วาฬบรูดา ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอ่าวไทย



วาฬบรูดา

วาฬบรูดา

วาฬบรูดา

วาฬบรูดา



วาฬบรูดา ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอ่าวไทย (อสท.)

เรื่องและภาพ : ชัยวัฒน์ ชินอุปราวัฒน์

          คะเนด้วยสายตา เกลียวน้ำในทะเลนั้นกระฉอกเป็นวงกว้างห่างจากหัวเรือของเราไปไม่เกิน 200 เมตร นายท้ายรีบลดความเร็วลงจบเรือแทบจะไม่เคลื่อนที่ จากนั้นไม่กี่อึดใจ เจ้าวาฬบรูดา ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอ่าวไทยก็โผนตัวขึ้นมาเสยเหยื่อจากความลึกในท้องทะเล ปากของเขาอ้ากว้างมากจนเห็นแผ่นกรอง หรือบาลีน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหวี หลาย ๆ  คนมักเข้าใจผิดว่าแผ่นกรองนั้นคือฟันของวาฬบรูดา แต่อันที่จริงแล้วมันคืออวัยวะอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่กรองพวกปลา และแพลงก์ตอนที่เขากินเป็นอาหาร ปลากะตักจำนวนมากกระฉอกออกมาจากปากขนาดใหญ่ของเขาทันทีที่ปากฟันผิวน้ำ แต่ปลากะตักก็ไม่ใช่จะรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อ ในที่สุดก็ต้องตกเป็นอาหารของนกนางนวล ที่คอยบินตามเจ้าวาฬบรูดาตลอดเวลา เพราะฝูงนกรู้ดีว่า ทุกครั้งที่เจ้ายักษ์ใหญ่ได้ชิมปลากะตัก พวกมันก็จะได้กินเช่นกัน สำหรับนายท้ายเรือแล้ว ถ้าเห็นนกนางนวลบินหมุนวนอยู่บนเกลียวน้ำตรงไหน พวกเขารู้ดีว่าบริเวณนั้นมีโอกาสเจอเจ้าวาฬบรูดาด้วย

          นี่เป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างสิ่งมีชีวิติที่มีถิ่นอาศัยที่แตกต่าง

         
บางตะบูน ปฐมบทของการตามวาฬ

          คณะของผมมาถึงบางตะบูนในเช้าวันที่ท้องฟ้าเป็นสีน้ำซาวข้าว นั่นเป็นเพราะสายฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่หัวค่ำเมื่อวานจนกระทั่งเช้ามืดของวันนี้ บางตะบูนเป็นตำบลเล็ก ๆ ตำบลหนึ่ง ในจังหวัดเพชรบุรี บริเวณนอกชายฝั่งบางตะบูนนี่แหละ ที่มีคนรายงานว่าพบวาฬบรูดา ซึ่งก็เป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้ผมต้องมายืนอยู่ที่นี่

          คณะของผมประกอบด้วยคุณแวนชัย และคุณพิษณุพงษ์  ซึ่งผมโทรฯ ไปขอให้เขาช่วยนำเรือแวนครุยเซอร์ สปีดโบ๊ต ขนาด 16 ฟุต ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 85 แรงม้า มาเป็นพาหนะออกไปทำสารคดีเรื่องนี้ คนแรกรับอาสาเป็นต้นหน ในขณะที่อีกคนรับตำแหน่งนายท้ายเรือ

          หกโมงเช้า ไม่ขาดไม่เกิน เรือของเราก็ทะยานลำ ตัดยอดคลื่นออกสู่ทะเลลึก เรารักษาความเร็วไว้ที่ 3,000 รอบ และใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จึงถึงตำแหน่งที่มีชาวประมงเจอเจ้าวาฬบรูดา เรืออวนรุน และ อวนลาก หลายลำกำลังทำผิดกฎหมายอย่างแข็งขัน (ผมไม่ได้พิมพ์ผิด) คลื่นลูกขนาดย่อมยกเรือลำจิ๋วของเราสูงขึ้นก่อนจะท่อมทิ้งลงหุบน้ำอย่างไม่ปรานี และกว่าทะเลจะยอมราบเรียบเป็นแผ่นกระดานก็กินเวลาเข้าไปเกือบบ่ายโมง ยิ่งไปกว่านั้น การวิ่งเรือตามหาวาฬบรูดาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงบ่ายโมง ก็ทำให้น้ำมันในถังของเราหมดไปกว่าครึ่ง ที่สำคัญ เรายังไม่พบวาฬแม้แต่ตัวเดียว

          "เอาอย่างไรดีครับพี่ ถ้าหากวิ่งออกไปไกลกว่านี้ เราคงมีน้ำมันไม่พอกลับฝั่งแน่ ๆ "  คุณพิษณุพงษ์ หันมาบอกผมด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง

          "ดับเครื่องยนต์แล้วลอยลำก่อน ผมจะลองโทรฯ ไปปรึกษาไต๋จรูญ" คุณแวนชัย เสนอความเห็น

          "ดีครับ... ว่าแต่จะมีคลื่นหรือเปล่า" ผมถาม

          "คลื่นเต็มทะเล ไม่เห็นเหรอพี่" ว่าแล้ว คุณพิษณุพงษ์ ก็ปล่อยก๊ากออกมาลดอุณหภูมิที่ตึงเครียดในเรือลง

          สรุปแล้ว ไต๋จรูญก็ให้พวกเราลอยลำคอย ถ้าเรือของแกเจอเจ้าวาฬบรูดาตรงไหนแล้วจะวิทยุมาบอก เรือของไต๋จรูญวิ่งลาดตระเวนห่างจากเรือของเราไปไกลเรื่อย ๆ จนลับสายตา ชั่วโมงเศษจากนั้นเราก็ได้ข่าวดีกรอกผ่านวิทยุมาว่าพบวาฬแล้ว และอีกไม่เกิน 20 นาที แวนครุยเซอร์ลำจิ๋วก็มาถึงตำแหน่งที่ไต๋จรูญแจ้งมา

วาฬบรูดา

วาฬบรูดา



          เบื้องหน้า... วาฬบรูดา เจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีกำลังยกปากขึ้นเหนือผิวทะเล มัวอ้าปากกว้าง กระพุ้งคอโป่งออกด้วยน้ำทะเลปลากะตักจำนวนมากไหลร่วงหล่นออกมานอกปาก นกนางนวลที่คอยบินตามวาฬก็ทิ้งตัวลงไล่จับปลากะตักเป็นอาหารราวกับมีงานเลี้ยงรุ่น วาฬจะอ้าปากไว้ราว 1 นาที ครั้นพอหุบขากรรไกรลง พรายฟองน้ำทะเลก็พวยพุ่งออกมาจากปาก

          เรือของเราทิ้งระยะห่างจากวาฬราว 300 เมตรเพื่อบันทึกภาพ เลนส์เทเลโฟโตขนาด 500 มิลลิเมตร ถูกยกขึ้นมาใช้งานเป็นครั้งแรกของวัน และก็เหมือนหนังม้วนเดิมในเที่ยวเดนิทางที่ผมไปจาริกมหาอันดามัน การทำงานในเรือนั้นยากจริง ๆ บางภาพโฟกัสวัดแสงเสร็จ ไม่ทันได้ลั่นชัตเตอร์ เรือก็ถูกคลื่นกระแทกเข้าที่กราบเรือจนทำให้หลุดโฟกัส หรือบางจังหวะก็ทำเอาวาฬตกเฟรมไปเสียเฉย ๆ กว่าจะได้ภาพชุดแรกก็ต้องยกเลนส์ขึ้นลงจนกล้ามขึ้น ใครอยากลองบ้าง ติดต่อเรือที่พาออกไปดูวาฬที่บางตะบูนได้เลยครับ

มารู้จักวาฬกัน

          ว่ากันว่าช้างนั้นเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ช้างก็ยังมีขนาดตัวที่เล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับวาฬ ตามสถิติ วาฬพันธุ์ Balaenoptera มีลำตัวยาวที่สุดในโลก คือยาวถึง 34 เมตร และหนัก 190 ตัน ซึ่งเทียบได้กับช้าง 10 ตัว แม้แต่ไดโนเสาร์เอง ซึ่งหลาย ๆ คนคิดว่าใหญ่กว่าวาฬ ก็ยังไม่ใหญ่เท่า ทั้งนี้ เพราะความยาวของไดโนเสาร์ส่วนใหญ่อยู่ที่คอและหาง ส่วนที่เป็นลำตัวจริง ๆ จึงมีความยาวน้อยกว่าวาฬ

          มนุษย์รู้จักวาฬมานานมากแล้ว อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีกในสมัยพุทธกาล ได้เคยคิดว่าวาฬเป็นปลา จนกระทั่งปี พ.ศ.2236 จอห์น เรย์ นักชีววิทยา ชาวอังกฤษก็เป็นบุคคลแรกที่ตระหนักถึงความจริงว่า "วาฬมีใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม" เพราะมันออกลูกเป็นตัวและเลี้ยงลูกอ่อนของมันด้วยนม ตามปรกติวาฬจะตั้งครรภ์นาน 1 ปี เวลาคลอดลูก ส่วนหางของลูกจะโผล่ออกมาก่อน และเนื่องจากนมของวาฬอุดมไปด้วยโปรตีนรวมถึงไขมันสูง จึงทำให้ลูกวาฬเจริญเติบโตเร็ว นอกจากนั้น นักชีววิทยายังพบว่า หากเราเจาะครรภ์วาฬก่อนคลอดลูก จะพบว่าลูกวาฬในท้องมีขนตามตัว แต่ขนเหล่านี้จะหลุดจากร่างของตัวอ่อนก่อนที่จะถูกคลอดออกมา

          วาฬมีศีรษะใหญ่ ไม่มีคอ ตาของมันมีขนาดเล็ก รูจมูกของมันอยู่บนหลัง มันหายใจได้เช่นคน โดยผ่านจมูก 2 รู ตามธรรมดาวาฬชอบกินสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา ต่าง ๆ รวมถึงเพลงก์ตอนเป็นอาหาร เวลาว่ายน้ำ มันจะใช้หางโบกขึ้นโบกลงทำให้ว่ายน้ำได้เร็ว โดยเฉพาะวาฬเพชมฆาตนั้น สามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 56 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ส่วนการดำน้ำลึกนั้น นักชีววิทยาพบว่า วาฬสีน้ำเงินดำน้ำได้ลึกถึง 3 กิโลเมตร การดำน้ำได้ลึกระดับนี้แสดงให้เห็นว่าวาฬสามารถกลั้นหายใจได้นานเป็นชั่วโมง และออกซิเจนมิได้อยู่ที่ปอดของมันเพียงที่เดียว แต่ยังมีอยู่ในส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อด้วย การที่มีออกซิเจนในตัวมากเช่นนี้ ทำให้เนื้อวาฬมีสีแดงเข้มกว่าเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ



วาฬบรูดา



          นอกจากความสามารถในการดำน้ำแล้ว วาฬยังสามารถส่งเสียงและทำเสียงสัญญาณต่าง ๆ ได้อีกมากด้วย นับตั้งแต่วินาทีที่มันคลอดออกจากท้องของแม่จนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะตาย มันจะส่งเสียง และรับเสียงต่าง ๆ ตลอดเวลาทั้งกลางวัน และกลางคืน แม้ในยามที่ออกล่าเหยื่อก็จะใช้ยุทธวิธีในการส่งเสียงออกไปกระทบกับเหยื่อก่อน จากนั้นมันจะคอยฟังคลื่นที่สะท้อนจากเหยื่อ นักชีววิทยาสันนิษฐานว่าการที่มันทำเช่นนี้ จะทำให้สามารถรู้ชนิดและตำแหน่งของเหยื่อ ถึงแม้ว่าวาฬจะไม่มีคอและไม่มีสายเส้นเสียงก็ตาม แต่มันก็สามารถส่งเสียงร้องออกไปไกล ๆ เสียงของวาฬบางพันธ์ดังพอ ๆ กับเสียงเครื่องบินเจ็ต และในเวลาที่วาฬสนทนากัน มันจะส่งเสียงร้องลักษณะหนึ่ง แต่เวลาที่ล่าเหยื่อ มันจะร้องอีกแบบหนึ่ง นอกจากนั้น ขณะที่ว่ายน้ำเป็นกลุ่ม วาฬจะส่งเสียงร้องที่มีทำนองต่างออกไป เพื่อบอกเพื่อนร่วมฝูง และปลาร่วมทะเลให้รู้ทิศและตำแหน่งที่มันว่ายน้ำอยู่ ปัจจุบันนักอนุรักษ์วาฬใช้ข้อมูลเสียงของวาฬในการบอกจำนวน ชนิดรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่วาฬทำ เพราะข้อมูลเสียงนี้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งกว่าการสังเกตดูวาฬด้วยสายตาในระยะไกล ๆ

บรรพบุรุษของวาฬ

          เคยมีนักชีววิทยาตั้งคำถามประมาณว่า บรรพบุรุษของวาฬคือสัตว์ชนิดใด ในช่วงเวลา 150 ปีที่ผ่านมานี้ นักชีววิทยาที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้ขุดพบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าในอดีตเมื่อ 65-75 ล้านปีมาแล้ว บรรพบุรุษของวาฬได้เคยอาศัยอยู่บนบก และเคยเดินได้ หลักฐานหนึ่งที่พบในหุบเขา Zeuglodon ในประเทศอียิปต์ แสดงให้เห็นซากกะโหลกวาฬ ที่มีฟันเป็นซี่ ๆ มีลำตัวยาวถึง 12 เมตร และมีกระดูกขาหลังที่เล็กมาก ซึ่งอยู่ค่อนไปทางหางกระดูกขาที่เล็กมากของวาฬพันธุ์ Basilosaususisis ที่มีอายุกว่า 40 ล้านปีนี้ แสดงให้เห็นว่าวาฬยุคนั้นยังเดินไม่ได้

          แต่มาในปี พ.ศ.2535 H. Thewissen แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ได้รายงานในวารสาร Science ว่า เขาได้ขุดพบกระดูกของวาฬ Ambulocetusnatans อายุ 52 ล้านปี ในบริเวณภูเขา Kala Chitta ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถาน โครงกระดูกค่อนข้างสมบูรณ์นี้ประกอบได้ด้วย กะโหลกที่มีฟัน ซี่โครงกระดูกขา 4 ขา (ขาหน้าและขาหลัง) และหาง

          Thewissen คาดคะเนว่า วาฬเจ้าของกระดูกมีกระดูกขาหน้าที่สั้นและอยู่ติดกับลำตัว แสดงให้เห็นว่ามันใช้ขาหน้าไว้เคลื่อนที่บนบกโดยการขยับตัว ยกอกแล้วลากท้องไปตามพื้นดินเหมือนสิงโตทะเล ส่วนขาหลังนั้นหดเล็กลงและยาวเพียง 4 นิ้วเท่านั้น การมีโครงสร้างร่างกายเช่นนี้ ทำให้มันเป็นสัตว์บกที่งุ่มง่ามมาก การหาอาหารเลี้ยงปากท้องจึงเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างยากลำบาก แต่เมื่ออยู่ในน้ำ มันกลับว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว อาหารที่มันบริโภคจึงมักเป็นอาหารที่หาได้ในท้องทะเล ดังนั้น ต้นตระกูลของวาฬจึงได้ตัดสินใจอพยพจากบกลงทะเลอย่างถาวรเมื่อ 50 ล้านปีมานี้เอง และดำรงชีวิตเป็นสัตว์น้ำอย่างไม่หวนกลับขึ้นบกอีกเลย ซึ่งพฤติกรรมนี้แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ เช่น แมวน้ำและตัววอลรัส ที่เวลาคลอดลูกจะขึ้นจากทะเล

          ครับ...ที่ผมเล่ามาข้างบนนี้ เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่พูดถึงวาฬที่มีได้เจาะจงสารพันธุ์

วาฬบรูดา



          แต่มาถึงบรรทัดนี้ ผมขออนุญาตถึงวาฬบรูดาบ้าง สำหรับวาฬชนิดนี้ ถือว่าเป็นวาฬที่จัดว่ามีข้อมูลน้อยมาก เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์และนักชีววิทยามีข้อมูลไม่มาก ก็เนื่องจากการที่หาตัวพวกมันได้ยาก วาฬบรูดา (Bryde’s Whale) ได้ชื่อตามโยฮัน บรูดา ผู้ประกอบกิจการล่าวาฬชาวนอร์เวย์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน หรือมีอีกชื่อว่าวาฬชิตตัง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Balaenoptera edeni จัดเป็นวาฬกรองกิน (Baleen Whale) ซึ่งใช้แผ่นซี่กรองอาหารรูปร่างเหมือนตะแกรงกรองอาหารที่ได้จากท้องทะเล วาฬบรูดาเป็นนักล่าที่ปราดเปรียว เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพของวาฬบรูดาเอื้อต่อการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว พวกมันสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 8 เมตรต่อวินาที และสามารถไล่ล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่า และเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเหยื่อของวาฬกรองกินชนิดอื่น ๆ

          วาฬบรูดาสามารถเติบโตจนมีลำตัวยาวถึง 15 เมตร และมีน้ำหนักร่วม 20 ตัน ซึ่งจัดว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับวาฬสีน้ำเงินซึ่งมีขนาดใหญ่มหึมา ขากรรไกรบนของมันเรียงรายไปด้วยแผ่นซี่กรองอาหารหลายร้อยซี่ที่สร้างขึ้นจากเคอราทิน ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ประกอบกันขึ้นเป็นขนและกรงเล็บของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แผนขี่กรองอาหารจะดักเหยื่อไว้เมื่อวาฬขับน้ำออกจากปาก สำหรับรอยจีบบนผิวหนังและชั้นไขมันที่ยืดออกได้เรียกว่าร่องคอ ช่วยเพิ่มความจุให้กระพุ้งได้ขากรรไกรล่างได้ถึง 3 เท่า เมื่อน้ำทะเลที่มีอาหารปะปนอยู่ไหลทะลักเข้าปาก ลักษณะเช่นนี้ช่วยให้เจ้าวาฬบรูดาเขมือบอาหารได้ถึงวันละ 590 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้น

          จุดเด่นของวาฬบรูดาคือครีบหลังที่มีรูปโค้งอยู่ค่อยไปทางด้านปลายหาง แพนหางวางตัวตามแนวราบและมีรอยเว้าเข้าตรงกึ่งกลาง ครีบคู่หน้ามีปลายแหลมและมีความยาวเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของขนาดความยาวลำตัว พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน ในเขตละติจูด 40 องศาเหนือถึงได้ ไม่พบการอพยพย้ายถิ่นระยะไกล โดยมากพบครั้งละ 1-2 ตัว วัยเจริญพันธุ์อยู่ใน ช่วงอายุ 9-13 ปี มีลูกครั้งละ 1 ตัวทุก 2 ปี ใช้เวลาตั้งท้องนาน 10-12 เดือน ลูกวาฬแรกเกิดจะมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร วาฬบรูดาอายุยืนถึง 50 ปี

          วาฬบรูดาเป็นวาฬชนิดเดียวที่พบว่าอาศัยอยู่ประจำถิ่นในอ่าวไทย และมีขนาดเลิกกว่าที่พบที่อื่น จนเป็นแรงกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติหลายท่านพยายามศึกษา และหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้มีน้ำหนักจนสามารถยกฐานะเป็นวาฬชนิดใหม่ของโลก คาดว่าทั่วโลกมีประชากรอยู่ราว 90,000 ตัว สำหรับในประเทศไทย วาฬบรูดามีสถานภาพเป็นสัตว์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์

          ในอดีตเมื่อ 1,000 ปีก่อนนี้ ชนเผ่า Basque ในยุโรปเป็นชนเผ่าแรกที่ดำรงชีวิตโดยการจับวาฬมาเป็นอาหาร ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวแคนาดา อังกฤษ และเนเอร์แลนด์ ก็ได้เริ่มเข้ามาประกอบอาชีพเป็นนักล่าวาฬด้วย เรือ Mayflower ที่เคยบรรทุกผู้โดยสารจากยุโรปสู่อเมริกาก็เคยเป็นเรือล่าวาฬ กิจกรรมการล่าวาฬได้มีการดำเนินการกันอย่างกว้างขวาง เพราะมนุษย์พบว่าทุกส่วนของวาฬมีประโยชน์ เช่น ไขใช้ทำสบู่ น้ำมันหล่อลื่น เชื้อเพลิงจุดตะเกียง เนื้อใช้บริโภคส่วนกระดูกใช้ทำปุ๋ย

          ทุกวันนี้วาฬถูกไล่ฆ่าจำนวนมากมาย บางตัวได้รับเสียงรบกวนจากเรือ จากเครื่องยนต์ในทะเล รวมถึงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในปี พ.ศ.2509 จำนวนประชากรวาฬเหลือเพียง 12,000 ตัว ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นแรงผลักดันให้วาฬได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ที่โลกควรอนุรักษ์ตั้งแต่นั้นมา

          ในประเทศไทยมีรายงานการพบวาฬบรูดาเกยตื้น หรือเสียชีวิตแทบทุกปี ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอ่าวไทยหรือริม ๆ อันดามัน สาเหตุที่เสียชีวิตมาจากถูกเรือชน การพลัดหลง มลภาวะในน้ำทะเลที่มีมากขึ้นทุกวัน ได้รับอันตรายจากอุปกรณ์จับปลา เช่น อวน

เรือประมง



จากบางตะบูน ถึง แหลมผักเบี้ย

          แหลมผักเบี้ยก็ไม่ต่างอะไรจากบางตะบูน เป็นตำบลเล็กๆ ริมทะเลที่ประชาชนส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง นอกชายฝั่งแหลมผักเบี้ยก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีรายงานการพบวาฬบรูดาในช่วงเวลาเดียวกับที่บางตะบูน แต่ผมและนักวิชาการ ท่านอื่นก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นวาฬฝูงเดียวกันหรือไม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่ห่างกันมากนัก วาฬสามารถเคลื่อนย้ายไปมาเพื่อตามล่าปลากะตักที่มีมากมายในห้วงยามนี้

          ผมมาถึงแหลมผักเบี้ยตั้งแต่ตีนฟ้ายังไม่เปิด ครั้งนี้ผมตั้งใจกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการเช่าเหมาลำเรือประมงพื้นบ้านขนาดราว 4 วา ที่พี่แดง หรือเสรี มานิช ไต๋เรือแนวอนุรักษ์ที่ผมคุ้นเคยติดต่อไว้ให้ นายท้ายเรือของผมต้องใช้เวลาอยู่อีกพักใหญ่เพ่อทำผ้าบังแดดให้ผม และกว่าเรือของเราจะฟันคลื่นออกจากท่าเรือคลองอีแอดได้ก็ราวเจ็ดโมงเศษ เรือประมงพื้นบ้านค่อยๆ ย่องออกจากคลองด้วยเครื่องยนต์หางยาวขนาดเล็ก ผิดกับเรือสปีดโบตแวนครุยเซอร์ที่ผมใช้ที่บางตะบูน แต่การย่องไปช้า ๆ ก็ทำให้ผมเห็นวิถีชีวิตของพรานทะเลที่ปลูกบ้านเรียนเรียงรายอยู่ริมคลอง ขาดไป 4 นาทีพอดีแปดโมงครึ่ง เรือของเราก็ชะลอความ (ไม่ค่อย) เร็วลง

          "เมื่อวานนี้ยังเจออยู่แถวนี้เลย เดี๋ยวลองวนดูสักรอบ" นายท้ายเรือตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

          จุดที่เราวนเรืออยู่ไม่ห่างฝั่งมากนัก ประมาณว่าหมาเห่าอยู่ริมฝั่งก็คงได้ยิน มันใกล้มากจนผมไม่แน่ใจในโมงยามข้างหน้า แต่มันก็เป็นเรื่องในใจ ผมเองก็ไม่กล้าไปคัดค้านนายท้ายเรือที่อ่านน้ำ จำฟ้ามาค่อนชีวิต

          "เจอแล้ว...มันขึ้นมากินลูกปลาอยู่ที่ปลายแหลม"  ไต๋เรืออีกลำส่งจ่าวดีผ่านมาทางวิทยุมดดำ

          ลุงพรโชค นามเดช นายท้ายเรือของผมเร่งเครื่องจนควันดำ โขยกเรือเข้าสู่จุดหมาย ไม่นานนักผมก็เห็นเจ้าวาฬบรูดาคู่หนึ่งอ้าปากกว้างเขมือบปลากะตักอย่างมูมมาม ในห้วงยามนั้นดูเหมือนเรือจะวิ่งช้ากว่าใจผมมาก และกว่าเรือของ ผมจะไปถึง วาฬทั้ง 2 ตัวก็หายลงไปในห้วงน้ำสีครามแล้ว

          "ไม่เป็นไรครับ สักพักก็ขึ้นมาใหม่ เขาลงไปวนไล่ต้อนลูกปลา" นายท้ายเรือของผมปลอบใจ

          และก็จริงอย่างที่แกว่า 15 นาทีจากนั้น เจ้ายักษ์ใหญ่ ก็โผนตัวขึ้นมาจากความลุ่มลึกของทะเล มันอ้าปากตักปลากะตักฝูงใหญ่จนล้นออกจากปาก นกนางนวลหลายสิบตัวเข้าร่วมวงกินโต๊ะจีนอย่างเมามัน มันเป็นบรรยากาศที่ไม่แตกต่างจากเมื่อวานที่นอกฝั่งบางตะบูนเลย ผมมีโอกาสลั่นชัตเตอร์ไปชุดใหญ่ ก่อนที่วาฬจะหายลงไปในทะเลอีกครั้ง วันนี้ผมรู้สึกว่าเป็นวันที่โชคดีในการทำงานวันหนึ่ง ไม่ต้องเปลืองเวลาหาวาฬมาก แต่พอผมละสายตาออกจากวิวฟายเดอร์กล้อง ก็พบกับเรืออีกกว่าสิบลำที่พานักท่องเที่ยวออกมา พอวาฬโชว์ตัวทางกราบขวาเรือ นักท่องเที่ยวทางกราบซ้ายก็เฮโลไปทางกราบขวา ตรงนี้แหละที่ผมเป็นห่วงนายท้ายเรือก็พยายามตะโกนห้ามนักท่องเที่ยวเพราะกลัวอันตราย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล หากใครก็ตามที่เผลอหรือตั้งใจแวะมาอ่านตรงนี้แล้ว ก็ขออนุญาตบอกกล่าวในฐานะคนเดินทางคนหนึ่งว่า อันตรายทางเรือนั้นยากจะประเมินด้วยสายตา เพราะฉะนั้นควรระมัดระวังและเชื่อฟังคำแนะนำของนายท้ายเรือ

มิเช่นนั้นจากเรื่องสนุกจะกลายเป็นเรื่องสลด

          "การชมวาฬที่แหลมผักเบี้ยเพิ่งจะคึกคักเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (25 กันยายน 2553) นี่เอง นั่นอาจเป็นเพราะวาฬได้ออกข่าวโทรทัศน์บ่อย ทำให้นักท่องเที่ยวมากันมากมาย ทางเราก็เตรียมการไม่ทัน ตอนนี้ผม ไต๋แดง และไต๋เรือที่รับจ้างพาคนออกไปดูวาฬกำลังพูดคุยกัน เพื่อหาแนวทางว่าทำอย่างไรถึงจะให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยราคาค่าบริการยุติธรรม และให้คำแนะนำการชมวาฬอย่างถูกวิธีเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน" คุณศรีเพชร นามเดช นายก อบต. แหลมผักเบี้ยเล่าให้ผมฟัง

          วันนี้... ผมหมายถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2553 ผมยังคงทำงานอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงที่แหลมผักเบี้ย วันนี้เป็นวันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลกันมาลงเรือจากทั่วสารทิศตั้งแต่เช้า วันนี้แตกต่างจากอาทิตย์ที่ผ่านมามาก ที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้มีอาสาสมัครของหมู่บ้านมาคอยยืนบริการโบกรถที่ทางเข้าออกและคอยจัดระเบียบเรื่องการจอดรถ มีการจัดคิวเรือให้เป็นระเบียบ อีกทั้งมีการทำเอกสารแนะนำวิธีการชมวาฬแจก ส่วนเรื่องศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทางนายกฯ ก็กำลังจัดที่จัดทางกันอยู่ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เท่านั้น

บางอย่างในใจ

          ไล่เรียงตั้งแต่บรรทัดแรกลงมาจนถึงบรรทัดนี้ ผมได้เล่าถึงการเดินทางออกไปตามหาวาฬที่บางตะบูน ถัดลงมาก็เป็นการปูพื้นเรื่องของวาฬแบบกว้างๆ ก่อนจะขมวดเข้ามาเจาะลึกกับวาฬบรูดา และตบท้ายด้วยจุดดูวาฬที่แหลมผักเบี้ย จากนี้ไปผมขอกล่าวถึงวาฬบรูดาในอีก มิติ ที่ว่ากันด้วยระบบนิเวศทางธรรมชาติเรื่องห่วงโซ่อาหาร (Food chain) ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 2 ฐานะ คือ "ผู้กิน" กับ "เหยื่อ" และเป็นการกินมาเป็นชั้น ๆ ในระบบนิเวศทางทะเล วาฬคือผู้กินที่อยู่บนสุดในห่วงโซ่อาหาร รองลงมาก็เป็นพวกสัตว์ทะเล เช่น ปลาชนิดต่าง ๆ ไล่ลงมาเป็นชั้น ๆ จนถึงพวกแพลงก์ตอน วาฬบรูดา กินปลาทู ปลากะตัก ซึ่งเป็นอาหารของมนุษย์ด้วย

          สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้คือ มีวาฬบรูดา ประมาณ 13 ตัว (เท่าที่มีรายงานล่าสุด) เข้ามาตีกรรเชียงกระชับพื้นที่บริเวณชายฝั่งตำบลบางตะบูน ตำบลแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และตำบลบ่อนนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นั่นอาจตีความได้ว่า

          หนึ่ง... บริเวณชายฝั่งที่ผมพูดถึง มีน้ำทะเลที่สะอาด ปราศจากมลพิษ จึงทำให้วาฬบรูดาเลือกมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่

          สอง... บริเวณชายฝั่งมีฝูงปลาทู (หน้างดคอหัก) และปลากะตักจำนวนมากจนเจ้าวาฬบรูดาห้ามใจไม่ไหว ต้องเข้ามาล้อมปราบเหยื่อผู้โชคร้าย สิ่งที่น่าเป็นห่วงในห้วงเวลานี้คือ "มนุษย์" กับ "วาฬ" กำลังล่าเหยื่อชนิดเดียวกัน



จะทำอย่างไรให้ "ผู้ล่า" ทั้งสองอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล

          ยิ่งไปกว่านั้นกิจกรรม "การล่องเรือชมวาฬ" ที่แต่ก่อนมีเพียงไม่กี่ลำ แต่พอเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีไปปรากฏอยู่ตามข่าวช่องสีน้อย สีเยอะ กลบกระแสเคป๊อปบ่อย ๆ เข้า จากเรือประมงพื้นบ้านไม่กี่ลำตอนนี้กลายเป็น "กองเรือ" วิ่งเข้าออกรับแขกแบบมอเตอร์ไซค์วินหน้าปากซอย

          คำถามมีอยู่ว่า เรื่องทำนองนี้หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน ควรจับเข่าคุยกันได้หรือยังว่า จะมีวิธีการสื่อสารอย่างไรที่ให้ความรู้ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ให้เที่ยวอย่างถูกวิธี ปลอดภัยทั้งคนและไม่รบกวนวาฬจนเกินงาม (ตามหลักสากลต้องอยู่ห่างจากวาฬประมาณ 200-300 เมตร) เพื่อให้เกิดความสมดุลในการท่องเที่ยว หรือหากผู้ประกอบการเอกชนรายใดจะลองทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ในเรื่องที่กล่าวมา ก็ถือว่าเป็นของขวัญจากฟ้าดิน

          สำหรับประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ มีนักวิชาการท่านหนึ่งเขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า การอนุรักษ์เป็นเรื่องของ "กระบวนทัศน์" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Paradigm ซึ่งมีความหมายว่า "รากของวิธีคิดทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต" แต่ในปัจจุบันกระบวนทัศน์มิใช่เพียงแค่การคิด แต่มันหมายถึงการปฏิบัติตามแบบแผนการคิดนั้นๆ อย่างเป็นชั้นเป็นตอนและมีวิวัฒนาการ หรือจะลองเดินหน้าจัดการชายฝรั่งเชิงบูรณาการ (ICM: Intergrated Coastal Mangement) เพราะการทำงานแบบบูรณาการเท่านั้น ความยั่งยืนจึงจะเกิดขึ้น

          พูดกันอย่างเคร่งครัด ถ้าเรานำเอากระบวนทัศน์ในการอนุรักษ์มาใช้ก็คงไม่เสียหายอะไร ถ้าอยากเห็นเจ้าวาฬบรูดามาว่ายฟรีสไตล์ประดับทะเลบ้านเรา โรงงานต่าง ๆ  ริมทะเลและริมแม่น้ำก็ควรเลิกปล่อยน้ำเสียลงทะเลได้แล้ว ที่แล้วมาก็ให้แล้วกันไป เรืออวนรุน อวนลาก ที่ใช้อวนแบบผิดกฎหมายประเภทแมลงวันยังบินไม่ผ่านรูอวนก็ต้องเลิกทำ เพราะเมื่อใดที่อ่าวไทยไร้ปลาทูหน้างอคอหักและปลากะตักตัวจี๊ด ฝูงวาฬก็คงอพยพไปหาแหล่งอาหารใหม่ซึ่งอาจไม่ใช่ในอ่าวไทยก็เป็นไปได้

          มาถึงย่อหน้าสุดท้ายแล้ว หากท่านใดไม่เข้าใจว่าผมเล่าเรื่องนี้ทำไม กรุณาย้อนกลับขึ้นไปอ่านอีกรอบครับ



คู่มือนักเดินทาง

          จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางพระราม 2 วิ่ง ข้ามสะพานพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไปประมาณ 5 กิโลเมตร ให้สังเกตปั๊มน้ำมัน ปตท. ด้านซ้ายมือ ช่วงกิโลเมตรที่ 70-72 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบท เส้นทางคลองโคน บางตะบูนบ้านแหลม หาดเจ้าสำราญ (ถนนสภาพดี แต่มีทางโค้งมาก) ไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีป้ายบอกทางชัดเจน

          การลงเรือชมวาฬบรูดาที่บางตะบูนให้ติดต่อไต๋จรูญ โทรศัพท์ 0 3258 1233 แต่ถ้าต้องการลงเรือชมวาฬที่แหลมผักเบี้ย ติดต่อไต๋แดง โทรศัพท์ 08 0223 5250

ที่พักและอาหาร

           หมู่บ้านโฮมสเตย์ (บางตะบูน) โทรศัพท์ 08 1870 9540 

           ทองจิราโฮมสเตย์ (แหลมผักเบี้ย) โทรศัพท์ 0 3244 1361, 08 1696 4151
 
           ร้านอาหารริมทะเล (บางตะบูน) โทรศัพท์ 0 3258 1306 

           ครัวบางตะบูน โทรศัพท์ 08 9059 6927 

           ร้านอาหารคุณแอ๊ว (แหลมผักเบี้ย) โทรศัพท์ 0 3247 8142

           ร้านทองย้อยอาหารทะเล (แหลมผักเบี้ย) โทรศัพท์ 08 9836 6494

สิ่งที่ไม่ควรลืม

          แว่นกันแดด หมวก เสื้อแขนยาว กล้องส่องทางไกล ยาแก้มาเรือ และน้ำดื่ม

ช่วงเวลาที่เหมาะสม

          ช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงน้ำเบียด (ภาษาท้องถิ่น "น้ำเบียด" หมายถึงน้ำจืดจากแม่น้ำไหลลงปากอ่าวเป็นจำนวนมาก) สามารถเห็นวาฬบรูดาได้ง่ายและอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่ในเดือนอื่น ๆ ชาวประมงก็ยืนยันว่าเห็นวาฬบรูดาตลอด





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

หนังสือ อสท. ปีที่ 51 ฉบับที่ 4 พฤศจิกายน 2553

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
วาฬบรูดา ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอ่าวไทย อัปเดตล่าสุด 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17:32:23 2,223 อ่าน
TOP
x close