9 เรื่องน่ารู้ที่คุณต้องเจอที่สนามบิน รู้ไว้เดินทางด้วยตัวเองได้ ง่ายนิดเดียว



          บอกเล่าเรื่องน่ารู้ที่คุณต้องเจอที่สนามบิน พร้อมบอกเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้การเดินทางที่สนามบินผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีอุปสรรค ทำให้คุณเหมือนเป็นนักเดินทางมืออาชีพ

          สำหรับนักเดินทางมือใหม่หรือใครที่ไม่ค่อยได้ใช้บริการเครื่องบิน อาจจะเคยไปยืนเก้ ๆ กัง ๆ ที่สนามบิน ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งมันก็น่างงจริง ๆ ค่ะ พอเข้าไปในสนามบินปั๊บก็ดูวุ่นวายไปหมด วันนี้เราจึงได้รวบรวมเรื่องราวน่ารู้ที่นักท่องเที่ยวต้องเจอที่สนามบิน รวมทั้งเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้คุณเหมือนเป็นนักเดินทางมืออาชีพ เดินทางด้วยตัวเองหรือไปเที่ยวคนเดียวโดยเครื่องบินได้สบาย ๆ ไม่มีสะดุด ไม่ต้องง้อหรือรอใครเลย จะมีอะไรบ้าง...ไปดูกันค่ะ


1. ทุกสายการบินจะกำหนดปิดให้เช็กอินที่เคาน์เตอร์ 45 นาที ก่อนเครื่องออก

          ใครที่เดินทางบ่อย ๆ ก็มักจะทราบกันดีว่าสายการบินส่วนใหญ่จะปิดให้เช็กอินที่เคาน์เตอร์ก่อนเวลาเครื่องออกราว ๆ 40-45 นาที ใครที่ต้องโหลดกระเป๋าควรเตรียมตัวมาให้ถึงสนามบินก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพราะอะไรก็ไม่แน่นอน เผื่อเจอแถวรอเช็กอินยาว กว่าจะได้เช็กอินโหลดกระเป๋า กว่าจะไปผ่านจุด ตม. (สำหรับคนเดินทางต่างประเทศ) ก็ต้องวิ่งไปขึ้นเครื่องกันตาหูเหลือก บางสายการบินไม่อนุโลมให้แม้แต่นาทีเดียว ก็อาจจะต้องตกเครื่องไปตามระเบียบนะคะ

2. เช็กอินออนไลน์ได้แล้ว

          ปัจจุบันเกือบทุกสายการบินจะมีระบบเช็กอินออนไลน์ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว เราสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของสายการบิน แล้วเข้าระบบเช็กอินออนไลน์ไว้ก่อนได้เลย โดยส่วนใหญ่จะให้เช็กอินออนไลน์ได้ล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเวลาเดินทาง พอเช็กอินแล้วก็พรินท์ใบเช็กอินออกมา หรือจะบันทึกข้อมูลไว้ในอีเมลแล้วโชว์ให้เจ้าหน้าที่สแกนบาร์โค้ดที่สนามบินก็ได้ วิธีนี้จะสะดวกสำหรับคนที่ไม่ต้องโหลดกระเป๋า เพราะมาถึงสนามบินก็เดินไปที่ห้องผู้โดยสารขาออกเพื่อสแกนกระเป๋าและบุคคลได้เลย

3. กระเป๋าต้องจัดมาอย่างดี ทั้งใบที่จะโหลดและนำขึ้นเครื่องบิน

          การโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่องบิน และการนำสัมภาระขึ้นเครื่องบิน ใช่ว่าจะเอาอะไรขึ้นและเอาขึ้นกี่กิโลกรัมก็ได้นะคะ เพราะเขาจำกัดน้ำหนัก และมีกฏห้ามนำของบางสิ่งบางอย่างขึ้นเครื่องบินด้วย มาดูกันทีละแบบเลยค่ะ

          ถ้าเป็นกระเป๋าที่จะโหลดใต้ท้องเครื่อง ต้องดูกฏระเบียบสายการบินให้ดีค่ะ ว่าเขาให้เอากระเป๋าโหลดได้ไม่เกินกี่ใบ ขนาดกระเป๋าไม่เกินเท่าไร และน้ำหนักรวมไม่เกินกี่กิโลกรัม ถ้าคำนวณแล้วว่าน้ำหนักต้องเกินที่กำหนดแน่นอน แนะนำให้ซื้อน้ำหนักเพิ่มเลยค่ะ เพราะการซื้อน้ำหนักเพิ่มออนไลน์จะถูกกว่ามาซื้อหน้าเคาน์เตอร์ ข้าวของในกระเป๋าก็ไม่ควรเป็นสิ่งของมีค่าและแตกหักง่าย ปลาร้า กะปิ น้ำปลาหวาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กลิ่นแรง ๆ ถ้าไม่จำเป็นอย่าเอาไปด้วยเลยค่ะ เพราะถ้ามันแตกหรือถุงรั่วขึ้นมา กระเป๋าเน่าแน่นอน และที่สำคัญห้ามลืมเด็ดขาด...ตอนนี้ทุกสายการบินออกกฎห้ามนำพาวเวอร์แบงค์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่มีแบตสำรองโหลดใต้ท้องเครื่องบินแล้วนะคะ เตรียมนำมาแพ็กใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องได้เลย

          ส่วนกระเป๋าที่จะนำติดตัวขึ้นเครื่องบิน หลายสายการบินกำหนดให้ผู้เดินทางสามารถนำกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และสามารถนำกระเป๋าติดตัวขึ้นเครื่องได้อีก 1 ใบ เช่น กระเป๋าสะพายผู้หญิง, กระเป๋าเป้ใบเล็ก ๆ โดยมีกฏว่าของที่นำขึ้นเครื่องนั้นต้องไม่มีวัตถุต้องห้าม และต้องไม่มีของเหลวขนาดขวดเกิน 100 มิลลิลิตร สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ก่อนจัดกระเป๋าควรรู้ สิ่งของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบิน และ 12 สิ่งควรมีใส่กระเป๋า เพื่อการเดินทางสุดแฮปปี้บนเครื่องบิน

          คงไม่มีใครอยากจะมานั่งรื้อกระเป๋าเพื่อเอาของบางสิ่งบางอย่างทิ้งเพราะน้ำหนักเกิน หรือเป็นของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นเตรียมจัดมาดี ๆ เลย ไม่เสียเวลามานั่งรื้อด้วย อ้อ...อย่าลืมหาโบหรือแท็กติดกระเป๋าสีสันสดใสติดกระเป๋าทุกใบด้วยนะคะ จะได้เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นง่าย ๆ เวลาไปรอรับกระเป๋าค่ะ

4. แต่งตัวให้เรียบง่ายที่สุด

เรื่องน่ารู้ สนามบิน
ภาพจาก mariakraynova / Shutterstock.com

          สำหรับใครที่คิดว่ามาถึงสนามบินเร็วแน่นอน และจะไม่หงุดหงิดกับการต้องถอดนั่นนี่ออกตอนต้องผ่านเครื่องสแกนบุคคลเพื่อเข้าเกต ก็จัดเต็มมาเลยค่ะ แต่ถ้าให้แนะนำก็ควรแต่งตัวให้เรียบง่ายไว้ก่อน ไม่ต้องมีเครื่องประดับมากมาย โดยเฉพาะเครื่องประดับที่เป็นโลหะ รองเท้าก็เลือกที่ถอดง่าย ๆ สิ่งของพวกผ้าพันคอ หมวกสวยงาม เสื้อโค้ท เสื้อแขนยาว เก็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน เพราะจะต้องถอดหมดค่ะ ตรงจุดสแกนกระเป๋าและบุคคลเจ้าหน้าที่จะให้เราเอาของทั้งหมดที่ติดตัวมาวางใส่ตะกร้าเพื่อผ่านเครื่องสแกน แล้วตัวเราเองก็จะต้องเดินผ่านเครื่องสแกนไปแบบตัวเปล่า บางสนามบินที่เคร่งครัดมาก ๆ ก็จะให้เราถอดรองเท้าด้วยค่ะ

5. ต่อแถวสแกนกระเป๋าและบุคคลในแถวที่ไม่มีผู้ชาย

          ข้อนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับคนที่รีบจริง ๆ นะคะ ให้สังเกตว่าแถวไหนที่คนแต่งกายง่าย ๆ ธรรมดา และมีผู้ชายน้อยที่สุด เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องถอดเข็มขัดโลหะและถอดรองเท้าคัตชู รองเท้าผ้าใบออก ก็จะกินเวลาไปประมาณหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องดูองค์ประกอบอื่น ๆ ไปด้วย

6. ในห้องผู้โดยสารขาออกมีปลั๊กไฟ

          แทบจะทุกสนามบิน พอเราเดินผ่านจุดสแกนกระเป๋าและบุคคลไปแล้ว ก็จะมีที่นั่งให้ผู้โดยสารได้นั่งพักผ่อนมากมาย และยังมีปลั๊กไฟไว้ให้ด้วยค่ะ สำหรับใครที่ลืมชาร์จแบตฯ โทรศัพท์ และยังพอมีเวลาระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน ก็สามารถเตรียมสายชาร์จมาชาร์จกันได้ ถ้ากระเป๋ายังมีที่ว่างก็เอาปลั๊กสามตาแบบพกพาติดมาด้วยก็ได้ค่ะ เผื่อปลั๊กไฟมีคนชาร์จเยอะ :D

7. ร้านอาหารราคาถูกมีทุกสนามบิน

          ใครที่เคยกินข้าวที่สนามบิน จะทราบกันดีค่ะว่าราคาจะสูงกว่าปกติ ยังไม่ทันได้ไปเที่ยวเลย เสียค่าอาหารไปแล้วหลายร้อยบาท แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินแพง ๆ เราจะบอกว่าแต่ละสนามบินจะมีฟู้ดคอร์ท ซึ่งราคาจะพอ ๆ กับร้านค้าทั่วไป อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ ฟู้ดคอร์ทจะอยู่ที่ชั้น 1 ชั้นเดียวกับบริการแท็กซี่ของสนามบิน ชื่อ Magic Food Court ราคาเริ่มต้นประมาณ 40 บาท (นักท่องเที่ยวจีนจะเยอะหน่อย) ส่วนที่สนามบินดอนเมืองจะมีอยู่ 2 แห่ง คือ ชั้น 1 ของอาคารสำนักงานท่าอากาศยานดอนเมือง ราคาเริ่มต้นประมาณ 35 บาท และชั้น 2 ของอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ (Terminal 2) ราคาเริ่มต้นประมาณ 50 บาท ถือเป็นอีกทางเลือกดี ๆ ของนักเดินทางเลย

8. ตรวจเช็กเกตอยู่เรื่อย ๆ

เรื่องน่ารู้ สนามบิน
ภาพจาก TJmedia / Shutterstock.com

          หลังจากที่เช็กอินแล้ว จะมีการแจ้งเกตที่ต้องไปรอขึ้นเครื่องบิน ซึ่งในบางกรณีอาจจะมีการเปลี่ยนเกตทีหลัง เพราะฉะนั้นต้องคอยเช็กจอแสดงเวลาบินของไฟลต์ที่เราจะเดินทางไว้และคอยฟังประกาศตลอด ดูว่าเกตยังเป็นหมายเลขเดิมไหม ถ้ามีการเปลี่ยนเกตจะได้ไม่ต้องวิ่งเหนื่อยหอบหรือตกเครื่อง แม้ว่าเราจะมาอยู่ที่เกตแล้วก็ตาม แต่ถ้ามีกาารเปลี่ยนเกตแล้วเราไม่ไปขึ้นเครื่องตามเวลาที่กำหนด ก็ตกเครื่องได้เช่นกันนะคะ T^T

9. บัตรประชาชน/พาสปอร์ต และบอร์ดดิ้งพาสต้องใช้จนกว่าจะได้นั่งบนเครื่องบิน

          ตั้งแต่เริ่มเช็กอินเราก็จะต้องใช้บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตแล้ว อย่าลืมหยิบมาจากบ้านเด็ดขาดนะคะ สำคัญเป็นอันดับ 1 เลย พอเช็กอินเรียบร้อยก็จะได้บอร์ดดิ้งพาส แล้วก็จะต้องใช้บัตรประชาชน/พาสปอร์ต กับบอร์ดดิ้งพาส แสดงก่อนผ่านจุดสแกนกระเป๋าและบุคคล พอเข้าไปที่เกตก่อนผ่านประตูออกไปขึ้นเครื่องก็ต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่อีกครั้ง จนถึงหน้าประตูเครื่องบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็จะขอดูอีก จนเราได้นั่งในที่นั่งของเรานั่นล่ะ ถึงค่อยเก็บเข้ากระเป๋าให้ดี เพราะฉะนั้นตั้งแต่มาเช็กอินก็เก็บบัตรประชาชน/พาสปอร์ต และบอร์ดดิ้งพาส ไว้ในจุดที่หยิบง่าย (แต่ก็ต้องระวังตกหล่นหายด้วยนะคะ) จะได้สะดวกต่อการหยิบแสดงต่อเจ้าหน้าที่ค่ะ

เรื่องน่ารู้ สนามบิน

          ทั้งนี้ก็เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าจะมีประโยชน์สำหรับนักเดินทางมือใหม่ เราเป็นกำลังใจให้นักท่องเที่ยวที่เพิ่งเริ่มหัดเดินทางด้วยตัวเองนะคะ นำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้กันได้เลย :)

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
9 เรื่องน่ารู้ที่คุณต้องเจอที่สนามบิน รู้ไว้เดินทางด้วยตัวเองได้ ง่ายนิดเดียว โพสต์เมื่อ 3 มกราคม 2561 เวลา 13:33:34 23,588 อ่าน
TOP