วันนี้จะเป็นการเดินรวดเดียวยาวถึงแคมป์แม่กระสาที่รถอีแต๊กมาส่ง ไม่มีการค้างคืน ตอนขึ้นว่ายากแล้วตอนลงยากกว่า เพราะอะไรเหรอ ?? เพราะขาต้องแบกรับน้ำหนักตัวเองและเป้ นิ้วเท้าและเข่าทำงานหนักพอ ๆ กัน เราต้องทำเวลาเพื่อให้ออกจากป่าก่อนค่ำ
.jpg)
.jpg)
เราเดินบ้าง วิ่งบ้าง กัดฟันเดินยาวมาถึงแคมป์แม่เรวาเลยค่อยกินข้าว
.jpg)
.jpg)
.jpg)
พวกเราก็มาถึงแคมป์แม่กระสาตอน 5 โมงเย็น นั่งรถต่อ ระหว่างนี้ก็นั่งชมดาวบนรถนี่แหละ ไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณสองทุ่ม
ปิดแล้วสำหรับทริปนี้ ขอบคุณที่ติดตามชมครับ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
รูปภาพทั้งหมดเอามาจากที่ผมถ่ายเองและเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่ไปทริปด้วยกันนะครับ ดูเพิ่มเติมได้ที่
1.www.facebook.com/casao.punyasai
2.www.facebook.com/phatarakorn.u
3.www.facebook.com/tle.siriwong
4.www.facebook.com/chatchai.tantasirin
5.www.facebook.com/tien.luang
อันนี้ของผมเอง
www.facebook.com/numishiro
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ numishiro สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม และ เฟซบุ๊ก Surasak Salangsing