สะพายกระเป๋าเที่ยวเหนือหน้าฝน ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง


ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          แบกเป้ขึ้นเหนือท้าลมฝนกันที่เชียงใหม่-ลำปาง-ดอยอินทนนท์-เชียงดาว เพราะการเที่ยวหน้าฝนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ตรงกันข้ามเพื่อน ๆ จะได้พบความสมบูรณ์ของธรรมชาติอีกแง่หนึ่ง เหมือนกับที่ คุณสมาชิกหมายเลข 2500536 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ได้ไปสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นมาแล้ว สายฝนทำให้สถานที่แต่ละแห่งที่เดินทางเต็มไปด้วยความสดชื่น ชุ่มฉ่ำ เรียกได้ว่าช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปแต่ละที่ได้เป็นอย่างดี ทำให้การตะลอนเที่ยวเหนือหน้าฝน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้ไม่ซ้ำซากจำเจ เละบ้าง เปียกบ้าง ทำให้การเดินทางมีสีสันและสนุกมากยิ่งขึ้น จะทุลักทุเลแค่ไหนมาดูกันเลย       



          "ไปเที่ยวภูเขาหน้าฝน สวยเหรอวะ"

          "หน้าฝนเนี่ยนะ นอนเกาพุงอยู่บ้านดีกว่า"

          "หน้าฝนงูเยอะหรือเปล่า อันตรายไหม"

          "ไม่สนุกหรอกอย่าไปเลย"

          "ไปคนเดียวไม่กลัวผีเหรอ"


          คำถามมากมายเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังหาที่เดินทางไปลุยในช่วงปิดเทอม

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          และอีกแรงบันดาลใจหนึ่งที่ตอนแรกไอ้เรามันไม่เข้าใจเลย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เลือกเชียงใหม่เป็นจุดหมายของทริปนี้ครับ

          "คุณเคยมีความคิดแบบนี้ไหมครับ คบกับแฟนนาน ๆ ก็มีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เวลาผ่านไปความรู้สึกเดิม ๆ แบบวันแรกก็ค่อย ๆ ลดลงไป งั้นก็ลองกลับไปสถานที่แรกที่คุณคบกับแฟนดูสิครับ เผื่อบางทีมันอาจจะมีอะไรดีขึ้นก็ได้ครับ" ได้แต่คิดว่าสักวันจะเข้าใจเองแหละ จึงตัดสินใจกลับไปสถานที่ที่แรกที่เราคบกันแฟน ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรเราก็ต้องไป แต่ไหน ๆ จะไปแล้วก็เที่ยวให้คุ้มเลยดีกว่า อิอิ




          ขอเกริ่นก่อนนะครับ กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกที่เราลองเขียนขึ้นมา อาจมีอะไรผิดพลาดไปบ้างก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย กระทู้แรกตื่นเต้น เราเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อรีวิวสถานที่ เล่าประสบการณ์ ครบทุกรสทุกชาติ แต่ละที่ที่ได้เดินทางไปเห็นกับตา ทริปนี้ไม่มีแผนอะไรเลยครับ เดินทางไปไหนไม่รู้เลย รู้แค่อยากไปอะ และอยากถ่ายทอดความรู้สึกต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้ชมกัน แต่ขอแนะนำนะครับต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง รูปพวกนี้เทียบไม่ได้เลยกับบรรยากาศของจริง

          ส่วนตัวเรากำลังเรียนอยู่ แต่เทอมนี้ดรอปเรียนไปเพราะลาบวชช่วงเวลาหนึ่งครับ หลังจากสึกมาทำให้มีเวลาว่างมาก ๆ ไม่รู้จะทำอะไรเลย วัยรุ่นแบบนี้ไฟอย่างแรงอะ อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ เลยหาที่เที่ยวที่จะไป แต่ด้วยความที่เป็นหน้าฝน ทำให้รู้สึกกลัวและเดินทางลำบาก เวลาจะไปแต่ละที่ แต่ข้อดีของหน้าฝนก็มีนะเออ หน้าฝนเป็นช่วงที่ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ต้นไม้ ใบหญ้าเขียวชอุ่มมาก และที่สำคัญคนไม่เยอะด้วย ไม่ต้องไปเบียดหรือแย่งใครกิน (เข้าทางเลย คิคิ)

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          สิ่งที่นำติดเป้มาด้วย

           - เสื้อยืด เสื้อหนาว กางเกงใน ยัดมาได้เท่าที่กระเป๋าจะพอไหว

          - ยารักษาโรค พารา แก้แพ้ ที่แคะหู แค่เนี้ย

          - สบู่ ยาสระผมขวดเล็ก ๆ ผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืน

          - กล้องถ่ายรูปคู่ใจ ขาตั้งกล้อง (บอกก่อนว่าผมถ่ายรูปไม่เก่งครับ แค่ชอบถ่ายรูป ชอบเที่ยวแค่นั้น)

          - อาวุธติดตัวไว้ป้องกันตัวนิดหน่อย เผื่อมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น

          พูดมาเยอะละ เริ่มกันเลยดีกว่า จะรีวิวแบบย่อนะครับ อาจไม่ละเอียด ถ้าอยากสอบถามอะไรเพิ่มเติมหรือดูรูปได้ที่

          fb : Mo' Pathanin
          instagram : mopathanin

          สถานี 01 : สถานีรถไฟหัวลำโพง

          ด้วยความที่ไม่ได้วางแผนอะไรเลย หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จก็เพิ่งมารู้ทีหลัง รถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ มีรอบ 18.10 น., 19.35 น. และ 22.00 น. แต่ตอนนี้ก็หกโมงแล้วรีบออกจากบ้านเลยครับ นั่งรถตู้มาขนาดรีบยังเผลอหลับเลยไปลงโน่นสยาม ต้องวนรถกลับมา อยากไปให้ทันรอบ 19.35 น. มาก เพราะจะได้ถึงเชียงใหม่สาย ๆ แต่พอมาถึงที่หัวลำโพงทุ่มครึ่งครับ เอ้า ! จะซื้อตั๋วทันไหมเนี่ย ตรงดิ่งไปที่พนักงานขายตั๋วเลยครับ เหลือที่ว่าง 7 ที่ โชคดีมาก รีบวิ่งขึ้นรถไฟเลยครับ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง


          พอนั่งมาได้สักพักท้องร้องนะสิ ข้าวเย็นยังไม่ได้กินเลย รีบจัด ก็เดินไปขบวนรถเสบียงครับ ทานข้าวไข่เจียวหนึ่งจานพออิ่มท้องครับ หลังจากนั้นก็นั่งเล่น นั่งอ่านหนังสือ หาที่เที่ยว แล้วก็หลับไป

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง
ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ตื่นมาอีกทีก็ประมาณเจ็ดโมงครับ นั่งดูวิวไปเรื่อย ๆ ละก็ได้มีโอกาสคุยกับพี่ที่ดูแลความปลอดภัยของขบวนรถ เขาก็แนะนำให้ไปดอยเลย สวย ผมนี่เริ่มใจชื้นขึ้นมาหน่อย 555

          สถานี 02 : นครเชียงใหม่

          มาถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่เวลาประมาณสิบโมงครับ สาย ๆ กำลังดี พอมาถึงก็เข้าที่พักย่านนิมมานเหมินท์ครับ พักที่ iSleep Guesthouse พอดีเคยมาพักแล้วรู้จักกับเจ้าของที่พักชื่อพี่จอยครับ บริการอบอุ่น ด้านล่างเป็นกาแฟ สามารถเข้าได้ทางนิมมานซอย 4 กับห้อยแก้วซอย 2 (ถนนมันเชื่อมกัน) นั่งเล่น ดื่มน้ำดื่มท่า อาบน้ำเสร็จก็ออกมาทานข้าวซอยที่ร้านเฮือนเพ็ญ อาหารดั้งเดิมเชียงใหม่ รู้สึกติดใจมาก หากินที่ กทม. ไม่ได้

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          Ristr8to coffee Chiangmai, Nimman

          ทริปนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ลุยในเมืองมากนักเพราะมาบ่อยแล้วครับ พอทานเสร็จก็กลับมาแถวนิมมาน เดินเล่นฆ่าเวลา สักพักฝนก็ตกลงมาครับ หนักเลยทีนี้

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง


ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          Local Cafe, Think Park

          พอค่ำ ๆ ก็มีเพื่อนกับน้องคนหนึ่งตามมาหาครับ แล้วก็เดินหาร้านนั่งชิลแถวนิมมานเหมินท์ จบลงที่ร้าน Minimal ครับ บรรยากาศชิล ๆ พักผ่อนกันไป จากนั้นกลับที่พักครับ วันแรกยังไม่มีอะไรครับ พักผ่อนกันอยู่

          สถานี 03 : นครลำปาง
       
          ตื่นเช้าวันต่อมาเพื่อนเสนออยากไปหาเพื่อนของเพื่อนที่ลำปางครับ ผมก็เอาดิ ว่างอยู่แล้ว ชิล ๆ ทำอะไรเสร็จก็ออกจากที่พักครับ เช่ามอเตอร์ไซค์ที่เชียงใหม่จะได้ลุยไกล ๆ สะดวก ไปพร้อมเพื่อน ๆ 3 คน พอหาอะไรทานเสร็จเท่านั้นแหละครับ ฝนตก !! คือทุกคนเซ็งมาก เช่ามอเตอร์ไซค์ด้วย 555 ฝนดันตก ทำอะไรไม่ได้เลย นั่งรอกันไป

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ผ่านไป 1 ชม. เลยตัดสินใจคุยกับเพื่อน เอาวะ...นานแล้ว ฝนซาก็ลุยเลยละกัน ผ่านไปแป๊บหนึ่งฝนซาครับ แบกกระเป๋าพร้อม พอวิ่งออกไปได้ 10 ก้าว ตกหนักอีก หนักจนขอถอยดีกว่า 5555 เป็นแบบนี้หลายครั้งมาก เหมือนโดนฟ้ากลั่นแกล้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความพยายามของพวกเราน้อยลงสักนิดเดียว (หราาาาา) ผ่านไปจนถึงประมาณบ่ายสี่โมงเริ่มทนไม่ไหวแล้วครับ กลัวไปถึงลำปางดึก เพราะระยะทางค่อนข้างไกล ร้อยกว่ากิโลเมตร เลยตัดสินใจเปียกก็เปียก ลุยเลยครับ ฝนก็ตกไปอย่างนั้น พวกเราก็ขับกันต่อไปเรื่อย ๆ ไปทางเส้น Super Highway ครับ ขับกันไป...พักรถสองครั้งตอนถึงลำพูน หลังจากนั้นก็ยิงยาวเลย ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะกลัวกล้องจะเปียกครับ แนะนำว่าไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์ตอนกลางคืนและฝนตกครับ ค่อนข้างอันตรายเพราะรถใหญ่วิ่งเยอะ

          มาถึง "นครลำปาง" เวลาประมาณ 21.30 น. เหนื่อยล้ากันเต็มที่

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          พอมาถึงลำปางก็มีเพื่อนที่ลำปางมารับครับ เจอกันที่ "สะพานรัษฎาภิเศก" เป็นสะพานที่สวยครับ เพื่อนแนะนำให้ถ่ายภาพแต่ตอนนั้นเหนื่อยมากครับ หลังแข็ง ไหล่ปวด เลยเก็บภาพมาได้น้อย คืนนี้นอนบ้านเพื่อนที่ลำปางครับ อยู่กันเป็นหมู่คณะ 6-8 คน อบอุ่นมากครับ หลังจากนั้นเพื่อนก็ซื้อโจ๊กมาให้ทานครับ อร่อยดี ที่สำคัญอาหารที่นี่ถูกมากครับ ซื้อมาเยอะมากไม่ถึง 100 บาท

          หลังจากนั้นก็นั่งคุยกันยาว ๆ คนที่นี่อัธยาศัยดีมากครับ เพื่อนแนะนำว่ามาลำปางให้ไปขี่รถรอบเมือง จะมีรถม้าครับ แล้วก็ไป "พระธาตุลำปางหลวง" กับ "วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์" แต่สองที่นี้อยู่ห่างกันมาก แต่ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วยังไงก็ต้องไปล่ะ

          สถานี 04 : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง

          ตื่นเช้ามาวันรุ่งขึ้น...วันนี้เพื่อนซื้อข้าวมันไก่เจ้าเด็ดมาให้ทาน เยอะมาก ถูกมาก แล้วเพื่อนก็บอกว่าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง จะมีรับน้องด้วย ผมก็อยากลองไปดูบ้าง เผื่อได้อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          มหาลัยจะอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 14 กิโลเมตร ถ้ามาจากเชียงใหม่จะอยู่ถึงก่อนตัวเมืองครับ แต่ผมเนี่ย ระหว่างทางไปมหาลัยเจอด่าน ไม่ได้นำใบขับขี่มาด้วย ก็โดนปรับตามธรรมเนียมไป สองร้อยบาท ก็ยืนรอ พอจ่ายเงินเสร็จเท่านั้นแหละครับ !! ด่านเก็บแล้ว ผมนี่เจ็บใจมาก เก็บไวกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ แหะ ๆ บ่น ๆ กันไป พอมาถึงก็ขับรถดูรอบ ๆ มหาลัย สวยดีครับ กว้าง บรรยากาศดี เดินให้หายเหนื่อยสักพักก็ไปต่อครับ ที่หมายจุดต่อไปก็คือวัดพระธาตุลำปางหลวงครับ

          สถานี 05 : วัดพระธาตุลำปางหลวง

          วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดเก่าแก่ครับ ใครมาถึงลำปางแล้วก็ควรหาโอกาสมากราบไหว้สักการะครับ การเดินทางออกจากตัวเมืองลำปาง วิ่งเส้น Super Highway มาทางมุ่งหน้าไปเชียงใหม่ครับ จากตัวเมือง ประมาณ 20 กิโลเมตร แล้วจะมีป้ายให้เลี้ยวซ้ายตรงไฟแดง จากนั้นตามทางไปเรื่อย ๆ เลยครับ ประมาณ 10 กิโลเมตร ระหว่างทางไปจะมีวัดอยู่เยอะครับ แล้วก็สามารถเห็นทุ่งนาได้เป็นปกติ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          แนะนำให้มาก่อน 4-5 โมงครับ เพราะวัดที่นี่ปิดประตูตามเวลาเป๊ะ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          มีผ้าป่าลอยฟ้าให้เห็นครับ หลังจากไหว้สักการะเสร็จก็กลับทางเดิมครับ แวะธรรมศาสตร์หาเพื่อนก่อนกลับ เพราะเป็นทางผ่านอยู่แล้ว ที่นี่พอตกเย็นเงียบมากครับ นั่งพักสักแป๊บก็กลับเข้าตัวเมืองกับเพื่อน มีเวลาว่างก็ขับรถเล่นรอบเมืองครับ อาหารที่นี่ไม่แพงครับ ขับ ๆ ไปเจอข้าวต้มหนึ่งบาทยังมี และเพื่อนก็พาไปซื้ออาหารที่ศาลากลางจังหวัดครับ ที่นี่ขายยันดึกครับ ตีสี่ยังขาย มีอาหารต่าง ๆ นานา ปาท่องโก๋สอดไส้นมข้น ไก่ทอดดึก ๆ แต่ที่ผมไปเจอนี่ข้าวหมูกรอบจานละ 12 บาท คือเฮ้ยถูกจัง ไม่เคยหาในกรุงเทพฯ ได้เลย ราคานี้ถูกมาก แต่ผมคิดว่าคงเป็นปกติของคนที่นี่แหละเนอะ หลังจากนั้นก็ซื้อกลับไปทานพร้อมเพื่อน ๆ ที่บ้านครับ

          คนลำปางหน้าตาดีครับ สวยหล่อแบบชาวเหนือจ๋าเลย ไม่ธรรมดาจริงครับเมืองนี้ หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วก็นั่งเล่นนั่งคุยกัน แล้วก็วางแผนไว้ว่าจะไปวัดเฉลิมพระเกียรติฯ แต่ค่อนข้างไกลและต้องปีนเขาขึ้น แต่ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วก็เอาหน่อยวะ

          สถานี 06 : วัดเฉลิมพระเกียรติ พระจอมเกล้าราชานุสรณ์ (วัดพระบาทปู่แดง)

          ก่อนนอนเพื่อนได้แนะนำทางให้ครับ ระยะทางจากตัวเมืองไปวัดประมาณ 60 กิโลเมตร การเดินทางให้ข้ามสะพานรัษฎาภิเศก หลังจากนั้นตรงไปจนถึงแยกม้าใหญ่ (ข้อมูลไม่แน่นฮะ) แล้วเลี้ยวขวาแยกนั้น แล้วตรงไปอำเภอแจ้ห่ม ขับตามทางไปเรื่อย ๆ ทางเข้าวัดจะอยู่ด้านซ้ายมือ ให้ตรงเข้าไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ไม่ต้องเลี้ยวนะ ผมนี่เลี้ยวเข้าลุยป่าเลยครับ รถเกือบล้ม มาตามทางถนนดีเลย พอถึงจะมีจุดจอดรถแล้วจะมีรถบริการขึ้นเขาครับ ค่าบริการคนละ 100 บาท เอารถขึ้นไปไม่ได้ครับ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          พอมาถึงจุดลงรถ ต่อจากตรงนี้เราต้องเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรกว่า ๆ ค่อย ๆ เดินนะครับ ทางขึ้นค่อนข้างชัน เหนื่อยอยู่เหมือนกัน พอถึงจุดยอดแล้วจะมีศาลาสวดมนต์บนยอดดอย สวยมากครับ มองลงไปเห็นวิวสวยมากกกกกกก จากที่เห็นส่วนใหญ่คนที่มาจะเป็นคนมีอายุหน่อยครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะขึ้นไม่ไหวครับ มีคุณยายอายุ 83 ปี และคุณตาอายุ 89 ปี ก็ขึ้นไหว

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ขาลงก็อาสาพาคุณย่าคุณยายเดินลงครับ แนะนำถ้ามาลำปางควรมาที่นี่เลยครับ สวยมากครับ ไกลหน่อยแต่เห็นวิวก็คุ้มค่า ถ้าอยากมาเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก็สามารถมานอนที่วัดได้เลยครับ

          หลังจากนั้นก็กลับเข้าตัวเมือง ใช้เส้นทางเดิมนั่นแหละครับ โค้งค่อนข้างเยอะ และขึ้นเขา-ลงเขา ยังไงก็ขับระวังกันด้วยนะครับ พอมาถึงบ้านก็เก็บข้าว เก็บของ นั่งพักผ่อนสักแป๊บ หลังจากนี้จะเป็นการลุยเดี่ยวและอยู่สบายมาหลายวัน ขอลำบากหน่อยละกัน...

          สถานี 07 : ดอยอินทนนท์ นครจอมทอง (จุดพีคมาแล้วววววว)

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          จุดหมายนี้แผนเผินไม่มีเลย ที่พักก็ไม่มี นอนไหนก็นอน ไม่ซีเรียส ไม่รีบ ชิล ๆ รู้แค่ยังไงก็ต้องกลับไปสถานที่เดิมที่เราคบกับแฟนให้ได้ พอมาถึงจุดนี้คิดถึงคนที่เคยมาเที่ยวมากครับ เป็นความรู้สึกเหงา ๆ ที่ระบายกับใครไม่ได้ ความรู้สึกเดิม ๆ ก็เริ่มกลับมา เฮ้ย ! คือมันได้ผลจริง ๆ งง งงดิ งง ต้องลองงงงงงงงงงง เดี๋ยวก็รู้ บ้าบอคอหมูย่าง !! @_@

          ออกจากนครลำปางบ่าย ๆ ครับ ระหว่างทางอากาศร้อนได้อยู่ ระยะทางไกลโข คร่าว ๆ ก็ประมาณ 150 กิโลเมตร นี่ขนาดทางลัดนะ เพื่อนที่ลำปางแนะนำให้วิ่งเส้นตัดเมืองลำพูน ไม่ต้องไปเข้าเชียงใหม่ จะมีป้ายบอกตลอดทาง ถ้าคิดว่าหลงก็ถามพี่ ๆ ที่เซเว่นฯ เลยครับ บอกทางละเอียดมาก ยิ้มแย้ม ประทับใจ ... ขับไปหลังแข็งหลังคอ ตัดเข้าตอนมาถึงจอมทองเลยดีกว่า ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. พระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดิน ต้องรีบขึ้นเขาแล้ว แนะนำให้เติมน้ำมันก่อนขึ้นครับ เผื่อหมดบนเขาจะซวยเอา รีบขึ้นเขาเลย มีเป้าหมายคือ กม. 31 จะเป็นจุดที่มีของขายเยอะและเป็นแหล่งกางเต็นท์ช่วงหน้าหนาว

          สถานี 08 : นาขั้นบันได บ้านแม่กลางหลวง

          ทางขึ้นจะมีด่านตรวจอยู่ คนที่มาจะต้องเสียค่าเข้า แต่ถ้าเป็นนักศึกษาจะเก็บในอัตราที่ถูกลงมาหน่อย เราเสียค่าผ่านไป 40 บาท หลังจากนั้นขับมอเตอร์ไซค์มาตามทางเรื่อย ๆ บรรยากาศโหวงเหวงมาก นาน ๆ จะมีรถขับสวนมาที ขับไปประมาณ 20 นาทีได้ เจอทางเข้าไปนาขั้นบันได บ้านกลางหลวง บริเวณประมาณ กม. 25 หรือ 26 นี่แหละไม่มั่นใจ ทางเข้าชันมาก 45 องศาได้ ใครนำมอเตอร์ไซค์ค่อย ๆ ขับนะ พอมาถึงก็จอดรถพัก เดินไปดูนาขั้นบันได เฮ้ยคือสวย เคยเห็นรูปมาหลายที ของจริงสวยจัดอะ ถ่ายรูปซะหน่อยละกัน แต่ด้วยความที่อยากได้หลาย ๆ มุมเนอะ ก็เดินเลาะ ๆ นาไป สักพักตูม ! จุ่มดินเลยครับ มันลื่นนะ ระวังแล้วนะ ฮ่า ๆๆๆๆ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          พอเดินถ่ายรูปเสร็จก็ลองเดินดูกระท่อมกลางนาดู ลองถามราคาก็ประมาณ 600 บาท แต่เป็นกระท่อมนอน 4 คน เลยเก็บใจไว้ก่อน ลุยขึ้นไปดีกว่า เผื่อจะได้กดตังค์ด้วย บริเวณจุดตรวจบอกว่า กม. 31 จะมีตู้กดเงินให้บริการอยู่ด้วย ก็เลยวิ่งขึ้นไป บรรยากาศโดยรอบมืดมาก หนาว ๆ หวิว ๆ แบบว่าหลอนจิตเลย ข้างทางมีแต่ป่า แต่เขา ไม่กล้ามองเข้าไป กลัวจะเห็นอะไร นึกภาพตามนะ ขณะขับไป เรื่องผีต่าง ๆ ก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัว มองไปข้างหน้าเป็นถนนมืด ๆ หันหลังไปก็เป็นทางมืด ๆ เอาวะ รีบไปดีกว่า เดี๋ยวมีแขกไม่ได้รับเชิญมาซ้อนด้วย T__T

          ขับได้ประมาณ 10 นาที ก็ถึงที่ กม. 31 ครับ ดีใจเริ่มมีไฟถนนอยู่บ้าง แถว ๆ นี้ความรู้สึกจะเป็นชุมชน มีตลาด มีบ้านพัก มีเด็ก ๆ นั่งคุยกันริมสนามกางเต็นท์อยู่บ้าง แต่ที่ไม่มีคือคนกางเต็นท์สักคน เราเลยตัดสินใจกลับไปนอนที่บ้านแม่กลางหลวงดีกว่า ก็เลยรีบกดตังค์ เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย เตรียมทำใจกลับไปทางเดิมอีกรอบ ถอนหายใจอยู่ประมาณ 200 ที แล้วเริ่มขับลงมาเรื่อย ๆ ขณะนั้นเวลาประมาณเกือบ 2 ทุ่ม มืดได้ที่เลย พยายามไม่คิดอะไร ให้ทายสิทำได้ไหม ทำได้นะ แค่ 5 เมตรแรกอะ มาละ...ผุดเข้ามาทีละเรื่อง มือก็ขับไป ตาก็มองทาง แต่ที่อดชำเลืองไม่ได้ ก็คือข้างทางนี่แหละครับ บรรยากาศได้จริง ไม่มีรถสวนมาเลย พยายามทำทุกวิถีทาง ร้องเพลงดัง ๆ ก็แล้ว แต่พอนึกขึ้นได้ เฮ้ยเขาจะตามมาปะวะ กลัวมาก คิดในใจเมื่อไหร่จะถึงเนี่ย ทางลงก็หาไม่เจอ คิดอยู่ว่าเลยมารึยัง พอหันกลับก็มืดจริง ๆ มองไม่เห็นอะไรเลย พอขับมาจนเห็นป้ายแม่กลางหลวงใจชื้นขึ้นมาหน่อย...ถึงแล้ว

          ที่พักคืนนี้ เดินหาที่พักไป มืดมาก กระท่อมกลางนา ไม่มีไฟเลย เดิน ๆ ไป...ตูม จุ่มโคลนไปหลายที มืดก็มืด ก็เลยเดินกลับไปทางเดิมดีกว่า ไปเจอบ้านพักหลังหนึ่งกำลังสังสรรค์กันเต็มที่ ประมาณ 8-10 คน พี่เขาก็ถามเราว่าใครน่ะ มาทำอะไร เราก็บอกไปว่าหาที่พักอยู่ ไม่รู้จะนอนไหนคืนนี้ เพิ่งมาถึงเลย พวกพี่เขาก็ชวนเรามานอนด้วยกันเลย ปาร์ตี้สังสรรค์ด้วยกัน แต่พอคิด ๆ ดูแล้วพรุ่งนี้เราว่าจะตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เลยปฏิเสธคำชวนไปแบบสุภาพที่สุดละกัน เกรงใจเดี๋ยวเราไปรบกวนเวลานอนของพวกพี่เขา เลยเดินออกมาตามทาง เจอที่พักหนึ่งเป็นกระท่อมมืด ๆ ไปถามคนดูแลเขาก็พามาดูห้อง ที่พักสวยดี เป็นกระท่อมไม้สาน อากาศเย็นสบาย หนาวกว่าเปิดแอร์ซะอีก นอนได้ตั้ง 4 คน เขาคิดคืนละ 600 บาท แต่เรามาคนเดียว ตื่นเช้าเดี๋ยวก็ไปละเนอะ เลยขอเขาต่อบอกมาลุย ไม่ได้นำเงินมาเยอะ เขาก็ใจดีครับ ลดให้ 200 บาท เราก็โอเค พอเข้าห้อง บรรยากาศเงียบมาก เอาดิมาอีกละ ผุดขึ้นมาอีก ก็เลยเอากระเป๋า ข้าวของไปวางบนเตียงอื่นให้เต็มเลยละกัน จะได้หายกลัวหน่อย ละก็นอนเล่นโทรศัพท์ สัญญาณขึ้น E สองขีดเอง อยู่บนดอยแหละเนอะ สัญญาณน้อยเป็นธรรมดา พอเปลี่ยนเป็น 3G เท่านั้นแหละครับ สัญญาณเต็มเลย แทบทะลุ งงมาก แต่ก็ดีใจมีอะไรให้ทำจะได้กลัวน้อยลง ที่นี่ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม แต่อากาศดีอยู่แล้ว แนะนำเลยใครจะมานอนดอยอินทนนท์ต้องมานอนกระท่อมกลางนาให้ได้ หรือแวะเข้ามาถ่ายรูปก็ยังดี คือสวยจริง

          จัดข้าวของเสร็จก็ไปอาบน้ำ น้ำเย็นมาก ไม่มีที่ทำน้ำอุ่น อาบไปร้องไป ได้อารมณ์ไปอีกแบบเนอะ ทำอะไรเสร็จก็นอนเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ หาที่เที่ยว สักพักก็หลับไป...

          สถานี 09 : ยอดดอยอินทนนท์

          ตื่นเช้ามาประมาณ 05.30 น. อากาศดีมาก สดชื่นจริง ๆ แบบว่าพลังเต็มหลอด ฟื้นฟูร่างกายเต็มที่ พร้อมจะออกไปเดินทาง จัดของเสร็จก็ขับออกมาได้ 100 เมตร เจอหมาไล่ครับ มาเป็นฝูง หนีสิ หนีมาเจอทางชัน ตูม ! มอเตอร์ไซค์ล้มครั้งแรกในชีวิต โง่มาก แต่เจ็บมากกว่า เข่ากระแทก ปวดมาก กางเกงฉีก แต่รีบลุกดีกว่า เดี๋ยวมีรถขับมา พอยกมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาสตาร์ทไม่ติด พยายามอยู่นาน จับโน่นจับนี่ดู ซ่อม ๆ เอา ตามความรู้สึก ผ่านไปสิบนาทีก็ติดครับ รีบบึ่งขึ้นไปเลย กลัวขึ้นไปไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น สภาพตามทางก็เริ่มสว่างแล้ว มีหมอกลงบ้างเป็นบางจุด ไม่ค่อยกลัวแล้ว แต่ปวดเข่ามากกว่า

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ขับมาตามทางเรื่อย ๆ อากาศดีมาก นึกว่าอยู่เมืองนอก มองข้างทางมีแต่ภูเขา มีหมอกคลุมไม่เยอะมาก กำลังดีเลย คิดในใจคุ้มจริง ๆ ขับมาประมาณ 20 นาที ก็ถึงจุดชมวิว กม. 42 เป็นป้ายหลักกิโลเมตรที่เขาว่ากันว่าเป็นหลักกิโลเมตรที่สวยที่สุดในประเทศไทย พอมาถึง โอ้โห !!! มีอยู่ 4 คน เป็นพี่ ๆ ที่ขึ้นมาถ่ายรูปยามเช้า มีโอกาสได้ทักทาย พูดคุยกัน เป็นคนเชียงใหม่ 2 คน คนกรุงเทพฯ อีก 2 คน หลังจากนั้นก็เก็บภาพไปเรื่อย ๆ สวยมากจริง ๆ ชอบ คืออาการปวดเข่านี่หายวับเลย บรรยากาศแบบ หมอกค่อย ๆ เคลื่อนผ่านภูเขา สวยชิบบบบ +o+

          แต่ที่หนีไม่พ้นคงจะเป็นความรู้สึกที่คิดถึงคนคนหนึ่งที่เคยมาด้วยกัน ที่นี่คือสถานที่ที่ผมคบกับแฟนครับ นึกถึงช่วงเวลาเก่า ๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน รู้สึกแย่มากที่ช่วงเวลาหนึ่งเคยทำไม่ดีด้วย นึกถึงวันแรกที่คบกัน อะไร ๆ ก็ดี อยากกลับไปเริ่มต้นใหม่ ทำอะไร ๆ ให้ดีกว่าเดิม หลาย ๆ อย่างครับ แนะนำให้ลองดูครับ เห็นความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

          สภาพอากาศที่นี่หนาวกำลังดีครับ ไม่หนาวเท่าตอนหน้าหนาว และที่สำคัญบรรยากาศน่านั่งมองมากกว่าหน้าหนาวแน่นอน เพราะแทบไม่มีคนเลย หน้าหนาวนี่แย่งกันดูครับ เบียด ๆ บ้าง มองไปมองมาบางทีก็งงนะ นี่พระอาทิตย์หรือหัวคนนี่ ทำไมใสจริง ๆ พูดเล่นนะครับ

          ผ่านไปสักระยะหนึ่งพวกพี่ ๆ ก็เริ่มย้ายสถานที่ไปถ่ายที่อื่นครับ พี่เขาแนะนำวัดมหาเจดีย์บนยอดดอยครับ ไม่ไกลมาก, น้ำตกผาดอกเสี้ยว บริเวณบ้านแม่กลางหลวง แล้วก็ที่พวกพี่เขาดูตื่นตาตื่นใจที่สุดคงหนีไม่พ้น ป่าบงเปียง อำเภอแม่แจ่ม เราก็นั่ง ๆ กินบรรยากาศไป สักพักก็เปลี่ยนที่ครับ

          สถานี 10 : "นภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ" พระมหาธาตุเจดีย์แห่งอินทนนท์

          ขับมาไม่ไกลครับประมาณ 500 เมตร จากจุดชมวิว มีเก็บค่าผ่านทางประมาณคนละ 40 บาทครับ จอดรถเสร็จก็เดินดูวิวรอบ ๆ ครับ อากาศดี ๆ เราก็อยากทำอะไรเนอะ ต้นไม้ ดอกไม้ เขียวขจี สวยมาก ไปเจอพวกพี่ ๆ ที่เจอตรงจุดชมวิวอยู่บนเขาโน้น เอ๊ะ ! ก็สงสัยขึ้นไปยังไง เขาก็แนะนำให้ลองปีนขึ้นไปดู ทางค่อนข้างชันและลื่นนะ เราก็ปีนขึ้นไปดูบนโน้นเลย สวยมาก เห็นทะเลหมอก สวยจริง ๆ ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเท่าตาเห็น...เป็นบุญตาจริง ๆ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          อยู่ที่นี่ได้ไม่นานครับ เพราะมีอีกสถานที่ที่น่าดึงดูดใจมากกว่า นั่นก็คือ.....

          สถานี 11 : นาขั้นบันได ป่าบงเปียง อำเภอแม่แจ่ม

          ตื่นเต้นมาก ๆ ครับ ก่อนมาพี่เขาก็แนะนำให้ขับเลนกลาง ๆ นะ ถนนลื่นกว่าทางขึ้นจุดชมวิวมากแค่นั้น ไอ้เราก็ไม่คิดอะไรเลย ลื่นเหรอไม่กลัวหรอก...ไหว ไหน ๆ ก็มา ร่างกายยังไหว ยังไงก็ต้องไปเหยียบให้ได้

          ป่าบงเปียงตั้งอยู่ในอำเภอแม่แจ่มครับ เลยจากด่านตรวจจุดที่สองตรงมาประมาณ 100 เมตร จะมีทางเลี้ยวด้านซ้ายมีป้ายเขียนว่าไปแม่แจ่ม ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ขับไปตามทางเลยครับ ถนนลื่นจริง ๆ ใบไม้ตรงพื้นค่อนข้างเยอะ มีโค้งมาก พอไปถึงทางแยกจะมีป้ายเลี้ยวขวาไปน้ำตกห้วยทรายเหลือง ตามไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถามทางชาวบ้านแถวนั้นให้เลี้ยวซ้าย จะมีทางไปป่าบงเปียงครับ แต่ไม่มีป้ายบอกทาง ทางไปจะไม่ใช่ถนนแล้ว เป็นโคลนเละ ๆ และเต็มไปด้วยหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่เยอะครับ ผมขับไปประมาณ 500 เมตร เป็นทางชันลงไปครับ แบบว่าบังคับยากมาก เบรกไม่ได้ และล้อมอเตอร์ไซค์แฉลบหินครับ ตูม ๆ กระเด็นไปคนละทางกับมอเตอร์ไซค์ กระแทกพื้นแรงมาก หินเยอะมากครับ แบบว่าโคตรเจ็บเลย ล้มไปมีแต่หิน ได้ของฝากมาเพียบ แผลเหวอะเฉพาะที่มีประมาณ 20 ที่ เลือดไหลเพียบ กระดูกซี่โครงช้ำสองข้าง และกระดูกเท้าขวาบวมครับ

          แต่ก็ไม่ได้ทำให้พยายามล้มลงแต่น้อย (หราาาา) เจ็บปวดรวดร้าวมาก นอนอยู่กลางทางเลย หวังจะมีรถผ่านไปมาสักคันเผื่อช่วยพยุงหน่อย ลุกไม่ไหว ผ่านไปก็แล้ว ไม่มีรถผ่านเลยครับ เบรกที่เท้าหักครับ พับสวนมาอีกฝั่ง เละมากจริง ๆ เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยโคลน กลั้นใจลุกขึ้นมายกมอเตอร์ไซค์ขึ้นแล้วขับต่อ ทางไปนี่ทรหดมาก แบบว่าเดินไวกว่า ต้องค่อย ๆ ไป วิบากสุด ๆ ขับไปประมาณครึ่งชั่วโมงไม่มีรถสวนมาเลย ทางก็มีแต่ป่า ไม่มีป้ายเลย ผมนี่เริ่มหลอน ผีไม่กลัวครับ แต่ที่กลัวกว่าคือจะโดนเสือจับไปกินเป็นข้าวเช้าไหมเนี่ย แบบว่าถ้ากระโจนมาหนียังไง คิดขนาดนี้เลย ขับไปประมาณชั่วโมงหนึ่งครับ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เจอป้ายบอกทาง ความรู้สึกของผมนี่แบบเหมือนเจอแสงที่ปลายอุโมงค์ คือเหนื่อยล้ามาก ปวดเนื้อปวดตัว เจ็บแผล เลือดก็ไหลไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่กล้าพักครับ กลัวเสือคาบไปกิน

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          และเราก็ถามชาวบ้านแถวนั้นว่าป่าบงเปียงไปทางไหน เขาก็บอกที่นี่แหละครับ ลองเดินไปอีกนิดหนึ่งสิ ไอ้เราก็โล่งใจ มีจริง ๆ ที่นี่ พอจอดรถเสร็จก็เดินลงมา สักพักเริ่มเห็นวิวนาขั้นบันไดป่าบงเปียง คืออุทานออกมาเลยว่า...เฮ้ยสวยจัดเลย จัดจ้านจริง ๆ สวยไปไหม ภาพที่เห็นคือวิวนาขั้นบันไดมีภูเขาอยู่ด้านหลังครับ มีเมฆค่อย ๆ เคลื่อนผ่านเหมือนใน Time-lapse เลย คือสวยจริง เรายืนมองวิวค้างอยู่หลายนาทีเลย แล้วก็ดูแผล คิดว่าคุ้มจริง แผลแค่นี้แลกกับได้เห็นวิวนาขั้นบันไดป่าบงเปียง...เทียบไม่ได้เลย เป็นภาพความรู้สึกที่ตรึงในใจมาก สวยจริง ๆ

          สิ่งที่เราได้รับอีกสิ่งหนึ่งนอกจากแผลนั่นก็คือความคิดที่ว่า "ช้างเผือกนั้นมักอยู่ในป่าลึก" เช่นกันครับ การจะเข้าไปเห็นธรรมชาติที่สวยงามจริง ๆ นั้น อย่ากลัวการเดินทางไกลครับ บางทีอาจลำบาก ทุลักทุเล แต่เชื่อเถอะครับมันคุ้มจริง ๆ 

          หลังจากเราเดินดูรอบ ๆ เสร็จก็เตรียมกลับแล้วครับ ไม่ไหวแล้ว ปวดไปทั้งตัวเลย มีแต่โคลน ก็เลยตัดสินใจกลับทางเดิม ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงบ้านแม่กลางหลวง กะจะไปน้ำตกผาดอกเสี้ยวครับ อยากไปมาก ๆ แต่ดูจากสภาพแล้วขอไว้ทริปหน้าดีกว่าครับ การเดินทางไปน้ำตกผาดอกเสี้ยวต้องเดินเท้าประมาณ 2.5-3 กิโลเมตร รถเอาเข้าไปจอดได้แค่ตรงอุทยาน ใช้เวลาเดินประมาณ 1-2 ชั่วโมงครับ ถ้าสนใจจะไปต้องติดต่อคนแถวนั้นเขาจะคิดหัวละประมาณ 150-200 บาทต่อหัว ไม่แน่ใจครับ แต่แนะนำให้ไปดูครับ

          หลังจากนั้นก็ล้างรถ ล้างเนื้อล้างตัว ล้างแผลให้เรียบร้อย แล้วก็เตรียมออกเดินทางไปพักผ่อนในเมืองก่อนครับ ช่วงที่เราพักผ่อนอยู่ในเมืองไม่มีอะไรน่าสนใจครับ ขอย่อไปเลยแล้วกัน

          สถานที่ต่อไปชื่อสถานที่นี่เราได้เคยได้ยินชื่อนี้มานานแสนนาน ได้ยินคำล่ำลือว่าสวยนักสวยหนา ชาตินี้ต้องไปสักครั้ง และอีกอย่างเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อ Slow life city ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง ก็อยากลองไปดูสักครั้ง

          สถานี 11 : ดอยหลวงเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ (พีคสุดดดดดดด)

        ตอนนี้เราได้นำมอเตอร์ไซค์ไปคืนที่ร้านเช่าเรียบร้อย โดนค่าเสียหายไปเป็นธรรมเนียม หลังจากเก็บข้าวของเสร็จเราก็เดินทางโดยโบกรถแดงไปที่สถานีขนส่งช้างเผือก การเดินทางไปเมืองเชียงดาวสามารถเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางเชียงใหม่-ท่าตอน หรือรถตู้ก็มีเช่นกัน ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร ถึงตัวเมืองเห็นจะได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งครับ เราเลือกเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางเชียงใหม่-ท่าตอน ใครจะโดยสารโดยใช้วิธีนี้ให้มองหาป้ายนี้ครับ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ค่าโดยสารคนละ 40 บาท หลังจากขึ้นรถก็นั่งตามเลขตั๋วเลย

          นั่งไปสักพักก็มีลุงมานั่งข้าง ๆ ชวนเราคุยเกือบตลอดทาง คุยไปสักพักลุงก็หลับไป แต่เดี๋ยวนะ ลุงงงงงงงงงงง !! ZzZZzzzzzz

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          พอมาถึงเมืองเชียงดาวเราก็ลงที่ท่ารถเชียงดาว รถจะมาจอดพักที่นี่ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นก็โบกมอเตอร์ไซค์ไปที่ด่านอนุรักษ์สัตว์ป่าครับ ระยะทาง 8 กิโลเมตร จากตัวเมือง ค่าเสียหาย 60 บาท ที่ด่านจะมีค่าเข้าอีก 20 บาท ถ้ามียานพาหนะมาด้วยก็เสียอีกคันละ 30 บาทครับ หลังจากนั้นก็คุยกับน้า ๆ ทหารที่ด่าน เขาบอกให้รอสักพักแล้วโบกรถชาวบ้านขึ้นไป

          ระหว่างทางก็มีโอกาสได้คุยกับกลุ่มนักท่องเที่ยวครับ แบบว่าเมืองนี้มีฝรั่งมาเที่ยวเยอะมาก เห็นอยู่หลายสิบครอบครัวอยู่เหมือนกัน

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          คนนี้เป็นชาวอิตาเลียนครับ ชอบถ่ายรูปสัตว์ แนะนำชื่อผีเสื้อหลาย ๆ ชนิดให้ได้รู้ด้วย แต่เราก็จำชื่อไม่ได้หรอก เรียกยาก --"

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          พอมีรถผ่านมาเราก็โบกขอติดไปด้วยเลยครับ ที่พักของเราชื่อบ้านระเบียงดาวครับ มีคนรู้จักแนะนำให้มาพักที่นี่เพราะประทับใจมาก ระยะทางจากด่านไปบ้านระเบียงดาวประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นโค้งเยอะและถนนค่อนข้างแคบ ที่พักสามารถนำรถขึ้นมาจอดได้นะครับ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          พอมาถึงก็เดินดุ่ม ๆ ลงมาตามทาง ก็เจอที่พักบ้านระเบียงดาวครับ ความประทับใจครั้งแรกที่มองไปเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวถึงกับต้องร้องอุทานขึ้นมาว่า อุ๊ตะ ! สวยจังวะ สวยจัดจริง ๆ ภาพที่เห็นคือระเบียงที่พักที่ยื่นออกไป จากตรงนั้นมองไปเห็นเขาได้เกือบทั้งลูก อารมณ์แบบ Panorama เลยครับ สวยไปอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วที่พักที่นี่เป็นที่พักยอดฮิต ณ ตอนนี้ ที่พักได้เต็มไปถึงปลายปีแล้วครับ แต่เราเนี่ยไม่รู้อะไรเลย เดิน walk in เข้ามา แต่วันนี้พระเจ้าเข้าข้างเราครับ เพราะที่พักยังว่างอยู่

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          หลังจากที่พี่ที่ดูแลที่พักพาไปเก็บของเสร็จ พี่เขาก็แนะนำให้เดินลงไปดูรอบ ๆ หมู่บ้านครับ แต่เราขอนั่งมองวิวก่อนละกัน มันสวยจัด ได้ใจจริง ๆ ที่นี่มีบริการให้ชาร์จแบตแค่ตรงเคาน์เตอร์นะครับ ที่ห้องพักมีไฟให้เพียง 2 ดวง ตอนกลางวันจะเปิดไฟไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าแอร์ไม่มีและพัดลมก็ไม่มีแน่นอนครับ อยู่กับธรรมชาติ นอนกับธรรมชาติเลย และอีกอย่างที่ไม่มีให้คือสัญญาณโทรศัพท์หาได้ยากจริง ๆ ครับ ถ้าอยากโทรศัพท์หาญาติพี่น้องคงต้องเดินหา ๆ หน่อย ซึ่งหายากมาก เล่นเฟซบุ๊กนี่บอกเลยว่าแทบจะหมดสิทธิ์ครับ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ที่นี่จะอยู่ในละแวกของหมู่บ้านชาวเขาลีซอครับ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ จากที่เห็น มีคนอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 30 คนครับ เท่าที่เห็นด้วยตา ชาวบ้านที่นี่เป็นมิตรมากครับ เดินสวนกันก็ยิ้มให้ทุกคน ต่างจากในเมืองหลวงมาก ๆ อยู่กันเงียบ ๆ ครับ ส่วนใหญ่จะเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูกัน เข้าใจเลยว่าชีวิตแบบ Slow Life เป็นอย่างนี้นี่เอง เหมาะสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนมาก ๆ ครับ แนะนำที่นี่เลย

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          เดิน ๆ ไปก็เจอเด็กสองคนนี้ครับ เราถามว่าทำอะไรกัน เด็กก็บอกว่าละผะบู้ ละก็หยิบผักบุ้งขึ้นมา แล้วก็บอกว่า นี่ ๆ ผะบู้ ๆ พูดไม่ทันขาดคำสาดน้ำมาเกือบโดนเรา 5555 ดีนะอยู่ไกล เด็กก็วิ่งมาบอก พี่ ๆ มายืนตรงนี้ดิ จะได้สาดโดน หึหึ เรื่องอะไรล่ะครับ 555 ยืนดูวิถีชีวิตของเด็กพวกนี้ก็ตลกดีครับ ล้างผักบุ้งเสร็จก็กระโดดเหยียบผักบุ้งละก็หัวเราะ สนุกสนาน 5555 วิถีชีวิตของเด็กที่นี่ดูมีความสุขกันมาก ชีวิตเรื่อย ๆ ไม่ค่อยมีเรื่องให้ปวดหัวครับ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ทางเดินจะวนกลับมาถึงหน้าที่พักครับ พอเราเดินมาจนกลับมาที่เดิม เราก็ได้ยินเสียงคนเล่นดนตรีครับ ฟังจากเสียงแล้วเป็นเครื่องดนตรีไทยท้องถิ่นครับ เพราะมาก ๆ เรานี่มานั่งมองวิวหมอกค่อย ๆ เคลื่อนผ่านภูเขา โคตรฟินบอกเลย...

          พอตกเย็นที่นี่จะมีอาหารเย็นให้ทานครับ สามารถนั่งทานที่เคาน์เตอร์หรือว่านั่งทานที่ระเบียงหน้าที่พักก็ได้ครับ เรานั่งตรงเคาน์เตอร์ สวยมาก ๆ กินไป มองวิวไป โอ๊ยฟินจริง ต้องลอง ๆ ฮ่า ๆ รสชาติอาหารไม่ขี้เหร่ครับ หรือเราไม่ได้ทานอะไรดี ๆ มาหลายวันก็ไม่ทราบ ฮ่า ๆ กินเกลี้ยงเลย

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          หลังจากทานอาหารเสร็จก็นั่งเล่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงไปเรื่อยครับ ไม่มีโทรศัพท์ให้เล่น อากาศที่นี่ตอนกลางวันค่อนข้างร้อนครับ แต่ไม่เท่ากับในเมือง อากาศจะสดชื่นกว่ามาก พอพระอาทิตย์ตกอุณหภูมิก็จะลดลงเรื่อย ๆ อากาศเย็นกำลังสบายเลย เหมือนเปิดแอร์ยังไงยังงั้น พอรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็เริ่มมืดครับ เราก็อาบน้ำอาบท่าอะไรให้เรียบร้อย ที่นี่พอตกดึก ๆ บรรยากาศเริ่มคึกคักครับ เอาละสิ ! แมลงครับ แมลงต่าง ๆ จิ้งหรีดบรรเลงเพลงให้ฟังไม่หยุดหย่อน รู้สึกผ่อนคลายไปอีกแบบ (หราาาาา)

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          ที่พักจะเป็นกระท่อมเล็ก ๆ ด้านในมีเพียงเตียงกับมุ้งไว้กันแมลงครับ ทุกกระท่อมจะมีระเบียงหน้าที่พักครับ เอาไว้นั่งคุย นั่งทานอาหาร นั่งกินบรรยากาศ หรือเอาไว้นั่งชมดาวตอนกลางคืนครับ พอตกดึกที่นี่แทบจะไม่มีแสงไฟเลยครับ ต่างจากในเมืองมาก ๆ และสิ่งที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนมาก ๆ คือดาวครับ ดาวสวยมาก เห็นแล้วเคลิ้มมาก ๆ ลมเย็น ๆ นั่งดูดาว ดีจริง ๆ ไม่รอช้าครับเอากล้องมาถ่าย บอกไว้ก่อนว่าเราก็ถ่ายดาวไม่เป็น อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี เลยถ่ายดูตามที่รู้มาพอ

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          กดไปได้ 6 รูปครับ แค่ 6 รูปเท่านั้น ดำเกือบทุกรูปครับ มีรูปเดียวที่ใช้ได้ จากนั้นเราก็ไม่ถ่ายละ นั่งดูดาวดีกว่า มันสวยจริง ๆ นั่งจนเคลิ้มครับ เสียดายเก็บภาพมาไม่ได้ หลังจากนั้นก็จัดข้าวของละก็นอนครับ พรุ่งนี้กะจะตื่นมาถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น

          รู้สึกตัวอีกทีเวลาตีห้าครับ ฟ้าเริ่มสว่าง จริง ๆ ลืมตั้งนาฬิกาปลุกครับ แต่ว่าตื่นเพราะมีนาฬิกาปลุกธรรมชาติ นั่นก็คือไก่นี่แหละครับ วิ่งอยู่เต็มเลย ข้าง ๆ กระท่อม แข่งกันขันไม่หยุด ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจนิดหน่อย ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำเสร็จก็เดินมาที่จุดชมวิวครับ ชาวบ้านที่นี่ตื่นเช้ามาก หกโมงก็แทบจะตื่นกันทุกคนแล้วครับ 

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          อากาศยามเช้าดีมาก ๆ ครับ เย็นสบาย สดชื่นมาก มองไปที่ภูเขาเห็นทะเลหมอกค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปช้า ๆ สวยงามจริง ๆ หลังจากนั้นพี่ที่ดูแลก็นำข้าวต้มมาให้ทานครับ ทานไป ดูวิวไป โอ้โห !!! ชีวิตดีอีกแล้ว หลังจากนั้นก็เดินเล่น ทำอะไรไปเรื่อย ซึ่งเราก็ถามพี่ที่ดูแลว่าจะสามารถกลับได้อย่างไรบ้าง แล้วก็เป็นบุญอีกครั้ง เมื่อพี่ที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ดันได้ยินครับ เขาก็เลยอาสาให้เราติดรถไปด้วย เพราะท่านจะเข้าเมืองอยู่แล้ว เป็นพระคุณจริง ๆ

          ชื่อพี่กบกับพี่นกครับ ขอบพระคุณพี่มาก ๆ ครับที่ให้ติดรถมาลงในเมือง ระหว่างทางก็แวะซื้ออโวคาโดที่ชาวเขาเป็นคนปลูกครับ นำมาเป็นของฝากให้ญาติ ๆ ที่นี่ขาย 3 กิโลกรัม 100 บาทครับ หลังจากกลับมาลงในเมืองก็เดินเล่นในเมือง ก็เปื่อย ๆ ไม่มีอะไรทำ อีกอย่างคิดถึงคนที่รอเรากลับบ้านอยู่ด้วย ก็เลยไปซื้อของฝากที่ตลาดต้นพยอมครับ ได้แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม และไส้อั่วมาครับ จากนั้นก็โบกรถแดงไปสนามบินเลย ไปเดินดูรอบ ๆ ละก็ซื้อตั๋วกลับกรุงเทพฯ เลยครับ


ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง

          "ตอนนี้เรารู้แล้วครับว่า เราควรกลับไปหาคนที่เรารัก และคนที่รอเรากลับอยู่ที่บ้านนะครับ ความรู้สึกจากวันแรกจนถึงวันนี้ได้เปลี่ยนไปเยอะครับ"


          "เราคิดว่าการเดินทางคนเดียวมันสอนอะไรเราได้มากหลาย ๆ เรื่องเลยครับ ได้เรียนรู้ความผิดพลาด ได้ไปเห็นอะไรใหม่ ๆ ได้ฝึกให้เราเป็นคนอดทน ได้สอนให้เรารู้จักพอ ขัดเกลาให้จิตใจเราแข็งแกร่งขึ้นมากเลยครับ จริงอย่างที่ว่าครับ การเดินทางไม่เคยทำให้ใครโง่ครับ"

          มีคำคมจากพี่ Page : High on dream ครับ ชอบคำคมพี่เขามาก ๆ เขาบอกว่า "ชีวิตก็เหมือนการเดินทางครับ อาจจะตัดสินใจเดินผิดทางไปบ้าง แต่ก็คิดซะว่าไม่เห็นเป็นไรเลยครับ อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้และได้เห็นอะไรมากขึ้น"

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณสมาชิกหมายเลข 2500536 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
สะพายกระเป๋าเที่ยวเหนือหน้าฝน ตะลุยเชียงใหม่-ลำปาง โพสต์เมื่อ 31 สิงหาคม 2558 เวลา 17:56:28 14,059 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP