คิดจะเที่ยวทะเล...ต้องไป ทะเลแหวก

ทะเลแหวก



          สายฝนที่โปรยเม็ดเร็วกว่าปีก่อนๆ ทั้งที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เดือน พ.ค. ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวหลายคนต่างหวั่นใจว่า เส้นทางศึกษาหมู่เกาะอันสวยงามของ จ.กระบี่ ในครั้งนี้


          จะไม่สำเร็จลุล่วงตามที่ใจมุ่งหวัง เพราะฝนเจ้ากรรมกระหน่ำสาดเทลงมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึง แต่ก็เหมือนสวรรค์จะเป็นใจ เพราะวันที่ต้องออกล่องเรือสู่ท้องทะเลกว้างนั้น ฟ้าใส ทะเลเปิด ทุกคนต่างร้องไชโยแถมด้วยรอยยิ้มแก้มปริทีเดียว ทั้งหมดก็ไม่ใช่อะไร แค่อยากพิสูจน์ความงามของทะเล Unseen Thailand ว่าจะสวยงดงามจริงดังที่คำร่ำลือหรือไม่


          หลังจากคนขับเรือสปีดโบ๊ตท้องถิ่นที่ว่าจ้างไว้ให้สัญญาณว่าวันนี้เดินเรือได้ ต่างคนก็ต่างโยกย้ายถ่ายเทของที่จำเป็นสำหรับว่ายน้ำ ทั้งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าหลากสี ใส่หมวก ใส่แว่น ทาครีมกันแดดกันให้วุ่นวาย  เตรียมข้าวของเสร็จสรรพก็นั่งรถตู้จากอ่าวนางไปยังท่าเรือคลองแห้ง ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงท่าเรือ ที่นี่เราจะพบเรือทั้งเรือหางยาวแบบชาวบ้านๆ และเรือสปีดโบ๊ตเป็นสิบเป็นร้อยลำ จอดเรียงรายรอคนว่าจ้าง


          เมื่อทุกคนขึ้นเรือครบ คนขับเรือที่เราเรียกกันว่า "พี่เสม" บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงใบพัดตีน้ำกระหึ่มและพุ่งทะยานออกจากท่ามุ่งสู่เวิ้งทะเลสีเขียวอ่อน ไล่ไปจนเข้มและกลายเป็นสีน้ำเงินในพริบตา ด้วยความเร็ว 20 นอตต่อชั่วโมง ทำให้กลุ่มผู้กล้าที่นั่งอยู่หัวเรือต้องตัวสั่นโยกคลอน กระเด็นกระดอนเผลอร้องอุทานวี้ดว้ายยามท้องเรือกระทบกับคลื่นลูกโต


          ไม่ถึง 10 นาทีดี สถานที่ที่แรกที่เท้าได้สัมผัสน้ำเค็มใสเห็นพื้นทรายละเอียดข้างล่างก็คือ "แหลมพระนาง" (หาดพระนาง) กับหาดไล่เร ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต้องบอกก่อนว่าการสัญจรที่แหลมพระนาง ต้องอาศัยเรือเพียงอย่างเดียว รถไม่สามารถเข้าถึงได้


          สิ่งพิเศษสำหรับที่แหลมพระนางและหาดไร่เลก็คือ หาดทรายขาวติดกับโตรกผาที่มีถ้ำหินงอกหินย้อยเด่นสะดุดตา หน้าผาสีส้มอมเทาตัดเฉดด้วยความเขียวสดของต้นไม้ นับเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติแต่งแต้มสีสันให้โลกใบนี้โดยแท้


          ปลายหาดด้านขวามือหากหันหน้าเข้าหาด จะมองเห็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนเดินเรือแถบนี้ให้ความเคารพอย่างมากหลบอยู่ในหลืบถ้ำ ลองกระซิบถามไกด์ก็ทราบว่าคนพื้นที่เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ถ้ำโต๊ะนาง" ที่มีเจ้าแม่โต๊ะนางประดิษฐ์อยู่ ใครมาถึงหาดแห่งนี้ต้องมาสักการะทุกครั้งไป ว่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากในเรื่องการเดินเรือให้ปลอดภัยจากสภาพภูมิอากาศและอุบัติเหตุ และอีกเรื่องก็คือความรัก สังเกตเห็นได้ของบูชาจะเป็น "ปลัดขิก" เนื่องจากเจ้าแม่โต๊ะนางผิดหวังเรื่องความรักเป็นม่ายขันหมาก ใครขอพรเกี่ยวกับความรักแล้วสมหวังต้องนำปลัดขิกมาถวายเพื่อแก้เคล็ด


          เรื่องเล่าอีกเรื่องของเจ้าแม่โต๊ะนาง พี่เสมเล่าให้ฟังฉบับของคนท้องถิ่นว่า โต๊ะนางเป็นธิดาของพญานาค กำลังหมั้นหมายกับชายคนรักบนฝั่ง จ.กระบี่ ในวันแต่งานโต๊ะนางบอกกล่าวกับคนทุก ยกเว้นคนที่มีวาจาสิทธิ์ที่สุดในแหลมแห่งนี้ คนผู้นั้นเลยโกรธมากและลั่นวาจาสาปแช่งให้ขบวนขันหมากที่ยาวมากจากกระบี่กลายเป็นหิน เป็นภูเขา เรียงรายอยู่ในทะเลจวบปัจจุบัน


          พี่เสมเล่าต่อว่า ช่วงแม่ของพี่อายุ 13 ปี ได้เดินทางมาเที่ยวที่แหลมพระนางความซนในวัยเด็กก็เข้าไปในถ้ำจนเจอทางเข้าขนาดพอดีตัวที่เด็กลอดเข้าไปได้ สิ่งที่สายตาแลเห็นจนสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้สาวแรกรุ่นก็คือ พบอุปกรณ์ที่ใช้ดำรงชีวิตประจำวันของผู้หญิงกลายเป็นหินไปหมด แต่ ณ เวลานี้ หากไปพิสูจน์ให้เห็นแจ้งคงจะทำไม่ได้ เพราะเวลาผ่านล่วงไปนานมาก ทำให้มีหินงอกหินย้อยงอกปิดทับบังทางเข้าดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย


          จบในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ที่แหลมพระนาง ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ กิจกรรมไต่หน้าผา ด้วยสถานที่รวยโตรกผา ชะง่อนหิน ทำให้หาดพระนางกลายเป็นแหล่งขึ้นชื่อของกลุ่มท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ที่ชื่นชอบออกกำลังกายด้วยการปีน-ไต่หน้าผา ท้าทายพลังแขน ขา และความเสียว จุดสำหรับปีนมีสองระดับคือเริ่มหัด-ปานกลาง (หาดน้ำเมาด้านหลังแหลม) และระดับที่ยากต้องอาศัยความชำนาญและทักษะสูง  (ใกล้ๆ ถ้ำโต๊ะนาง) 


          ส่วนมากที่เห็นๆ ปีนเป็นลิงเป็นค่าง ห้อยโหนโจนทะยานเป็นฝรั่งเสียมากกว่าคนไทย ส่วนใครที่ไม่ชอบกิจกรรมที่ใช้กำลังมาก พายเรือแคนูและเรือคายัค หรือดำน้ำแบบสน็อกเกิล (ดำผิวน้ำ) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สร้างความสนุกได้ไม่แพ้กัน


          พูดถึงเรื่องดำน้ำแบบสน็อกเกิลเพื่อดูสีสันโลกใต้น้ำ ต้องนั่งเรือไปต่อที่ทะเลแหวก Unseen Thailand ขึ้นชื่อของกระบี่เขา เพราะบริเวณดังกล่าวมีแนวปะการังน้ำตื้นที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นเมื่อฟ้าเริ่มครึ้มเมฆ ทั้งที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาว่าบ่ายสามโมงเท่านั้น พวกเราจึงไม่รอช้านั่งเรือไปที่เกาะไก่ (เดิมทีคนท้องถิ่นเรียกเกาะด้ามขวาน แต่พอมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามาก และเห็นว่ามีลักษณะเหมือนไก่กำลังกกไข่ จึงเรียกเพี้ยนไปว่าเกาะ Chicken หรือ เกาะไก่) เกาะหม้อ และเกาะทับ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้เกิดทะเลแหวกอย่างทันทีทันใด  ที่ต้องรีบเพราะหากคลื่นแรงกว่านี้จะดำน้ำไม่ได้ ทะเลแหวกก็จะไม่เห็น


          เนินทรายที่แม้ไม่ละเอียดมากเพราะมีเศษเปลือกหอย และร่องรอยการมาเที่ยวของมวลมนุษย์ที่ทำให้ทะเลแหวกไม่บริสุทธิ์ดังเดิม แต่กระนั้นท้องฟ้าคราม น้ำทะเลเขียวใสดังอัญมณี ก็สร้างความหฤหรรษ์ต่อจิตใจมากพอดู ลงจากเรือกันได้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรกันทั้งสิ้น สองขาต่างพากันออกวิ่งเหยียบย่ำบนทรายขาว บ้างก็วิ่งไปไกลสุดตาเพื่อดูทะลแหวก  บ้างก็นอนแผ่บนหาดทรายผ่อนคลายสบายอารมณ์กันไป อีกกลุ่มก็หิ้วอุปกรณ์ดำสน็อกเกิล แหวกว่ายวนชมปะการังสนุกสนาน หรือเล่นน้ำอยู่ริมหาดก็มี พูดได้ว่าต่างเก็บเกี่ยวความสุขให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะต้องกลับไปทำงานแบบหลังขดหลังแข็งเช่นเดิม


          มาถึงทะเลแหวกแล้วก็ต้องอธิบายสักเล็กน้อย ทะเลแหวกอีกนัยหนึ่งก็คือสันทรายที่โผล่อวดโฉมเพราะน้ำลด เกิดจากสัณฐานของเกาะทั้งสามอยู่ติดกัน เมื่อคลื่นพัดทรายมาพบกันที่จุดกึ่งกลางจึงกลายเป็นแนวสันทรายเชื่อมเกาะให้ถึงกัน สามารถเดินไปมาหากันได้ สันทรายที่ว่าจะหายไปเมื่อน้ำสูงขึ้น แต่เมื่อน้ำลดสันทรายแนวยาวขาวสะอาดก็จะกลับมาอีกครั้ง เพื่อแบ่งแยกทะเลให้เป็น 2 ส่วน ความงามของทะเลแหวกอยู่ตรงที่เมื่อน้ำเริ่มขึ้น คลื่นจากสองฝากฝั่งจะช้อนตัวมาบรรจบกัน ณ จุดกึ่งกลาง เป็นอะไรที่ยากบรรยายนอกจากจะมาเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น     

          ระยะเวลาที่ควรมาเที่ยวทะเลแหวกคือ ช่วงที่น้ำทะเลลดมากที่สุดของวัน และหากเป็นช่วงวันก่อนและหลังวันขึ้น 15 ค่ำ ราว 5 วัน ในช่วงเดือน พ.ย. ถึงต้นเดือน พ.ค. จะเป็นเวลาที่ดีที่สุด


          เมื่อทะเลแหวกบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ ก็ได้เวลาที่ต้องล่องเรืองกลับท่า ด้วยเมฆฝนที่ไล่หลังมาติดๆ ทำให้ใจคิดไปว่าท่องเที่ยวทริปนี้ได้เทวดาคุ้มครองโดยแท้ ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นผลบุญความดี ที่สืบเนื่องจากการเข้าร่วมและเผยแพร่กิจกรรม  "ค่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชน ครั้งที่ 4" เพื่อพัฒนาเด็กนักเรียนที่ประสบภัยสึนามิในครั้งอดีต ให้กลับมามีวุฒิภาวะตามวัยดังเดิม ที่เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิไฟเซอร์แห่งประเทศไทย  และมูลนิธิศุภนิมิตรแห่งประเทศไทย ร่วมกันทำมานานกว่า 4 ปี ก่อนที่จะเดินทางล่องเรือเพียง 1 วันเศษ


Trip&Trick


          ประวัติ จ.กระบี่ จากหลักฐานโบราณคดี สันนิษฐานได้ว่าบริเวณเมืองกระบี่เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และต่อเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ กล่าวกันว่าดินแดนนี้แต่เดิมคือเมืองบันไทยสมอ 1 ใน 12 เมืองนักษัตรที่ใช้ตราลิงเป็นตราประจำเมือง ขึ้นกับอาณาจักรนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับชื่อเมืองกระบี่ว่า อาจมาจากความหมายที่แปลว่า ดาบ เนื่องจากมีตำนานเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับขุดพบมีดดาบโบราณก่อนที่จะสร้างเมือง 

 


รักการท่องเที่ยว  อ่านสถานที่ท่องเที่ยว มากมาย คลิกเลยค่ะ



ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

คิดอย่างไรกับเรื่อง: คิดจะเที่ยวทะเล...ต้องไป ทะเลแหวก ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
คิดจะเที่ยวทะเล...ต้องไป ทะเลแหวก โพสต์เมื่อ 17 กรกฎาคม 2552 เวลา 14:33:23 258 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP