

ชวนล่องเรือไหว้พระ 9 วัดทำบุญพร้อมเที่ยวใน 1 วัน (Momypedia)
โดย: กองบรรณาธิการ
ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หากใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน เรามีโปรแกรมดี ๆ มาแนะนำ นั้นคือ การลองเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมทำบุญ 9 วัดภายในวันเดียว นอกจากจะได้เดินทางท่องเที่ยวแล้ว ยังได้สักการะสถานที่อันเป็นมงคล เพื่อแสวงหาความสงบทางใจ แถมเส้นทางก็ไม่ไกลมากนัก โดยเริ่มต้นกันที่ วัดบุคคโล และจบทริปกันที่ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร การเดินทางด้วยเรือก็ทั้งสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานเหมือนกันทุกที่ทุกท่าเรืออีกด้วย


ไม่รอช้า...ไปต่อกันที่ วัดยานนาวา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดคอกควาย ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง และเรียกชื่อใหม่ว่า วัดคอกกระบือ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และสร้างสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย วัดคอกกระบือ จึงกลายเป็น วัดยานนาวา จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งภายในสำเภามีพระเจดีย์องค์ใหญ่ 1 องค์ องค์เล็ก 1 องค์ ที่ห้องบาหลีที่มีรูปหล่อของพระเวสสันดรกับพระกัญหาชาลีประดิษฐานอยู่ ซึ่งสืบเนื่องมาจากเนื้อความในมหาชาติคำหลวง ที่พระเวสสันดรโน้มน้าวใจโอรสธิดา ให้อุทิศตนเพื่อร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศล อันจักเป็นเสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆสงสารไปสู่พระนิพพาน

จากนั้นแวะกราบนมัสการ หลวงพ่อแดง ณ วัดราชสิงขร ซึ่งป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปลายรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275 - 2310) ซึ่งเป็นช่วงปลายแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ที่นับว่าบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด ซึ่ง "หลวงพ่อแดง" เป็นพระพุทธรูปเนื้อสำริดแกมทองคำ ปางมารวิชัย มีความงดงามมาก โดยเฉพาะพระพักตร จนทำให้เกิดการขนานนามท่านว่า หลวงพ่อพระพุทธสุโขทัย กิตติศัพท์ด้านความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดงเป็นที่เลื่องลือและนับถือ เลื่อมใสของชาวบ้าน ผู้ใดได้บนบานสานกล่าวมักได้สมปรารถนาเสมอ
ไปต่อกันที่วัดที่ 4 สักการะ หลวงพ่อซำปอกง ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (วัดกัลยา) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อสมัยราชกาลที่ 3 เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงโดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน จึงมีชื่อเรียกแบบจีนว่า ซำปอฮุดกง หรือ ซำปอกง ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ ที่แทรกเรื่องราวชีวิตชาวบ้านชาวเมืองสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากนั้น ยังมีหอมณเฑียรธรรมเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บประไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 4 หน้าพระวิหารหลวงยังมีหอระฆังฝีมือคนรุ่นใหม่ สำหรับเก็บระฆังยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทางเข้าวัดมีเจดีย์หิน ทำมาจากเมืองจีน เรียกว่า "ถะ" เป็นศิลปะจีนที่งดงามมาก

จากนั้นนั่งเรือต่อไปที่ วัดอรุณราชวราราม สักการะพระประธาน และเดินทักษิณาวัตรรอบพระปรางค์ 3 รอบ เพื่อชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน สำหรับ วัดอรุณราชวราราม เป็นอีกหนึ่งวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อตำบลบางมะกอกซึ่งเป็นที่ตั้งวัด ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดสร้างขึ้นใหม่แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชื่อ "วัดมะกอกใน" ต่อมาใน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระราช ประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทางชลมารค และถึงหน้าวัดเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อวัดมะกอกนอกเป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตนั่นเอง
จากนั้นแวะสวดภาวนาด้วยคาถาชินบัญชรสักการะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พร้อมให้อาหารปลาหน้า วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท สร้างตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางหว้าใหญ่ แต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ได้มีการขุดพบระฆังลูกหนึ่งซึ่งมีเสียงไพเราะมาก ซึ่งต่อมารัชกาลที่ 1 ได้นำระฆังดังกล่าวไปไว้ที่วัดพระแก้ว และโปรดให้สร้างหอระฆัง พร้อมทั้งระฆังอีก 5 ลูกไว้ให้แทน จึงเป็นที่มาของชื่อ วัดระฆัง ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน "พระประธานยิ้มรับฟ้า" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสำริด ปางสมาธิ เบื้องพระพักตร์มีรูปพระสาวก 3 องค์ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท พระประธานองค์นี้ได้รับการยกย่องว่างดงามมาก นอกจากนี้ ยังเคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ 4



และวัดสุดท้ายสำหรับทริปอิ่มบุญทริปนี้ ก็คือ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 1850 เดิมเป็นวัดราษฎร์ สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ชาวบ้านเรียกว่า วัดสมอแครง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงรับวัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า วัดเทวราชกุญชร โดยนำมาจากพระนามเดิมของ กรมพระพิทักษ์เทเวศร ผู้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน "พระพุทธเทวราชปฏิมากร" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัยฝีมือช่างสมัยทวารวดีผสมอู่ทอง ที่มีความงดงามมาก
จบทริปนี้รับรองได้ว่าทั้งอิ่มบุญและอิ่มตา เพราะได้สักการะสิ่งสักสิทธิ์ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานคู่บ้านคู่เมืองไทยถึง 9 สถานที่ และยังได้สัมผัสกับบรรยากาศ และวิถีชีวิตที่สวยงามของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนเพลิดเพลินกับการสัญจรทางน้ำที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ได้ภายในหนึ่งวัน
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการที่มีให้เลือกมากมาย เพราะงานนี้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) ออกมารับรองว่าเรือทุกลำที่ให้คอยบริการจะมีระบบรักษาความปลอดภัย ที่มีมาตรฐานเดียวกันทุกลำ ทั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ และการประกันภัยทางเรือสำหรับผู้โดยสาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-682-9880
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก






