ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวรัสเซียได้ด้วยตัวเอง คู่มือและรีวิวฉบับสมบูรณ์

รัสเซีย
ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวรัสเซียได้ด้วยตัวเอง (คู่มือและรีวิวการท่องรัสเซียและตุรกีฉบับสมบูรณ์) ตอนรัสเซีย

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณมิลานน้อย สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

          ถ้าเอ่ยถึง "รัสเซีย" หรือชื่อทางการว่า "สหพันธรัฐรัสเซีย" หลายคนคงนึกถึงภาพความงดงามของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ thaiembassymoscow.com) และสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากลองไปสัมผัสและทักทายกับรัสเซียสักครั้ง แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตรงไหน อย่างไร ก็ลองตามบันทึกการเดินทางของ คุณมิลานน้อย สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ได้ไปเยือนรัสเซียพร้อมกับแชร์ประสบการณ์ ขั้นตอนการเตรียมตัวเที่ยวรัสเซีย และสถานที่ท่องเที่ยวในรัสเซียมาฝากกัน อ๊ะ ๆ ขอบอกก่อนว่าถ้าคุณอ่านจนจบแล้วจะไปเที่ยวรัสเซียแบบสบาย ๆ โดยไม่ต้องง้อทัวร์เลยทีเดียวล่ะ ^_^


          ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า "สวัสดีและขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ล้นหลามจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน"  หลังจากที่ผมได้ทำกระทู้รีวิว ใคร ๆ ก็ไปญี่ปุ่นได้ด้วยตัวเอง (คู่มือและรีวิวการไปเที่ยวญี่ปุ่น ฉบับสมบูรณ์) ก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี จากในและนอกกระทู้ โดยเฉพาะข้อความหลังไมค์ที่มีมากมายอย่างที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน ทั้งข้อความขอบคุณ การขอไปแชร์ต่อ หรือที่มากที่สุด คือ คำถาม และซึ่งทุกคำถามผมก็ดีใจและยินดีที่จะตอบอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ จากทุกคำถามและของทุกคน แม้กระทู้นี้อาจผ่านไปนานแต่ผมก็ดีใจว่ามีหลายคนได้ใช้ประโยชน์จากกระทู้ ดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้ และที่กล่าวไปมันทำให้ผมรู้สึกดีจริง ๆ สำหรับทุกข้อความหลังไมค์และหน้าไมค์ ต้องบอกว่าทุกข้อความจริง ๆ ครับ แต่...มันมี 1 ข้อความ จากหลังไมค์ และ 1 ข้อความ จากในกระทู้ที่ทำให้ผมสะดุดตาและสะกิดใจ

          ข้อความหลังไมค์  "...ขอบคุณสำหรับข้อมูล มาทำรีวิวแบบนี้บ่อย ๆ นะคะ หรือถ้าทำหนังสือขายช่วยรบกวนบอกด้วย"

          ข้อความในกระทู้ "รบกวนอีกครั้ง ถ้าคุณเขียนหนังสือออกมาเป็นรูปเล่ม คุณเจ้าของกระทู้ช่วยบอกดิฉันด้วยนะคะ ดิฉันจะไปอุดหนุนคนต้น ๆ เลย..."

          คำว่าสะกิดใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการคิดทำหนังสือขายหรอกนะครับ (เพราะรู้ถ้าทำขายจริงก็คงไม่มีใครซื้ออ่าน เพราะฝีมือผมยังไม่ใช่ระดับมืออาชีพที่พอจะทำขายใครได้) แต่สะกิดใจตรงที่ผมควรตอบแทนสังคม สังคมเล็ก ๆ ที่ผมเข้ามาเล่น เข้ามาอ่านอยู่ทุก ๆ วัน สังคมพันทิป (ก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยไปเที่ยวมาหลายที่ แต่ไม่เคยได้ทำรีวิวหรือเคยทำก็แบบก๊อกแก๊ก แบบหมายังเมิน) และอีกอย่างเพื่อเป็นการเขียนไดอารี่ส่วนตัว และเป็นการบันทึกการเดินทางของตัวเราเองไปด้วย มันจึงเป็นการจุดประกายและได้ทำรีวิวนี้ขึ้นมา ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวรัสเซียกับตุรกีได้ด้วยตัวเอง (คู่มือและรีวิวรัสเซียและตุรกี...ฉบับสมบูรณ์) 

          ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่าทำไมต้องเป็น "รัสเซีย" กับ "ตุรกี" และทำไมต้องเป็นพันทิป เนื่องจากผมไม่มีเพจ facebook บล็อก หรือเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่ด้วยเหตุที่เป็นคนชอบท่องเที่ยว เลยอยากที่จะแชร์ ข้อมูลในสิ่งที่ผมได้เห็น ได้รู้มาจากสถานที่จริงบ้าง หน้าหนังสือบ้าง เว็บไซต์บ้าง หรือสื่อชนิดต่าง ๆ บ้าง ให้เพื่อนที่ชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน หรือเพื่อนที่อยากไปเที่ยว "ตุรกี" กับ" รัสเซีย" แต่ยังไม่มีโอกาสไปได้รับทราบข้อมูล หรือได้ประโยชน์มากที่สุดจากข้อมูลนี้ ดังนั้น เว็บไซต์ Pantip จึงเป็นช่องทางแรกและทางเดียวที่ผมพอจะคิดออก ในการเลือกที่จะแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปสู่เพื่อนสมาชิกชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกท่าน และเหตุผลที่ผมเลือกจะเดินทางไปตุรกีและรัสเซียในเวลาเดียวกัน...เพราะ

          1. สองประเทศนี้เป็นประเทศที่ไปง่าย เพราะคนไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คิดจะไปตอนไหนก็ไปได้เลย ไม่ต้องไปขอวีซ่าให้เสียเวลาและเสียเงิน

          2. ราคาค่าตั๋วเครื่องบินไป {ไทย ไป-กลับ ตุรกี อยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท} {ไทย ไป-กลับ รัสเซีย 25,000 บาท} และถ้าเราคิดจะไปเที่ยวสองประเทศนี้ ชีวิตเราต้องมีเงินค่าตั๋วเครื่องบินไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท แต่.....  {ไทย ไป ตุรกี >> ตุรกี ไป รัสเซีย >> รัสเซีย กลับ ไทย ไม่ว่าจะเริ่มต้นที่ไหน ไปสายการบินอะไร จะยังไงก็แล้วแต่ ราคาค่าตั๋วทั้งหมดจะอยู่รวมกันไม่เกินราคา 28-30,000 บาท} ดังนั้น ก็แปลว่าถ้าเราไปเที่ยวสองประเทศนี้ในเวลาเดียวกัน เราจะประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินได้อีกคนละสองหมื่นกว่าบาทเลยทีเดียว

          3. มีหนังสือเล่มหนึ่งของคุณมิสเตอร์พาสปอร์ต ชื่อ "เที่ยวที่สุดบนโลกใบนี้” ใจความในหนังสือบอกว่า "ถ้าคุณยังไม่เคยไปยุโรปตะวันออก โปรดอย่างเพิ่งไปรัสเซีย เพราะถ้าคุณไปรัสเซีย ยุโรปตะวันออกเกือบทุกประเทศจะดูเด็ก ๆ ไปเลย" ทำให้ผมเกิดความสงสัยว่ามันจะจริงเหรอ และพอไปเข้าจริงต้องยอมรับเลยครับว่าเขาพูดถูกจริง ๆ เลยครับ

          4. มีคนเคยกล่าวว่า อยากเห็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมันต้องไปดูที่โรมและอิสตันบูล แต่ถ้าอยากเห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิออตโตมันไปในเวลาเดียวกัน ต้องไปที่อิสตันบูลเท่านั้น เหตุผลหลัก ๆ แค่สี่ข้อนี้ มันก็เพียงพอที่ผมเลือกจะไปเที่ยวสองประเทศนี้ในเวลาเดียวกันได้แบบไม่ลังเล

          อย่างที่ผมเคยบอกและต้องบอกอีกครั้งว่า ผมขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่เซียน ไม่ใช่กรูรูที่รู้หมดทุกอย่าง ผมไม่ใช่คนที่เขียนบทความเก่งขั้นเทพถึงขนาดเขียนบทความขายเหมือนคนอื่นเขาได้ แต่กระทู้นี้ผมพยายามตั้งใจทำ โดยรวบรวมข้อมูลที่ตัวเองรู้ เห็น และได้เจอมากับตัว และข้อมูลจากหนังสือและเว็บไซต์ต่าง ๆ เพียงเพราะหวังว่ากระทู้ที่ผมจะเขียนต่อไปนี้คงได้ประโยชน์ต่อใครหลายคน และหวังถึงขนาดที่ถ้าใครคิดจะไปเที่ยวรัสเซียหรือตุรกีไม่ต้องไปซื้อหนังสือเล่มไหนมาอ่านให้เสียตังแล้ว เพราะถ้าคุณอ่านรีวิวผมตั้งแต่ต้นจนจบ ผมกล้ารับประกันเลยว่า ต่อให้คนที่ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศมาก่อนก็ไม่มีปัญหาที่จะไปเที่ยวสองประเทศนี้แน่นอน

          ป.ล. ผมพยายามเขียนข้อมูลให้เข้าใจง่ายและละเอียดที่สุด (ตั้งแต่วันที่มีความคิดจะไปตุรกีหรือรัสเซียจนถึงวันที่เดินทางกลับมาเมืองไทย) หากข้อมูลส่วนไหนเพื่อนสมาชิกท่านใดทราบอยู่แล้วโปรดจงข้ามไปอ่านหัวข้อต่อไป หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนสมาชิกท่านอื่น 

          เรื่องค่าใช้จ่ายผมไม่ขอบอกแล้วกันว่าผมใช้รวมไปตลอดทริป เท่าไหร่ (แต่แอบกระซิบถ้าไม่รวมตั๋วเครื่องบินบอกตรง ๆ ว่าถูกโคตร ๆ) เพราะถ้าหากบอกไปว่าทริปนี้ผมใช้ไป 2 หมื่นบาท 3 หมื่นบาท 4 หมื่นบาท หรือ 1 แสนบาท เดี๋ยวจะมีคนสงสัยว่า

          - ไอ้ .... บาท (ที่กล่าวมา) ใช้อะไรไปบ้าง ?
          - หรือมีวิธีไหนบ้างที่ใช้ได้ถูกกว่านี้ ?
          - ทำไมคุณไปเที่ยวแล้วแพงจัง หรือทำไมคุณไปเที่ยวได้ถูกจัง

          ผมจึงไม่ขอบอกดีกว่าว่าตลอดทริปผมใช้อะไรไป กี่บาท แต่ผมจะขอแจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายที่จำเป็น เป็นวัน ๆ ให้เห็นกันไปเลยดีกว่า ส่วนจะถูกจะแพงก็แล้วแต่ตัดสินใจ จะตามหรือจะเลี่ยงไม่เอาอย่างก็แล้วแต่ดุลพินิจ เพื่อเป็นบรรทัดฐานเดียวกันของนักท่องเที่ยวทุกคน ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผมขอบอกแต่ค่าใช้จ่ายที่จำต้องจ่าย (ค่าเดินทาง ที่พัก ค่าเข้าชม) ส่วนค่ากิน ค่าช้อป ค่าขนม ค่าน้ำ ค่ารถ ค่าอะไรเล็กน้อย ไม่ถึง 100 บาท ผมขอไม่กล่าวแล้วกัน เพราะค่าใช้จ่ายพวกนี้มันแล้วแต่ตัวบุคคล เพราะบางคนกินแพง บางคนกินถูก บางคนกินน้อย บางคนกินมาก ต่าง ๆ กันไป

          *** รีวิวนี้ผมจะใช้สมมติฐานว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ดังนั้น ผมจะรีวิวให้ละเอียดกันแบบสุด ๆ ไปเลย เพื่อประโยชน์ของเพื่อนสมาชิกที่สนใจได้อ่านและเข้าใจง่ายที่สุด หากท่านใดทราบส่วนไหนแล้วอย่าเพิ่งรำคาญนะครับ ถือว่าให้คนที่ยังไม่รู้ได้รู้แล้วกัน

          สุดท้ายนี้อยากบอกว่าจริง ๆ แล้ว ผมอยากนำเนื้อหาทั้งหมดเอามาลงในกระทู้เดียว เพราะถ้าทำหลายกระทู้เกรงว่ามันจะกลายเป็นกระทู้ขยะหรือกระทู้ไม่น่าสนใจ แต่ซึ่งด้วยความยาวของเนื้อหา มันเยอะ มาก ๆ เยอะเกินกว่าที่จะนำมาลงได้ในกระทู้เดียวได้หมด ดังนั้น เพื่อความสะดวกต่อคนทำและคนอ่าน ผมจึงขอแยกเนื้อหาเป็นสองกระทู้ สองภาค สองตอน สองประเทศ ซึ่งวันนี้ผมขอเริ่มด้วยตอนรัสเซียก่อนเลยแล้วกันครับ

รัสเซีย

          ^^ Maiden's Tower หรือหอหญิงงามยามพลบค่ำ ซึ่งเหตุใดเรียกว่า "หอหญิงงาม" หรือ "สาวงาม" เดี๋ยวค่อยไปเล่าในตอนรีวิวตุรกีแล้วกันนะครับ

รัสเซีย

          ^^ Chesma Church (Chesmenskaya Tserkov) โบสถ์เล็ก ๆ ที่สุดแสนจะโรแมนติกในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

รัสเซีย

          ^^ ภาพ Smolny Cathedral ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจากฟิล์มสไลด์

รัสเซีย

          ^^ จุดมองพระราชวังเครมลิน ในมุมที่สวยที่สุด

รัสเซีย

          ^^ Cappadocia ในยามอาทิตย์อัสดง กับมุมที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น (และอยากบอกว่าจุดดูพระอาทิตย์ตกจุดนี้โรแมนติกมาก เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนเลยนอกจากเรา)

รัสเซีย

          ^^ มหัศจรรย์ปราสาทปุยฝ้าย Pamukkale

รัสเซีย

          ^^ ภาพพิพิธภัณฑ์แห่งชาติรัสเซีย มอสโก จากมุมมองผ่านฟิล์มสไลด์

รัสเซีย

          ^^ peterhof palace หรือพระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ ซึ่งเป็นวังที่หลาย ๆ คนบอกว่าสวยกว่าพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศสหลายเท่า (อันนี้แล้วแต่ใครจะมอง แต่สำหรับผมผมเห็นด้วยตามาแล้วทั้งสองที่ ต้องบอกว่ามันมีความคลายและต่างกันอยู่หลายจุด ซึ่งเอามาเทียบกันได้ยาก แต่ถ้าถามผมว่าชอบที่ไหน และอยากเป็นเจ้าของที่ไหนมากกว่ากัน บอกตรง ๆ ให้ผมเลือกสิบครั้ง ผมก็ไม่มีทางปันใจ ปฏิเสธปีเตอร์ฮอฟไปเลือกแวร์ซายได้เลยจริง ๆ)

รัสเซีย

          ^^ Blue Mosque ในยามอาทิตย์อัสดง จากฟิล์มสไลด์มันช่างงามยิ่งหนัก

ตุรกี

          ^^ มัสยิด Otakoy ริมน้ำสวย ๆ ในตุรกี

รัสเซีย

          ^^ โบสถ์แห่งหยดเลือด หรือ The Church of the Savior on Spilled Blood ที่ภายนอกว่าสวยแล้ว แต่ ภายในก็สวยแพ้กัน

          เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน ผมขอแยกเป็นหัวข้อดังนี้ครับ

          ** ก่อนไปรัสเซียมารู้จักรัสเซียกันหน่อย **

          ** เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง **

          1. หนังสือเดินทาง (Passport)
          2. ทำโปรแกรม
          3. วีซ่า/ไม่ต้องวีซ่า
          4. จองตั๋วเครื่องบิน
          5. จองที่พัก
          6. จองและหาวิธีการเดินทาง
          7. เตรียมอุปกรณ์การเดินทางและเครื่องใช้ส่วนตัว
          7.1 กระเป๋า
          7.2 เครื่องแต่งกายและสภาพอากาศ
          7.3 โทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสาร
          7.4 กล้องและอุปกรณ์ถ่ายรูป
          7.5 คาดคะเนค่าใช้จ่าย
          7.6 แลกเงิน

          ** คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับรัสเซีย **

          ** โปรแกรมการเดินทาง **

          วันที่ 1 : กรุงเทพฯ >> มอสโก >> เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
          วันที่ 2 : เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
          วันที่ 3 : เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
          วันที่ 4 : เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
          วันที่ 5 : มอสโก
          วันที่ 6 : มอสโก
          วันที่ 7 : มอสโก >> กลับ (เดินทางต่อไปตุรกี)

ก่อนไปรัสเซียมารู้จักรัสเซียกันหน่อย

รัสเซีย

          รัสเซีย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธรัฐรัสเซีย เป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคยุโรปฝั่งตะวันออกและเอเชียทางเหนือ และรัสเซียยังถือเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ กว่า 10,000,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยของโลกถึงหนึ่งในแปดของพื้นที่อยู่อาศัยของโลกทั้งหมด อีกทั้งรัสเซียยังเป็นชาติที่มีประชากรมากที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีประชากร 143 ล้านคน

          รัสเซียปกครองด้วยระบอบสหพันธ์สาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี ประกอบด้วย 83 เขตการปกครอง ซึ่งแบ่งได้เป็น

          # 46 มณฑล
          # 21 สาธารณรัฐ
          # 9 ดินแดน
          # 4 เขตปกครองตนเอง
          # 1 มณฑลปกครองตนเอง
          # และ 2 นครสหพันธ์ คือ มอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

รัสเซีย

          ซึ่งเมื่อดูพื้นที่ทั้งหมดไล่จากตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้ รัสเซียมีพรมแดนติดกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ (ทั้งสองผ่านมณฑลคาลินินกราด) เบลารุส ยูเครน จอร์เจีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน จีน มองโกเลีย และเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ ยังมีพรมแดนทางทะเลติดกับญี่ปุ่นโดยทะเลโอฮอตสก์ และสหรัฐอเมริกาโดยช่องแคบเบริง อาณาเขตของรัสเซียกินพื้นที่เอเชียเหนือทั้งหมด และ 40% ของยุโรป พื้นที่ทั้งหมดข้าม 11 เขตเวลา โดยมีสิ่งแวดล้อมและธรณีสัณฐานที่หลากหลาย รัสเซียมีปริมาณทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงานสำรองใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลกด้วยเช่นกัน

          ซึ่งสัญลักษณ์ของชาติ คือ "นกอินทรีย์สองหัว" ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กินอาณาบริเวณถึง 2 ทวีป ได้แก่ ยุโรปและเอเชีย

รัสเซีย

          ส่วนเวลาของมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล ที่เมืองกรีนิช 3 ชั่วโมง และช้ากว่าเมืองไทย 4 ชั่วโมง ในฤดูหนาว (เริ่มประมาณปลายเดือนตุลาคม) แต่ฤดูร้อน (เริ่มประมาณปลายเดือน มีนาคม) จะช้ากว่าเมืองไทยเพียง 3 ชั่วโมง

** เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง **

          1. ทำหนังสือเดินทาง (Passport)

          หนังสือเดินทาง (Passport) คือ การเดินทางไปท่องเที่ยวหรือศึกษาต่อในต่างประเทศนั้น ผู้เดินทางจะต้องมีเอกสารที่ใช้ยืนยันการเป็นประชากรของประเทศบ้านเกิด ก็คือ Passport หรือหนังสือเดินทาง หนังสือเดินทางจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนกับบัตรประจำตัวประชาชนในขณะที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ (ดังนั้น จึงมีความสำคัญสุด ๆ เวลาเดินทางไปต่างประเทศ)

          ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทาง

          1. รับบัตรคิว
         
          2. ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่มีเลข 13 หลัก (หากไม่มีเลข 13 หลัก ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดง) พร้อมเอกสารหลักฐานอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบข้อมูล)

          3. ในการทำหนังสือเดินทางจะมีการเก็บข้อมูลทางชีวภาพ คือ มีการวัดส่วนสูง เก็บลายพิมพ์นิ้วมือนิ้วชี้ซ้าย และนิ้วชี้ขวาด้วยเครื่องสแกนเนอร์ และถ่ายรูปใบหน้า

          4. แจ้งความประสงค์ว่าจะมารับหนังสือเดินทางด้วยตัวเอง หรือต้องการขอรับเล่มทางไปรษณีย์

          5. ชำระค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง 1,000 บาท หากต้องการให้จัดส่งทางไปรษณีย์จะต้องชำระค่าส่งไปรษณีย์เพิ่มเติมอีก 40 บาท จากนั้นรับใบเสร็จรับเงิน และรับใบนัดรับเล่ม   

          เอกสารที่ต้องใช้ในการทำหนังสือเดินทาง (Passport) >>> http://www.consular.go.th/main/th/services

          2. ทำแผนที่การเดินทาง

          ผมย้ำเสมอว่าเวลาคิดไปเที่ยวต่างประเทศ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด จะรอดหรือจะไม่รอดก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้แหละครับ คำว่าทำแผนการเดินทาง คือ การทำโปรแกรมการเที่ยวนั้นแหละครับ ว่าวันไหนไปไหน ไปอย่างไร (ทำให้ละเอียด) ไปกี่วัน จากที่หนึ่งไปที่หนึ่งไปยังไง และสำคัญ คือ ทำแผนสำรองไว้ด้วย เพราะการเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเอง ไม่เป็นไปตามแผนเสมอหรอกครับ เช่น วันนี้ทำโปรแกรมว่าจะไปสถานที่  a อยู่ที่ a ทั้งวัน แต่เอาเข้าจริงวันนั้นสถานที่ a เข้าไม่ได้เนื่องจากปิดทำการ ถ้าไม่มีแผนสำรองวันนั้นได้นั่งกินมาม่าที่โรงแรมไม่ต้องไปไหนแน่นอนครับ ซึ่งการทำโปรแกรมที่ดีควรต้องทำให้เยอะ (เขียนโปรแกรมและสถานที่ท่องเที่ยวไปให้เยอะ ๆ ให้ละเอียด ส่วนเมื่อไปถึงจริงจะไปหรือไม่ไปก็ค่อยว่ากันอีกที เพราะถ้าทำแบบนี้หากเกิดเหตุสุดวิสัย ไปสถานที่ที่กำหนดไม่ได้ก็ยังไปที่อื่นในโปรแกรมได้) และเผื่อเวลาให้มาก ๆ (สำคัญมากครับ การเผื่อเวลา เช่น ไปถึงเมือง ก 10.00 น. ต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถไปที่เมือง ก ผมแนะนำให้กะเวลาเปลี่ยนรถไฟให้นาน ๆ นานเท่าไหร่ได้ยิ่งดี เช่น ถึงเมือง ก 10.00 น. เวลาที่ควรขึ้นรถไฟไปต่อ คือ 10.20 น. หรือมากกว่านั้น เพราะถ้าเวลาน้อยเกิน เช่น มีเวลาเปลี่ยนรถไฟแค่ 5 นาที หากรถไฟคันแรกมันมาช้าไปหกนาที หรือมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เรามาไม่ทันการเปลี่ยนรถไฟ มันจะทำให้เราเกิดปัญหาได้)

          ขั้นตอนและวิธีการ >> โปรแกรมการเดินทาง

          1. เอาสถานที่ที่เราอยากจะไปมาหลาย ๆ ที่ เมื่อได้แล้วเอามาหาสถานที่ตั้งในแผนที่ดูแบบคร่าว ๆ ถึงความใกล้และไกลของสถานที่นั้น ๆ อะไรใกล้กัน ไปในทางเดียวกันก็จัดอยู่ในโปรแกรมวันเดียวกัน อะไรไกลเกิน ก็ตัดทิ้งไป

          2. เมื่อได้สถานที่แล้วก็หาวิธีการเดินทางและระยะเวลาการเดินทางจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง (ซึ่งเราหาข้อมูลการเดินทางได้จากในเน็ตหรือหนังสือท่องเที่ยว)

          3. เมื่อเรามีเป้าหมายตามข้อ 1 และวิธีเดินทางตามข้อ 2 คราวนี้เราก็จัดโปรแกรมได้ไม่ยาก โดยเราคำนวณเวลาและที่ตั้งของสถานที่ต่าง ๆ แล้วก็เขียนคร่าว ๆ ลงในกระดาษว่าวันไหนเราจะไปไหนบ้างและไปยังไง

          4. เมื่อทุกอย่างลงตัวเราก็แค่พิมพ์ใส่กระดาษแล้วนำติดตัวเดินทางไปด้วย และเมื่อไปถึงก็เที่ยวก็เดินทางตามโปรแกรม

          โปรแกรมรัสเซียของผม ดังนี้

          วันที่ 1 : กรุงเทพฯ ไปมอสโก เมื่อถึงมอสโกก็นั่งรถไฟรอบกลางคืนไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

          วันที่ 2 : ไป Peterhof Palace ตอนบ่าย ๆ ไปโบสถ์แห่งหยดเลือด วิหารคาซาน

          วันที่ 3 : ไป Chesma Church (โบสถ์สีชมพู) และ Catherine Palace ตอนบ่าย ๆ ไป Smolny Cathedral

          วันที่ 4 : ไป Hermitage Museum โบสถ์ st.isaac และป้อม Peter and Paul ตอนกลางคืนนั่งรถไฟกลับ มอสโก

          วันที่ 5 : โบสถ์ St Basil พระราชวังเครมลิน จัตุรัสแดง วิหารเซนต์ซาเวียร์ และแหล่งมรดกโลก Kolomenskoye

          วันที่ 6 : Sergiev posad และ Novodevichy Convent

          วันที่ 7 : เดินทางกลับ

          ** นี่คือโปรแกรมคร่าว ๆ ของผม แต่ขอย้ำ ๆๆ ว่าที่ผมให้ดูนี้แค่โปรแกรมคร่าว ๆ เวลาทำอย่าทำแบบนี้นะครับ เพราะต้องทำและบอกถึงวิธีการเดินทางด้วย โดยละเอียดด้วย ซึ่งฉบับสมบูรณ์ของผมทำถึงขนาด บอกถึงตำแหน่งสถานที่อุจจาระกันเลยทีเดียว ซึ่งผมจะกล่าวต่อไปถึงวิธีการเดินทางโดยละเอียดในตอนรีวิว

          3. วีซ่า (VISA)

          หัวข้อนี้ใครคิดจะไปรัสเซียอ่านดี ๆ นะครับ เพราะเป็นคำถามที่เจอบ่อยและหาข้อสรุปได้ไม่ตรงกันเสียทีในเรื่องรีจิสเตอร์ ซึ่งผมได้ไปถามเจ้าหน้าที่ที่นั่นจนได้ขอสรุปมาแล้ว

          วีซ่าในที่นี้มาจากคำภาษาอังกฤษว่า "VISA" ซึ่งหมายถึงหลักฐานการอนุญาตให้เข้าประเทศที่ทำเป็นรอยตราประทับหรือเป็นแผ่นกระดาษสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง โดยเป็นหลักการเดียวกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ถือได้ปฏิบัติว่าก่อนที่คนของประเทศหนึ่งจะเดินทางเข้าไปอีกประเทศหนึ่ง ประเทศใด ก็จะต้องไปขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศจากกงสุลของประเทศที่จะเดินทางไปเสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็จะได้รับการประทับตราวีซ่าหรือติดเป็นสติ๊กเกอร์ที่เป็นวีซ่าให้ในหนังสือเดินทางรัสเซียก็เช่นกัน หากจะเข้าประเทศรัสเซียก็ต้องมีวีซ่า เว้นแต่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ไม่เกิน 30 วัน ซึ่งเมื่อก่อนที่เราจะได้ฟรีวีซ่า 30 วันนั้น รัสเซียเป็นประเทศหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าทำวีซ่าด้วยขั้นตอนที่เยอะและยากมากประเทศหนึ่ง

          ซึ่งหากใครต้องการไปและอยู่รัสเซียเกิน 30 วัน ผมก็นำขั้นตอนการทำวีซ่ามาฝาก >> http://www.thailand.mid.ru/Win_work/Cons_pasport_th.htm

          **** แต่...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าคนไทยเราไม่ต้องมีวีซ่าเข้ารัสเซียแล้วจะเดินเที่ยวตัวลอยได้อย่างสบายใจ เพราะ "แม้ไม่ต้องมี VISA เข้าประเทศ แต่ก็ต้องทำ Registration หรือที่หลายคนเรียกว่ารีจิสเตอร์วีซ่า"

          Registration คือ การลงทะเบียนเพื่อระบุที่อยู่ในประเทศรัสเซียอย่างชัดเจนตามกฎหมายรัสเซีย ซึ่งชาวต่างชาติทุกคนต้องลงทะเบียนรีจีสเตอร์เมื่อเข้ารัสเซีย

          คำถาม : ต้องทำทุกคนมั้ย ?

          ตอบ : ไม่ต้องทุกคน เพราะเงื่อนไขในการทำมีอยู่ว่า ถ้าอยู่รัสเซียเกิน 7 วัน ต้องทำ และต้องทำทุกเมืองที่ไปพัก เพื่อยืนยันที่อยู่ของเรา ดังนั้น ถ้าอยู่ไม่เกิน 7 วัน ก็ไม่ต้องทำ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างหลายคนว่า อยู่เกินเมืองละ 3 วัน ต้องทำ หรือเข้าแล้วต้องทำเลย ซึ่งผมเก็บคำถามคาใจนี้ แล้วเมื่อไปถึงรัสเซียก็ไปถาม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินที่นั้น จึงได้คำตอบมาอย่างชัดเจนว่า "อยู่ประเทศรัสเซียไม่เกิน 7 วัน ไม่ต้องทำแน่นอน"

          คำถาม : ถ้าจะทำต้องทำที่ไหน ?

          ตอบ : จริง ๆ ข้อนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะมีคนเคยบอกว่า วิธีการทำ คือ เจ้าบ้านต้องเป็นคนไปทำให้ที่สถานที่ราชการ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่กี่ตังค์ แต่...ที่ผมรู้ คือ ถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวก็ให้ที่โรงแรมที่เราพักนั้นแหละทำให้ โดยยื่นหนังสือเดินทางให้เขา พร้อมเงินตั้งแต่ 200-600 รูเบิล (บางโรงแรมก็ทำให้ฟรี) พร้อมกับบอกเขาว่าช่วยทำ Registration ให้หน่อย

          สรุป

          อยู่เกิน 30 วัน >> ต้องทำวีซ่า
          อยู่ไม่เกิน 30 วัน >> ไม่ต้องทำวีซ่า แต่ต้องทำการรีจิสเตอร์
          อยู่ไม่เกิน 7 วัน >> ไม่ต้องทำอะไรเลย

          4. จองตั๋วเครื่องบิน

          วิธีการจองตั๋วเครื่องบินมี 3 วิธี

          1. ซื้อผ่านสำนักงานสายการบินโดยตรง (ซื้อตั๋ววิธีนี้อาจต้องซื้อในราคาที่แพงกว่าวิธีอื่น เพราะต้องซื้อตั๋วในราคาเต็ม)

          2. ซื้อผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่ายโดยวิธี ซื้อผ่านหน้าร้าน

          3. ซื้อผ่านระบบออนไลน์ มี 2 ประเภท ได้แก่

          ## ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายตัวของหลายสายการบิน ขอแนะนำสักสี่เว็บไซต์นะครับ

          >>> http://www.cheaptickets.co.th
          >>> http://www.expedia.co.th
          >>> http://www.skyscanner.co.th
          >>> http://www.kayak.com/

          ##การจองแบบออนไลน์ผ่านเว็บสายการบินโดยตรง ได้แก่

          >>> www.airasia.com
          >>> www.thaiairways.co.th

          ส่วนวิธีการจองก็เหมือนกันทุกเว็บไซต์ครับ คือ ระบุเมืองต้นทางและปลายทาง วันที่เดินทาง จำนวนคนเดินทาง แล้วเมื่อได้ตามที่ต้องการก็กดตกลงแล้วจ่ายเงิน ถ้าใครยังจองไม่เป็นลองดูและหัดทำครับ ทุกเว็บทุกสายการบินส่วนใหญ่ใช้วิธีจองคล้ายกันหมด >>> http://www.youtube.com/watch?v=bEV1QbiBWnk

          ส่วนถ้าใครจองเป็นอยู่แล้วแต่อยากได้เทคนิคการจองแบบถูก ๆ ลองดูครับ

          >>> http://pantip.com/topic/30743501 (ของคุณสมาชิกหมายเลข 903595)
          >>> http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/09/E11088423/E11088423.html (ของคุณ BK_BanK)

          ** ส่วนผมซื้อทั้งไป-กลับจากรัสเซีย และรวมถึงจากรัสเซียไปตุรกีของสายการบิน Aeroflot  รวมทั้งหมด ราคา 28,000 บาท ซึ่งหากใครไม่ชอบหรือได้ยินชื่อเสียของสายการบินนี้จนไม่อยากขึ้น (แต่จริง ๆ แล้วผมว่าโดยรวมของสายการบินนี้ไร้ที่ติเลยแหละ...แต่ก็นะ ต่างคนต่างความคิด) แนะนำว่าถ้าใครอยากเที่ยวทั้งสองประเทศ (ตุรกีกับรัสเซีย) ในเวลาเดียวกัน ก็ให้ซื้อตั๋วไปจากรัสเซียและกลับจากตุรกี ราคาอยู่ประมาณ 25+/- แล้วซื้อตั๋วบินข้ามประเทศระหว่างตุรกีไปรัสเซีย หรือรัสเซียไปตุรกี (ราคาไม่น่าเกิน 10,000 บาท)

          5. จองและหาที่พัก

          การหาที่พักในต่างประเทศก็เหมือนบ้านเราแหละครับ มีสองวิธี

          (หนึ่ง) แบบ walk-in หรือแปลตามตัว คือ เดินเข้าไปหา ไม่ต้องจองแต่ไปหาเอาดาบหน้า แบบนี้ไม่แนะนำอย่างยิ่งครับ จะมีปัญหาโดยเฉพาะลองคิดดูนะครับหากเดินเข้าไปแล้วไม่มีโรงแรม ทุกโรงแรมเต็มทุกที่ แบบนี้ไม่ตายเหรอ ไม่ควรทำในต่างประเทศอย่างยิ่ง

          (สอง) แบบจองไปก่อน มีสามวิธีคล้ายการจองตั๋วเครื่องบินครับ

          - จองผ่านตัวแทนจำหน่าย โดยจองผ่านหน้าร้าน
          - จองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง
          - จองออนไลน์ผ่านตัวแทนรับจองโรงแรม ผมขอแนะนำสองเว็บไซต์นะครับ

          www.booking.com >>> วิธีการจองไม่ยากครับ พิมพ์ชื่อเมืองและวันที่จะเข้าไปพัก หลังจากนั้นก็มีโรงแรมขึ้นมาให้เลือกมากมาย ส่วนวิธีชำระเงินก็แสนง่าย เพียงแค่เอาบัตรเครดิตไปค้ำประกัน (จะตัดยอดเงินต่อเมื่อคุณไม่เข้าพักในวัน เวลาที่จองไว้) แต่ถ้าคุณไปในวันที่คุณจองไว้ ทางเว็บไซต์ก็จะไม่ตัดยอดเงินของคุณ แต่ให้คุณเอาเงินไปชำระในวันที่เข้าพักจริง

          www.agoda.com >>> เหมือนเว็บไซต์แรกทุกอย่างต่างกันแค่เพียงวิธีชำระเงิน คือ เว็บนี้เมื่อคุณกรอกข้อมูลบัตรเครดิตไปและยืนยันการสั่งจอง เว็บไซต์จะตัดยอดบัตรเครดิตของคุณทันที

          6. จองหรือหาวิธีการเดินทาง 

          ถือเป็นข้อที่สำคัญมาก ๆๆๆๆ เพราะเมื่อเรามีโปรแกรม (ตามข้อ 2) คราวนี้เราต้องมาศึกษาและทำการจอง หรือซื้อ ตั๋วรถ หรือยานพาหนะที่จะพาเราจากจุดหนึ่งไปยังจุด แต่ไม่ต้องกลัวครับเพราะประเทศรัสเซียเป็นประเทศที่ระบบคมนาคมดีลำดับต้น ๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพราะระบบขนส่งมวลชนของเขาครอบคลุมไปเกือบทุกพื้นที่ในเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมขอ อธิบายโดยละเอียดโดยแยกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้

          6.1 รถไฟข้ามเมือง (มอสโก เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก)

          ผมขอสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ดังนี้ รถไฟข้ามเมืองของรัสเซียมีอยู่ 2 แบบ หนึ่งแบบนั่ง ซึ่งแบบนั่งก็แบ่งเป็นสองแบบ คือ

          - รถไฟนั่งปกติ แบบรถไฟนั่งบ้านเรา ราคา 7-9 ร้อยบาท
          - รถไฟความเร็วสูง ซึ่งวิ่งมอสโก-เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ใช้เวลาวิ่งประมาณ 3.5 ชั่วโมง แต่ราคาก็แรงพอ ๆ กับรถไฟ เพราะรอบหนึ่งอยู่ประมาณ 3-4 พันบาท

          สองแบบนอน ซึ่งแบบนอนนี้ก็แบ่งย่อยได้เป็นอีก 4 แบบ (คือรถขบวนเดียวกันแต่แบ่งตามประเภทของห้อง)

          - ตู้รวม (Reserved Seat) คือ ตู้นอนรวมกันเหมือนรถไฟนอนบ้านเรา (แต่รถไฟนอนบ้านเราดูดีกว่าเยอะ) มีสองชั้น แบ่งเป็นเตียงล่างกับเตียงบน  ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100-1,600 บาท

          - ตู้แบ่งห้อง (Compartment) ก็คือห้องแยกนั้นเอง ราคาอยู่ที่ 2,100-3,500 บาท ซึ่งหนึ่งห้องมีสี่ที่นอน

          ส่วนอีกสองประเภทที่เหลือเป็นตู้ระดับไฮโซระดับราคาเหยียบหมื่น ซึ่งมันเกินกว่าตัวผมจะอาจเอื้อม แต่ถ้าใครสนใจลองเข้าไปดูรูป และทำการจองกันได้ครับ (Luxury) (Soft)

          **** เมื่อรู้จักประเภทรถแล้ว คราวนี้มาถึงขั้นตอนที่สำคัญมาก ๆๆๆ คือ วิธีการซื้อ ซึ่งผมจะอธิบายอย่างละเอียดไปทีละขั้นตอนครับ (แนะนำให้ซื้อไปจากเมืองไทยเลย เพราะถ้าไปซื้อที่นั่นเกรงว่ารถจะเต็ม เพราะ แม้แต่ละวันมีรถหลายรอบ แต่ส่วนมากก็เต็มทุกที่นั่ง ทุกขบวน เพราะคนใช้บริการเยอะจริง ๆ) ซึ่งขั้นตอนการซื้อตั๋วรถไฟข้ามเมืองของรัสเซีย มีดังนี้ ****

          1. เข้าเว็บไซต์ของการรถไฟรัสเซีย http://pass.rzd.ru/ เมื่อเข้าแล้วก็ทำเปลี่ยนภาษาจากรัสเซียเป็น อังกฤษ

          2. ทำการสมัครสมาชิก (กรอกรายละเอียดให้ครบ ขั้นตอนนี้ไม่ยากครับ)

          3. ทำการ Log in

          4. เมื่อ Log in เสร็จ ตรงช่องสี่เหลียม (Departure) ให้ใส่คำว่า Moscow (กรณีถ้าจะเดินทางจากมอสโก) ส่วนช่อง (Arrival) ให้ใส่คำว่า St-Petersburg หลังจากนั้นมีช่องวันที่และเวลาให้เลือก เราก็เลือกตามวันเวลา ที่เราจะเดินทาง เมื่อทำเสร็จเลือกคำว่า Buy ticket

          5. เมื่อเลือกคำว่า Buy ticket ก็จะมีเลือกให้เราเลือก

          - Train # คือ เลขขบวนรถ
          - Departure คือ วันเวลาและสถานที่ที่รถจะออก
          - Travel time คือ ระยะเวลาในการเดินทาง
          - Arrival คือ วันเวลาและสถานที่ที่รถจะไปถึง
          - Cost คือ ประเภทตู้และราคา

          6. เมื่อชอบและต้องการขบวนไหนก็กดตรงวงกลมเล็ก ๆ ตรงหน้าขบวนนั้น เมื่อกดแล้วก็จะมีคำว่า Continue มาให้เลือก เราก็กดเลย

          7. เมื่อกดไปแล้วคราวนี้ก็เป็นวิธีให้เราเลือกโบกี้ ชอบโบกี้ไหนก็เลือกโบกี้นั้น เมื่อเลือกได้แล้วกดไปคำว่า Car Plan (สีส้ม) เพื่อเป็นการเลือกเตียงว่าเราจะนอนเตียงไหน เมื่อเลือกเสร็จกดคำว่า Continue

          8. กรอกข้อมูลตามที่เขาให้กรอก ส่วนนี้ไม่มีปัญหา กรอกไปตามที่เขาถาม แต่ตรงคำว่า Document type >> อย่าไปเลือก Foreige Document >> และตรงคำว่า Doc number ก็ให้ใส่เลขหนังสือเดินทางของเราไป

          9. เมื่อกรอกจนครบให้กดคำว่า Continue

          10. เข้าสู่หน้าต่างสรุปราคาทั้งหมด

          11. กดติ๊กตรงวงกลมแล้วกด Continue

          12. เข้าสู่ขั้นตอนการตัดบัตร (วิธีการเหมือนตอนซื้อตั๋วเครื่องบินทางเว็บไซต์) ซึ่งมีช่องให้กรอก ดังนี้

          - บนสุด คือ เลขบัตรเครดิต
          - กลาง คือ เลข 3 ตัวหลังบัตร
          - ล่าง คือ ชื่อเจ้าของบัตร
          - ล่างสุด คือ วันหมดอายุ

          13. เมื่อจ่ายเงินเสร็จยังไม่เสร็จนะครับ เพราะต้องทำการพริ้นท์ตั๋วออกมาด้วย เพื่อเป็นใบเบิกทางเวลาขึ้น-รถไฟ หากไม่พริ้นท์มาก็หมดสิทธิ์ขึ้นแม้จะจ่ายเงินไปแล้ว วิธีการพริ้นท์ >> เมื่อเราจ่ายเงินเรียบร้อยให้เรากดคำว่า Continue ไปเรื่อย ๆ จนเจอกับหน้าต่างที่เขียนว่า "Go to My Orders" ให้เรากดไปที่คำ ๆ นี้ เมื่อกดไปแล้วมองหาคำว่า Ticket form แล้วกดไปเจอคำว่า Print

          14. เมื่อพริ้นท์ใบนี้ออกมาแล้ว เวลาขึ้นรถไฟก็เอาใบนี้ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่แล้วขึ้นรถไฟได้เลย

รัสเซีย

          ^^ ตั๋วรถไฟหน้าตาเป็นแบบนี้

          6.2 รถไฟใต้ดิน (Metro) ในมอสโก สัญลักษณ์เป็นรูป (M)

          วิธีการซื้อและใช้ก็ไม่อยากครับ แค่คุณเดินไปช่องขายตั๋วและชู 1 นิ้ว (หมายถึง 1 คน 1 รอบ) เขาก็จะบอกราคาเป็นภาษารัสเซีย ซึ่งแปลว่า 40 รูเบิล เมื่อคุณจ่ายไปคุณก็จะได้บัตร (หน้าตาคล้ายบัตรเติมเงินมือถือบ้านเรา) เวลาใช้คุณก็เอาบัตรนั้นไปสแกนกับตู้ แล้วก็เดินเข้าไป ส่วนขาออกไม่ต้องไปสแกนอะไร เดินออกได้เลย เพราะราคา 40 รูเบิล ตลอดสาย แต่ถ้าคิดว่า 1 เที่ยว 40 รูเบิล แพงไป แนะนำให้คุณซื้อแบบเป็นรอบ หมายความว่าบัตร 1 ใบ ใช้ได้หลายรอบ วิธีการซื้อก็ง่าย แค่คุณหยิบมือถือแล้วถ่ายรูปให้คนขายดูว่าจะเอากี่รอบ คนขายก็เข้าใจ (เพราะผมก็ทำวิธีนี้) ซึ่งราคาบัตรแบบหลายรอบเป็นแบบนี้

          - บัตรแบบใช้ได้ 1 รอบ 40 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 2 รอบ 80 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 5 รอบ 160 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 11 รอบ 320 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 20 รอบ 540 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 40 รอบ 1080 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 60 รอบ 1300 รูเบิล
          - บัตรแบบใช้ได้ 1 วัน 210 รูเบิล

          (บัตร 1 ใบ ใช้ได้หลายคน)

รัสเซีย

          ^^ แผนที่รถไฟใต้ดินในมอสโก (ขอย้ำว่าทุกสถานีในมอสโกไม่มีป้ายภาษาอังกฤษ ดังนั้น ควรหาแผนที่รถไฟฉบับภาษารัสเซียไปเทียบเคียงด้วย)

          6.3 รถไฟใต้ดิน (Metro) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สัญลักษณ์เป็นรูป  (V)

          วิธีการซื้อและใช้คล้ายในมอสโก ต่างกันเพียงที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเหรียญ (มอสโกเป็นบัตร) วิธีซื้อก็เหมือนมอสโก แต่ที่นี้ถูกกว่า เพราะราคาต่อรอบอยู่ที่ 28 รูเบิล ส่วนวิธีใช้ก็ไม่ต้องสแกน แต่ใช้เป็นการหยอดเหรียญตรงตู้ทางเข้าแทน

รัสเซีย

          ^^ แผนที่รถไฟใต้ดินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (รถไฟใต้ดินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีความต่างจากมอสโกอีกอย่าง คือ ทุกที่ ทุกสถานีมีป้ายเป็นภาษาอังกฤษ)

          7. เตรียมอุปกรณ์การเดินทางและเครื่องใช้ส่วนตัว

          7.1 กระเป๋า นักเดินทางทุกคนมีรสนิยมการใช้กระเป๋าที่แตกต่างกัน บางคนก็ใช้แบบล้อลาก บางคนก็ใช้แบบเป้สะพาย ซึ่งทริปนี้สำหรับผมใช้เวลาประมาณ 15 วัน 2 คน ผมใช้เป้ใบขนาด 55+10 L และกระเป๋าใบเล็กอีกใบ ถือเป็นการเพียงพอ

รัสเซีย

          7.2 เครื่องแต่งกาย ขอนำมาให้ดูโดยแบ่งเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่รัสเซีย (ในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) มีดังนี้ (เลขตัวหน้า คือ อุณหภูมิต่ำสุด ตัวหลัง คือ สูงสุด)

          มกราคม -8/-15 : เสื้อโค้ทหนา ๆ
          กุมภาพันธ์ -10/-18  : เสื้อโค้ทหนา ๆ
          มีนาคม 0/-8 : เสื้อโค้ทหนา ๆ
          เมษายน 1/10 : เสื้อโค้ทบางและร่มกันฝน
          พฤษภาคม 8/18 : เสื้อยืดสบาย ๆ
          มิถุนายน 11/22 : เสื้อยืดสบาย ๆ และร่มกันฝน
          กรกฎาคม 13/23 : เสื้อยืดสบาย ๆ และร่มกันฝน
          สิงหาคม 12/22 : เสื้อยืดสบาย ๆ และร่มกันฝน
          กันยายน 7/15 : เสื้อยืดสบาย ๆ และร่มกันฝน
          ตุลาคม 3/9 : เสื้อยืดสบาย ๆ และร่มกันฝน
          พฤศจิกายน -3/5 : เสื้อโค้ทบางๆ
          ธันวาคม -5/4 : เสื้อโค้ทบาง ๆ

          7.3 วิธีโทรศัพท์หรือติดต่อกลับเมืองไทย

          มีหลายวิธีดังต่อไปนี้ครับ

          1. เปิดบริการโรมมิ่ง

          โรมมิ่ง (International Roaming) ซึ่งเป็นการให้บริการจากเครือข่ายมือถือในประเทศที่คุณใช้อยู่ เพื่อให้คุณสามารถใช้เบอร์เดิมได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

          2. ซื้อซิมในรัสเซียโทรกลับเมืองไทย
         
          ซึ่งซิมดังกล่าวก็มีขายตามร้านมือถือทั่วไป มีอยู่หลายระบบ ซึ่งถ้าไปแค่มอสโกกับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทุกเครือข่ายก็ใช้ได้ไม่ต่างกัน

          3. บริการเช่าซิมจากบริษัทในเมืองไทย โทรจากรัสเซียกลับเมืองไทย

          ซึ่งก็ผมใช้บริการตามข้อนี้อยู่เป็นประจำ ที่ผมใช้ประจำมีอยู่ 2 เจ้า ที่อยากแนะนำ คือ "thai hi sim" กับ "matrixsim” ซึ่งข้อดีและข้อเสียของสองเจ้านี้แตกต่างกันออกไป ถ้าใครสนใจลองไปศึกษาต่อดูนะครับ เดี๋ยวผมพูดไปมากจะเข้าข่ายโฆษณาสินค้าไป (แต่ทั้งสองแบบนี้ดี ถูก และสะดวกกว่าการเปิดโรมมิ่งแน่นอน)

          7.4 อุปกรณ์ถ่ายรูป

          จะนำอุปกรณ์ถ่ายรูปไปต่างประเทศควรทำดังต่อไปนี้

          1. ตรวจเช็กตัวกล้อง : ตรวจเช็กระบบการทำงานให้พร้อมว่ากล้องทำงานปกติเรียบร้อยหรือไม่ ลองเปิดสวิตช์แล้วกดชัตเตอร์ถ่ายภาพดูก่อนออกเดินทางว่ากล้องทำงานได้ปกติหรือไม่

          2. แบตเตอรี่/เครื่องชาร์จ : ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม และควรมีแบตเตอรี่สำรองอย่างน้อยอีก 1 ก้อน หรือถ้าเป็นกล้องที่เก็บไว้ไม่ได้ใช้งานนานเป็นเดือน ควรนำแบตเตอรี่มาชาร์จใหม่ให้เต็มก่อนอีกครั้ง อย่าชะล่าใจว่าคราวที่แล้วก่อนเก็บกล้องได้ชาร์จแบตเตอรี่เต็มเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะพวกแบตเตอรี่ชาร์จที่เก็บไว้นานเป็นเดือนจะมีการคายประจุตัวเองตลอดเวลาแม้ไม่ได้ใช้งานก็ตาม และหากเก็บไว้นานมาก ๆ หลายเดือนอาจเจอปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม 

          3. เมมโมรี่การ์ด : เตรียมขนาดความจุการ์ดให้เพียงพอกับจำนวนภาพที่เราคาดว่าจะถ่าย

          4. กระเป๋าใส่กล้อง : เลือกที่ขนาดพอเหมาะกับกล้องและจำนวนอุปกรณ์ที่ติดไปด้วย และประเภทกระเป๋าที่สะดวกกับการใช้งาน

          ซึ่งอุปกรณ์ที่ผมได้นำไปครั้งนี้ ได้แก่

รัสเซีย

          - กล้อง NIKON Df พร้อมเลนส์ ซูมระยะ 70-300 และเลนส์ FIX 50 และ FIX 28 พร้อมขาตั้ง
          - กล้องฟิล์ม olympusxa xa พร้อมฟิล์มสไลด์ (เพื่อเอาไปถ่ายภาพโลโม่)
          - กล้อง casio zr1200 นำไปถ่ายตัวเอง ให้มันดูฟรุ้งฟริ้งตามกระแสนิยมหน่อย ที่สำคัญนำไปถ่ายตัวเอง เวลาจับน้ำหนักเบาจับง่าย และมีจอหมุนมาสำหรับดูตัวเองด้วย

          7.5 คาดคะเนค่าใช้จ่าย

          วิธีการคาดคะเนค่าใช้จ่ายให้ตีเผื่อไว้ (เพราะหากตีไปพอดีแล้วนำเงินไปไม่พอมันจะลำบากภายหลัง) ผมมีสูตรการคาดคะเนค่าใช้จ่าย ดังนี้

          ค่ากินต่อมื้อ x จำนวนมื้อ = a
          ค่าที่พัก (ที่ยังไม่ได้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ) x จำนวนคืนเข้าพัก = b
          ค่าเดินทาง x จำนวนครั้ง = c
          ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงค่าช้อปปิ้ง = d
          "A + B +C +D = เงินขั้นต่ำที่ต้องเตรียมไป"

          7.6 แลกเงิน

รัสเซีย

          ธนบัตรที่เห็นในท้องตลาด ได้แก่ 10, 50, 100, 500, 1,000, 5,000 รูเบิล (มีใบละ 5 รูเบิล ด้วยแต่ไม่ค่อย เห็นหรือนิยมใช้)

          เหรียญที่เห็นในท้องตลาด 1, 5, 10, 50 โคเปค (เป็นหน่วยที่ต่ำกว่ารูเบิล) 1, 2, 5 รูเบิล

          ## ซึ่งเงินรูเบิลหาแลกได้ตามร้านรับแลกเงินทั่วไปในเมืองไทย รับซื้อและนำมาขาย จะต่างกันอยู่ 10 สตางค์ ยกตัวอย่างเช่น วันที่ผมนำเงินไทยไปซื้อ  >> 1 บาท ซื้อได้ 0.94 รูเบิล แต่วันนั้นถ้าใครนำเงินรูเบิลมาขายก็จะได้ราคา >> 0.93 รูเบิล แลกเงินไทย ได้ 1 บาท

          ** ซึ่งเวลาไปเที่ยวรัสเซียอยากซื้ออะไร ใช้อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คิดกันง่าย

          - 100 บาท ต่อ 94 รูเบิล
          - 10 บาท ต่อ 9 รูเบิลกว่า ๆ
          - 1 บาท ต่อ 94 สตางค์

          หรือถ้าให้ง่ายกว่านั้นเวลา ซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คิดว่า 1 รูเบิล คือ 1 บาท เพราะค่าเงินเรากับเขามันใกล้เคียงกันมากจริง ๆ

** 6 คำถาม ที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับรัสเซีย **

          1. จริงมั้ยผู้หญิงรัสเซียสวยมากและสวยเกือบทุกคน ?

          ตอบ : บอกเลยว่าจริงครับ ผมเคยเก็บคำถามคล้ายกันนี้ตอนไปอิตาลี ที่หลายคนบอกหนุ่มอิตาลีหล่อ เกือบทุกคน แต่พอไปเข้าจริงมันไม่ใช่อย่างที่คิด เลยก่อนไปรัสเซียครั้งนี้มีหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวว่า "ผู้หญิงรัสเซียสวยมาก และสวยเกือบทุกคน" เลยไม่ค่อยเชื่อ แต่พอไปเข้าจริง บ๊ะ !!! สวยจัด สวยจริง ๆ เอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวพูดไปหลายคนจะไม่เชื่อ จะขอเล่าว่าผู้หญิงรัสเซียที่ผมเห็นในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีอยู่ 2 ประเภท แต่ 1 โครงหน้า "คำว่า 2 ประเภท คือ ไม่อ้วน ก็ผอม แต่ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็มีโครงหน้าแบบเดียว ซึ่งก็คือหน้าเป็นรูปไข่ไก่ จมูกโด่งแต่ไม่มากจนเป็นสัน รูจมูกเล็กได้รูป (ซึ่งต่างจากฝรั่งทั่วไป ซึ่งมีจมูกโด่งแต่ใหญ่) ปากบางเป็นกระจับ ขนตางอน รูปตารีแต่ดวงตาใหญ่ นัยน์ตาสีฟ้า พูดง่าย ๆ เป็นมนุษย์ที่ไร้ที่ติ

รัสเซีย

          ^^ สองตัวอย่างในความสวยแบบฉบับรัสเซีย (นาตาลี เกลโบวา กับ มาเรีย ชาราโปวา) และขอบอกว่า ประเทศนี้ผู้หญิงหน้าตาเขาเป็นแบบนี้เหมือนถอดแบบกันมา

          2. จริงมั้ยว่าสถานีรถไฟใต้ดินในมอสโกสวยยังกะห้องโถงในพระราชวัง ?

          ตอบ : จริง ต้องบอกว่าสวยมาก ๆ จนหลายคน หลายที่ หนังสือหลายเล่ม ถึงกับยกให้สถานีรถไฟใต้ดิน ของมอสโกเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่มีความสวยงามมากที่สุดในโลก ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วก็มีมาเป็น ร้อย ๆ ปี สร้างครั้งแรกในสมัย สตาลิน ขึ้นมาเป็นผู้นำสหภาพโซเวียต ซึ่งในตอนนั้นความคิดของสตาลินต้องการทำให้โซเวียตในขณะนั้นเป็นประเทศที่เจริญไม่น้อยหน้าใครในโลก โดยเฉพาะมอสโกที่เป็นเมืองหลวง โดยสตาลินได้ทำการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ โดยการสร้างสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างมากมาย โดยโจทย์หลักของการสร้างต้องยิ่งใหญ่ อลังการ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (และสำคัญแต่ละสถานีมีความสวยงามและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนและซ้ำกันแต่ประการใด)

          3. จริงมั้ยคนรัสเซียหยิ่ง ?

          ตอบ : จริง ๆๆ มาก ๆๆ เจอมากับตัว หน้าตาแต่ละคนยังกะตูด ถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากตอบ ถามมาก ๆ ถึงกับด่า แต่...ในความหยิ่งก็มีคนที่นิสัยน่ารักเว่อร์ ๆๆ กันอยู่เยอะไม่แพ้กัน ยกตัวอย่าง คนรัสเซียถ้าใครที่เต็มใจช่วยเราในกรณีที่เราไปถามทาง เขาจะไม่แค่บอก แต่เขาจะเดินไปส่งแม้จะพูดอังกฤษได้หรือไม่เขาก็เต็มใจจะช่วย บางคนมีรถถึงขนาดบอกขึ้นมาจะส่งให้ถึงที่ หรือแม้แต่คนรัสเซียด้วยกันหากมีใครกำลังเดือดร้อน เช่น ถือของหนัก คนแก่ยืนบนรถใต้ดิน คนรัสเซียจะเข้าไปช่วยโดยอีกฝ่ายไม่ต้องร้องขอ และเป็นแบบนี้กันทั้งประเทศจริง ๆ น่ายกย่อง คือ พูดโดยรวม ๆ ว่าคนรัสเซียเป็นคน "หยิ่งแต่มีน้ำใจมาก ๆ" งงมั้ยครับ ?  กับคำว่า "หยิ่ง" แต่ "มีน้ำใจ" มาก ๆ คือผมก็ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง เอาง่าย ๆ ว่าเป็นประเภทตูไม่พร้อมจะเป็นมิตรกับใคร ตูไม่ต้องการที่จะเปิดรับเพื่อนใหม่ แต่ถ้าเมริงหรือใคร ๆ มีภัย ตูก็พร้อมที่จะช่วยอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องร้องขอ

          4. ไปรัสเซียยากมั้ย ?

          ตอบ : ขอบอกว่าเกือบยาก ทำไมถึงเกือบยาก เพราะป้ายต่าง ๆ ในมอสโกส่วนมากเป็นภาษารัสเซีย และคนที่นี้ก็พูดอังกฤษเป็นค่อนข้างน้อย อ้าว...แล้วไม่ยากเหรอ ?? บอกแล้วไงครับว่าแค่เกือบ เพราะแม้เรื่องแบบนี้เป็นปัญหา แต่มันก็เป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่ระบบขนส่งมวลชนดีระดับ ต้น ๆ ของโลก ดังนั้น เราแทบไม่ต้องใช้ปากในการสื่อสารกับใคร ส่วนป้ายก็ไม่มีปัญหา เพราะใช้เทียบเคียงเอา แต่เมื่อถึงสถานที่เที่ยวก็เจอภาษาอังกฤษแล้ว

          5. ทำไมถึงต้องเลือกไปรัสเซีย รัสเซียมีดีอะไร ?

          ตอบ : สารภาพตรง ๆ ก่อนหน้านี้ประเทศนี้ไม่เคยอยู่ในหัวที่จะไปเที่ยวเลยแม้แต่น้อย แม้มีหลายคนที่ไปมา บอกยิ่งใหญ่นักยิ่งใหญ่หนา สถานที่แต่ละที่อลังการนักอลังการหนา จนมาเจอหนังสือเล่มหนึ่ง เล่มที่กล่าวไปตอนข้างต้น ของคุณมิสเตอร์พาสปอร์ต ชื่อ "เที่ยวที่สุดบนโลกใบนี้" ใจความในหนังสือบอกว่า "ถ้าคุณยังไม่เคยไปยุโรปตะวันออก โปรดอย่างเพิ่งไปรัสเซีย เพราะถ้าคุณไปรัสเซีย ยุโรปตะวันออกเกือบทุกประเทศจะดูเด็ก ๆ ไปเลย" ซึ่งถ้าผมเจอคุณมิสเตอร์พาสปอร์ตผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่คุณพูดเกือบถูกนะ เพราะผมคิดว่าคำว่าเด็กมันยังน้อยไป น่าจะเรียกว่าทารกเลยดีกว่า เมื่อไปเยือนรัสเซียทำให้ผมเกิดคำถามมาในใจว่า "คนประเทศนี้มันสร้างอะไรเล็ก ๆ ธรรมดาไม่เป็นกันเลยหรือไงฟะ ซึ่งไม่รู้จะหาคำในมาเปรียบ เพราะ ผมคิดว่าแต่ละวัง แต่ละวิหาร คำว่าอลังการยังน้อยไป" 

          6. ค่าครองชีพสูงมั้ย ?

          ตอบ : สูงมาก ๆๆๆๆๆ โดยเฉพาะในมอสโก (ในปี พ.ศ. 2550 มอสโกได้รับการจัดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก) ค่าที่พัก ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าขนม รู้สึกว่ามันแพงมาก ๆ แพงไม่แพ้หรือแพงกว่ายุโรปตะวันตกหลายประเทศซะอีก (ส่วนยุโรปตะวันออกอย่านำไปเทียบเลยดีกว่า) เช่น เอาค่ากินผมว่าในมอสโกสูงกว่าในปารีสแน่นอน เช่น ในปารีสมีเงิน 200 สามารถหาอาหารกินได้สบาย แต่ในมอสโกมีเงิน 200 จะหาของกิน (ให้อิ่ม) มันช่างยากนัก เงินสองพันพอหาที่นอนหลับสบาย (ใกล้รถไฟฟ้า) ได้ในปารีสไม่ยาก แต่เงินสองพันกลับได้ที่นอนที่ใกล้รถไฟฟ้าในมอสโกได้แค่โรงแรมแบบมีที่นอน แต่ไม่มีที่นั่งและที่ยืน (ผมพูดจริง ๆ เดี๋ยวจะงงว่าโรงแรมอะไร ไม่มีที่นั่งกับที่ยืน คือจะบอกว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ เดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังตอนรีวิว) สรุปง่าย ๆ มอสโกแพงเว่อร์ แต่ถ้ามีคนมาถามผมว่าเป็นไงไปรัสเซีย ใช้ไปเยอะมั้ย ผมจะบอกว่าโคตรน้อย อ้าว ??? ไหนบอกค่าครองชีพแพง ใช่ค่าของชีพแพง แต่ของในซูเปอร์มาเก็ตไม่แพงเหมือนของหรืออาหารตามร้าน ดังนั้น หากเราเที่ยวเป็นและประหยัดได้มันก็ไม่มีปัญหา เช่น หนึ่งวันกินร้านสักมื้อ อาหารในซูเปอร์สักสองมื้อ หรือกิน McDonald สักมื้อ กินร้านสักมื้อ แบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

** ออกเดินทาง **

          เมื่อเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้วก็ออกเดินทางกันได้เลยครับ

วันที่ 1 กรุงเทพฯ >> มอสโก >> เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

          ตามกำหนดการเครื่องผมออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 09.30 น

          07.00 น. หาเคาน์เตอร์สายการบิน Aeroflot ยื่นพาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน และโหลดกระเป๋า เมื่อเสร็จเรียบร้อยพนักงานของทางสายการบินก็จะมอบ

          - Boarding pass (บัตรที่ใช้ขึ้นเครื่อง) ที่มีเลขที่นั่งและประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ระบุไว้ให้
          - Depature card (ขาออก) และ Arrival card (ขาเข้า) ของประเทศไทย << เมื่อได้รับมาแล้วก็กรอกทั้งสองใบ (เป็นภาษาอังกฤษ)

รัสเซีย

          ^^ ตัวอย่างใบ Depature card (ขาออก) ของไทย

          เมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินไปเพื่อผ่านขั้นตอนการตรวจคนออกนอกเมือง (เขาจะแยกชาวต่างชาติกับชาวไทย ให้เราเข้าช่องชาวไทย) โดยเดินไปต่อแถวที่เขียนว่า หนังสือเดินทางไทย หรือ Thai passport ยื่นหนังสือเดินทางพร้อมใบ Depature card (ขาออก) และ Aarrival card (ขาเข้า) ให้เจ้าหน้าที่  เจ้าหน้าที่จะถ่ายรูปเรา จะมีกล้องตัวน้อย ๆ อยู่ตรงหน้า เขาจะบอกให้มองกล้อง ก็ทำตาม เมื่อเสร็จก็เดินเข้าไปข้างใน จะเจอขั้นตอนการตรวจหาอาวุธและยาเสพติด เราก็ปล่อยให้เขาตรวจไปตามปกติ หากเราไม่มีของมีคมหรือสิ่งผิดกฎหมายเราก็ผ่านไปได้ เมื่อเสร็จทุกขั้นตอนคราวนี้ก็เดินไปยังประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ที่ระบุได้เลย คราวนี้ก็รอขึ้นเครื่อง ซึ่งเครื่องก็ออกตรงเวลา คือ 09.30 น.

          16.30 น. (เวลาท้องถิ่นรัสเซีย) เครื่องบินของ Aeroflot มาถึงสนามบิน International Airport Sheremetyevo (อ่านว่า เชเรเมเตียโว) ซึ่งในมอสโกมีสนามบินถึงสาม-สี่สนามบิน แต่ถ้าบินไปจาก เมืองไทยแล้วก็จะมีแค่สองสนามบินหลัก ๆ ได้แก่ Sheremetyevo (ซึ่งเป็นสนามบินหลักของ Aeroflot) และอีกสนามบินที่ใหญ่กว่า คือ Domodedovo (อ่านว่า โดโมเดโดโว) ซึ่งเป็นสนามบินที่การบินไทยของเรา ลงจอดที่นี่

          เมื่อเครื่องลงแตะพื้นสนามบินเราก็ลงจากเครื่อง และเดินไปตามทางต่อไปนี้

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ เดินตาม ป้าย Passpost control มาจนถึง ตม.

          *** ซึ่งเราต้องมีและเขียนใบขาเข้าและขาออก แม้บางคนบอกไม่ต้องเขียน แต่เมื่อผมถามพนักงานตอนรับบนเครื่องบินเขายืนยันว่าต้องเขียน แม้เราจะเป็นคนไทย ซึ่งเข้ารัสเซียโดยไม่ต้องขอวีซ่าก็ตาม

รัสเซีย

          เมื่อได้มาก็กรอกตามที่เขาระบุ (เป็นภาษาอังกฤษ) คำที่ต้องกรอกในใบขาเข้า ดังนี้

          - Family name นามสกุล
          - Given name ชื่อ
          - Day/Month/Year วัน เดือน ปี เกิด
          - Sex เพศ
          - Nationality สัญชาติ
          - Passport or other ID เลขหนังสือเดินทาง
          - VISA number เลขวีซ่า (ถ้าไม่มีไม่ต้องกรอกอะไร)
          - Duration of stay วันมาและวันกลับ
          - Name or host person .... ให้กรอกชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์โรงแรม
          - Signature ลายเซ็น

          เมื่อถึงคิวผมไม่น่าเชื่อ (ว่าที่เขาพูดมาเป็นเรื่องจริง) หลังจากยื่นหนังสือเดินทางไปให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ดูตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย

          เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง : ไหนวีซ่า ?

          ผม : (คิดในใจว่าจริงเหรอฟะเนี่ย นึกว่าคนพูดเล่นว่า ตม. บางคนยังไม่รู้ว่าคนไทยฟรีวีซ่า) ผมเลยบอกเขาว่าคนไทยเข้ารัสเซียไม่เกิน 30 วัน ไม่ต้องใช้วีซ่า

          เจ้าหน้าที่สาวสวย (ลืมบอกไปว่าประเทศนี้แม้แต่ ตม. ยังสวยเกือบทุกคน) หันไปคุยภาษารัสเซียกับเพื่อนเจ้าหน้าที่ด้วยกัน คงประมาณจริงเหรอที่หมอนี่มันพูดว่าคนไทยเข้าประเทศเราไม่ต้องขอวีซ่า พูดไปเธอก็ดูข้อมูลในคอมไป สุดท้ายเธอก็รู้และเชื่อในสิ่งที่ผมบอก

          เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง : มากี่วัน ไปที่ไหน มาทำอะไร ? เธอถามมาเป็นชุด และ...เธอก็หยิบอุปกรณ์ที่ เจ้าหน้าที่ทุกคนมี ลักษณะคล้ายกล้องส่องพระ (อันใหญ่ ๆ) ส่องหนังสือเดินทางของเราและเกือบทุกคน อย่างละเอียด ท่าทางการส่องหนังสือเดินทางว่าเป็นของจริงหรือปลอม เหมือนกับเซียนพระบ้านเราส่องพระ ยังไงยังงั้น เมื่อ Ok เธอส่องหนังสือเดินทางของเราจนมั่นใจแล้วว่าของแท้พิมพ์นิยม เธอก็บอกว่า "เชิญ......"

          17.30 น. เมื่อผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเสร็จ ให้คุณเดินไปตามป้าย "Train to Moscow" เพื่อไปขึ้น รถไฟ Aeroexpress เพื่อเข้าเมือง

รัสเซีย

          ^^ เดินตามป้ายนี้ไปเรื่อย ๆ (ป้ายมันชี้ไปทางไหนก็เดินตามไป ซึ่งระยะทางอาจไกลนิดนึง)

          เดินไปจนเจอตู้ขายตั๋วรถไฟ Aeroexpress ซึ่งหน้าตามันเป็นแบบนี้  v v

รัสเซีย

          วิธีการซื้อตั๋วรถไฟ Aeroexpress

          อันดับแรกเลือกภาษา
          อันดับสองเลือกแบบรอบเดียว (ซึ่งจริง ๆ มีให้เลือกแบบไป-กลับ แต่ราคาไม่ต่างกัน)
          อันดับต่อมาเลือกจำนวนที่ต้องการซื้อ (ราคาค่าตั๋วใบละ 400 รูเบิล)
          สุดท้าย คือ หยอดเงินเข้าไปและจะได้ตั๋วออกมา (ตั๋วหน้าตาคล้ายใบเสร็จ 7-11 บ้านเรา)

          เมื่อได้ตั๋วแล้วเดินตรงไปจนสุดทางจะเจอ v v

รัสเซีย

          แบบนี้เราก็ใช้ตั๋วรถไฟที่หน้าตาคล้ายใบเสร็จ 7-11 สแกนแล้วก็ผ่านเข้าไป รถไฟ Aeroexpress จะออกทุกครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ก็ถึงในตัวเมือง

รัสเซีย

          18.30 น. นั่งรถไฟจากสนามบิน (รูปเครื่องบินสีเขียว ๆ) มาถึงสถานี Belorusskaya (Белору́сская) 

รัสเซีย

          ^^ เมื่อเราลงรถไฟ Aeroexpress (ซึ่งจากรูปคือตรงตำแหน่งรูปดาวสีส้ม) ให้เราเดินไปขึ้นเมโทรที่สถานี Belorusskaya (Белору́сская) (ซึ่งดูจากรูปคือ M สีน้ำตาล)

          เมื่อลงไปในเมโทรได้แล้วให้มองหาสายสีน้ำตาล

รัสเซีย

          ^^ ดูจากรูปตอนนี้เราอยู่ที่สถานีเมโทร Belorusskaya (Белору́сская) (สีน้ำตาล) ซึ่งเราต้องนั่งเมโทรสายสีน้ำตาลวนขวาไปสี่สถานีเพื่อไปลงที่สถานี Komsomolskaya (Комсомо́льская) เพื่อไปขึ้นรถไฟไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

          19.20 น. ถึงสถานีเมโทร Komsomolskaya (Комсомо́льская) เดินออกจากเมโทร ทางประตู Ленингра́дский вокза́л (ส่วนมากสถานีเมโทรในรัสเซียมีหลายประตู ซึ่งถ้าออกผิดประตูบอกคำเดียวเดินย้อนกลับมาขาลากแน่ เพราะแต่ละประตูห่างกันเกือบกิโลเมตร) เมื่อออกจากประตูแล้วหันทางขวาก็จะเจอสถานีรถไฟที่จะพาเราไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งชื่อสถานีคือ Leningradsky Railway station (Ленингра́дский вокза́л)

รัสเซีย

          ^^ ดูจากรูปหน้าตาของสถานี Leningradsky Railway Station เป็นแบบนี้

          ** เมื่อมาถึงสถานีถ้าจะเข้าห้องน้ำ ค่าเข้าห้องน้ำอยู่ที่ราคา 30 รูเบิล ต่อคน ต่อครั้ง แต่ถ้าเราแสดงตั๋วรถไฟให้เขาดู เราจะได้เข้าฟรี

          22.00 น. ขึ้นรถไฟตู้นอนไปเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

          สรุปค่าใช้จ่ายของวันแรก (ไม่รวมค่ากิน)

          - ค่ารถไฟ Aeroexpress 400 รูเบิล

          - ค่าเมโทร 1 รอบ ประมาณ 30 รูเบิล

          รวม 430 รูเบิล

วันที่ 2 peterhof palace (พระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ) และ The Church of the Savior on Spilled Blood (โบสถ์หยดเลือด)

          06.00 น. ถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รถไฟจอดที่สถานี Moskovsky station (Моско́вский вокза́л) (ไม่ต้องกลัวว่าจะลงผิดสถานีหรือนอนเพลินจนเลยสถานี เพราะสถานีนี้เป็นสถานีสุดสายปลายทาง) เมื่อเดินออกมาแล้วจะเจอสถานีเมโทรข้าง ๆ ชื่อสถานี Ploshchad Vosstaniya (Плóщадь Восстáния)

รัสเซีย

          เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นเมืองท่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเนวา ริมอ่าวฟินแลนด์ในทะเลบอลติก (ซึ่งนั่งรถไปอีกไม่กี่กิโลฯ ก็ไปถึงฟินแลนด์) สร้างโดยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2246 โดยตัวเมืองเริ่มสร้างด้วยการถมทรายและหินเป็นจำนวนมาก เพราะว่าพื้นที่เดิมของเมืองนั้นเป็นดินเลนของทะเล พระองค์ทรงเลือกที่จะสร้างเมืองที่บริเวณนี้เพราะว่าตัวเมืองมีทางออกทะเลบอลติก และสามารถติดต่อไปทางยุโรปและประเทศอื่น ๆ ได้ง่าย เพื่อการปฏิรูปรัสเซียให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปได้โดยง่าย ต่อมาเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กจึงได้รับสมญานามว่าหน้าต่างแห่งยุโรป (หรือบางคนก็เรียกเวนิสแห่งยุโรปเหนือ เพราะเป็นเมืองที่มีแม่น้ำลำคลองมากมายเหมือนเวนิสในอิตาลี) และได้เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซียเป็นเวลา 206 ปี (พ.ศ. 2246-2461) ชื่อเดิมของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คือ "เปโตรกราด" แต่หลายคนจะรู้จักดีในชื่อเมือง "เลนิน กราด" ปัจจุบันเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีประชากรมากกว่า 4.7 ล้านคน เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซีย รองจากมอสโก และเมืองนี้ยังเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโกอีกด้วย

          06.30 น. เมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จผมก็เดินออกจากสถานีรถไฟเพื่อไปโรงแรม ซึ่งโรงแรมที่ผมพักก็อยู่หน้าสถานีรถไฟเลย เดินไปประมาณ 300 เมตร

          โรงแรมที่ผมพักชื่อโรงแรม Superhostel on Pushkinskaya 14 ราคาอยู่ที่ประมาณ 800 บาท/คน >> www.booking.com

          ภาพรวมโรงแรมถือว่าใช้ได้ครับ แต่ห้องเล็กไปหน่อย แต่ก็เหมาะสมดีกับราคา ซึ่งถ้าใครเคยมาครั้งแรกอาจหาโรงแรมยากหน่อย เพราะหน้าโรงแรมสภาพไม่เหมือนโรงแรม เพราะดูจากภายนอกมองยังไงมันก็เหมือนตึกแถวธรรมดา ๆ มีเพียงป้ายเล็ก ๆ ติดไว้ว่านี้คือโรงแรม ส่วนการจะเข้าไปในโรงแรมต้องมีรหัสเปิด ถ้าไม่มีก็ต้องใช้วิธีการโทรหาว่าเรามาถึงหน้าโรงแรมแล้ว และสำคัญถ้ามาเช้าเกินเขาก็จะไม่เปิดให้ เพราะโรงแรมนี้จะเปิดรับแขกเช้าสุด คือ 7 โมงเช้า เมื่อเข้าไปข้างในจะเจอพนักงานตอนรับเป็นหญิงรัสเซียวัยกลางคน 2 คน สลับกันทำหน้าที่ บางที่ป้าแกก็ดูใจดีมาก ๆ แต่บางทีป้าแกก็พูดจาไม่รับแขก บางคนถามอะไรป้าแกนิดหน่อย ป้าแกก็หงุดหงิด ** แต่สำคัญ...นอกจากวันแรก (ก่อนเราจะเข้าพัก) ไม่มีวันไหน เวลาไหน กรณีไหนที่ป้าแกจะรับฝากของเด็ดขาด แสดงว่าถ้าวันสุดท้ายคุณเช็กเอาท์ไปแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์ฝากของป้าแกเด็ดขาด แม้แต่นาทีเดียว คือ พูดง่าย ๆ จะไปกินข้าว จะไปขี้ก็ต้องนำไปด้วย (และสำคัญค่ารีจีสเตอร์โรงแรมนี้คิดค่าบริการ 600 รูเบิล ต่อคน)

          เมื่อเก็บของ กินข้าว และจัดแจงเรื่องโรงแรมจนเสร็จ วันนี้ช่วงเช้าผมจะไป Peterhof Palace (พระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ)

          Peterhof Palace (พระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ) สร้างในปี ค.ศ.1705 ในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช โดย Peterhof เป็นภาษาดัตช์ แปลว่า บ้านของปีเตอร์ ซึ่งพระองค์ใช้เป็นที่พักผ่อนสำหรับล่าสัตว์ในฤดูร้อน (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า พระราชวังฤดูร้อน) โดยมีความประสงค์จะให้พระราชวังนี้มีความงดงามยิ่งกว่าพระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศส เพื่อแสดงออกถึงความเจริญรุ่งเรืองของรัสเซีย โดยได้รวบรวมสถาปนิกและช่างฝีมือจากประเทศต่าง ๆ มากมายในการก่อสร้าง ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างราว 10 ปี เมื่อเสร็จสมบูรณ์จึงกล่าวได้ว่าเป็นพระราชวังที่งามเกินกว่าจะมีที่ใดมาเทียบเท่า

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

วันที่ 2 (ตอนที่ 2)

          08.00 น. เดินทางออกจากโรงแรมเพื่อไปขึ้นเมโทรที่สถานี Ploshchad Vosstaniya (Плóщадь Восстáния) สายสีแดง นั่งสายสีแดง (สาย V1) ไป 7 สถานี Avtovo (А́втово) สายสีส้ม (ดูตามรูป)

รัสเซีย

          เมื่อถึงสถานี Avtovo (А́втово) เราก็ต้องเดินออกมาจากสถานีเมโทร เมื่อออกมาแล้วจะอยู่ตรงจุดนี้ v v

รัสเซีย

          คราวนี้ให้เราเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของถนน (ใช้วิธีลอดอุโมงค์) เมื่อข้ามไปแล้วจะมีรถตู้สีขาวจอดกันให้เต็ม (คล้าย ๆ วินรถตู้บ้านเรา) ถามเขาว่าผ่านปีเตอร์ฮอฟมั้ย ? ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่าน ราคาแล้วแต่คัน แล้วแต่เจ้า ราคาจะเริ่มตั้งแต่ 50-65 รูเบิล รถตู้วิ่งประมาณ 30 นาที ก็ถึง เมื่อถึงแล้วคนขับก็จะจอดและบอกให้เราลง แต่ถ้าใครไม่มั่นใจให้มองซ้ายไว้ จะเจอโบสถ์แบบรัสเซียออร์โธดอกซ์ ก็แปลว่าใช่...ถึงแล้วลงได้เลย

          08.40 น. เมื่อถึงอย่าเพิ่งรีบเข้าไปในวังนะครับ ให้คุณเดินมานิดนึง เพื่อมาชมสถาปัตยกรรมแบบฉบับรัสเซียโดยแท้ นั่นคือ โบสถ์แบบรัสเซียออร์โธดอกซ์ ที่ไม่มีที่ไหนในโลกนอกจากรัสเซีย (อาจจะมีบางประเทศที่ติดกับรัสเซีย แต่มันก็ไม่เหมือนซะทีเดียว)

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ โบสถ์แบบรัสเซียออร์โธดอกซ์ โบสถ์นี้เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้ม ก่อนที่เราจะไปเห็นของที่เด็ดอย่างโบสถ์แห่งหยดเลือดและวิหารเซนต์บาซิล แต่ข้อดีของโบสถ์นี้ที่ผมชอบ คือ คนน้อยมากและไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ทัวร์ไม่ลง มองแล้วมันสบายตาม๊ากมาก (แต่วันที่ไปน่าเสียดายตรงที่ฟ้าปิดจนขาวไปหมด ไม่เห็นสีฟ้าของท้องฟ้าแม้แต่น้อย)

          09.20 น. เดินไปพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ซึ่งทางไปและทางเข้ามีหลายทา แต่ไม่ต้องกลัวครับเดินไปทางไหน สุดท้ายก็ต้องเจอช่องขายตั๋ว ซึ่งตั๋วแบ่งเป็นสองราคา คือ ถ้าเข้าสวนและดูน้ำพุอย่างเดียว 500 รูเบิล แต่ถ้า อยากเข้าไปดูในวังด้วยก็ 600 รูเบิล (ราคานี้ไม่แน่ใจนะครับ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่บวกลบไม่เกินกว่านี้) เมื่อเข้าไปแล้วเดินเรื่อยเปื่อย ชมให้อิ่มพอใกล้เวลา

          10.30 น. ให้ไปยืนหาที่มุมเหมาะ ๆ ใกล้น้ำพุ เพราะเวลา 11.00 น. เขาจะมีการเปิดน้ำพุประกอบดนตรี (ซึ่งถ้าไปช้า รบรองไม่มีที่ติดขอบสนามให้คุณได้ชมแน่ ๆ)

          11.00 น. น้ำพุเปิด เพลงเริ่มบรรเลง ความรู้สึกแรกของผมคือ "ขนลุก" ความคิดแรกของผมคือ "นี้มันคือโลกแห่งความเป็นจริงหรือเทพนิยายฟะเนี่ย" สรุปวินาทีนี้ไม่ต้องบรรยายอะไรกันให้มากครับ เป็นอันว่าเข้าใจตรงกันนะ

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ รูปความงามของ Peterhof Palace หรือพระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ

วันที่ 2 (ตอนที่ 3)

          14.00 น. กลับเข้าไปในตัวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก >> โดยให้เราเดินย้อนกลับไปทางโบสถ์แบบรัสเซียออร์โธดอกซ์ที่เราไปก่อนเขาวัง เมื่อถึงโบสถ์ดังกล่าวเดินต่อไปอีก 200 เมตร จะเจอป้ายรถเมล์ รอรถอยู่ที่ป้ายสักระยะ จะมีรถตู้หรือรถเมล์ผ่านมา เมื่อรถเมล์ชะลอให้เรา พูดง่าย ๆ สั้นคำเดียวว่า "เมโทร" ถ้าคนขับ พยักหน้าก็ขึ้นได้ ถ้าคนขับส่ายหัวก็แปลว่าต้องรอคันต่อไป โดยโปรแกรมต่อไปของเรา คือ Kazan Cathedral (มหาวิหารคาซาน) และ The Church of the Savior on Spilled Blood (โบสถ์หยดเลือด)

          ก่อนไปถึงขอเล่าประวัติของสองที่นี่ก่อนครับ

          Kazan Cathedral (มหาวิหารคาซาน) สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตรงกับช่วงปี ค.ศ. 1708 ซึ่งแต่เดิมนั้นจัดได้เพียงว่าเป็นโบสถ์เล็ก ๆ หลังหนึ่ง ต่อมาสมัยพระเจ้าปอลด์ที่ 1 (ค.ศ. 1800) ได้ทำการสร้างวิหารใหม่ให้เป็นวิหารที่ใหญ่ขึ้นและสวยงามกว่าเดิม เนื่องจากที่ว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จประพาส ณ กรุงโรมที่อิตาลีแล้วพระองค์ทรงเกิดความประทับใจในรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบอิตาลี พระองค์จึงได้นำรูปแบบดังกล่าวนั้นมาผสมผสานในการก่อสร้างมหาวิหารหลังใหม่นี้ มหาวิหารคาซานหลังใหม่นี้สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1811 ออกแบบโดยสถาปนิก คือ -Charles Camelon-Thomas de Thomon และ Pietro Gonzago  ซึ่งปัจจุบันมหาวิหารคาซานจัดได้เป็นมหาวิหารอีกหนึ่งสถานที่ในนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กที่มีความสวยงามและสำคัญ เนื่องจากสาเหตุหนึ่งมาจากเพราะตั้งอยู่ในใจกลางเมือง จึงทำให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวพบเห็นได้ง่าย และด้วยความสวยงามของมหาวิหารที่มักจะเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น

รัสเซีย

          ^^ มหาวิหารคาซาน

          The Church of the Savior on Spilled Blood (โบสถ์หยดเลือด) "โบสถ์แห่งหยดเลือด" หรือ "The Church of the Savior on Spilled Blood" หรือบางคนจะเรียกว่า The Cathedral of the Resurrection of Christ (โบสถ์แห่งการคืนชีพ) ซึ่งสร้างขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ในปี ค.ศ.1883 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบิดา คือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์ในบริเวณที่สร้างโบสถ์นี้ขึ้น (โดยสาเหตุการถูกลอบปลงพระชนม์นั้นมาจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 พยายามเปลี่ยนระบบการปกครองและสร้างเสรีภาพในรัสเซียให้มีมากขึ้น จึงเป็นผลทำให้เกิดความไม่พอใจแก่เหล่าขุนนางที่เสียประโยชน์) ซึ่งโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างเกือบ 20 กว่าปี โดยสร้างด้วยความพิถีพิถันและมีนัยยะ เช่น ยอดหลังคาโบสถ์สร้างด้วยความสูง 81 เมตร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพระบิดาได้สิ้นพระชนม์ในปี 1881

          โดยรวมผมถือว่าโบสถ์แห่งหยดเลือดนี้สวยไม่แพ้เซนต์บาซิลที่มอสโกเลย โดยเฉพาะความละเอียดอ่อนในการสร้างและความสวยงามภายในที่ดูจะเป็นต่อเซนต์บาซิลด้วยซ้ำ แต่โบสถ์แห่งนี้กลับตั้งผิดจุด อยู่ผิดที่ (อยู่ในซอกตึก มีอาคารบัง ต่างจากเซนต์บาซิล) เลยกลายเป็นกลบความงามและสง่าของโบสถ์แห่งนี้ไปมากทีเดียว 

รัสเซีย

          ^^ The Church of the Savior on Spilled Blood (โบสถ์หยดเลือด)

          14.40 น. ถึงสถานีเมโทร (สถานีไหนสักแห่ง แล้วแต่รถแต่ละคันว่าจะผ่านสถานีไหน) เมื่อขึ้นเมโทรได้ให้เรา นั่งไปลงที่สถานี Nevsky Prospekt Station (สายสีฟ้า) เมื่อมาถึงสถานีนี้หาทางออกตามรูป V V  (ย้ำ ๆๆ ต้องออกประตูนี้เท่านั้น ถ้าคุณหลุดไปออกประตูอื่นคุณเดินย้อนมาเป็นกิโลฯ แน่ ๆ)

รัสเซีย

          ^^ ย้ำอีกรอบ ต้องออกประตูนี้เท่านั้น ถ้าคุณหลุดไปออกประตูอื่นคุณต้องเดินย้อนไปย้อนมาเป็นกิโลฯ แน่ ๆ (ตามรูป) ถ้าคุณหันหลังให้ตึกสีเขียว (สถานีเมโทร) หันหน้าออกนอกถนน ข้างหน้าคุณ คือ วิหารคาซาน ข้างหลังคุณ (เดินเลียบคลองไปประมาณ 300 เมตร) คือโบสถ์หยดเลือด
         
รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ วิหารคาซาน

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ The Church of the Savior on Spilled Blood (โบสถ์หยดเลือด)

          18.30 น. กลับโรงแรมโดยการย้อนกลับไปขึ้นเมโทร เพื่อไปลงที่สถานี Ploshchad Vosstaniya (Плóщадь Восстáния) สายสีแดง หรือ Mayakovskaya (Маяко́вская) สายสีเขียว ** ซึ่งสองสถานีนี้คือสถานีเดียวกัน

          สรุปค่าใช้จ่ายของวันนี้ (ไม่รวมค่ากิน)

          - ค่าโรงแรมสองคืน 1,600 รูเบิล

          - ค่าเข้าพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ 1,000 รูเบิล

          - ค่ารถทั้งหมดประมาณ 250 รูเบิล

          รวม 2,850 รูเบิล

วันที่ 3 Catherine Palace และ Smolny Cathedral

          วันนี้ตามโปรแกรมแล้วเราจะเดินทางไปสองที่ ได้แก่ Catherine Palace และ Smolny Cathedral

          Catherine Palace หรือวังของพระนางแคทเธอรีน หรืออีกชื่อคือ Tsarskoye Selo  ซึ่งคำว่า Tsarskoye Selo (ซากอเย เซโล่) ในภาษารัสเซียหมายถึง "หมู่บ้านพระเจ้าซาร์" สร้างในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ซึ่งในปี ค.ศ. 1708-1724 เป็นที่พักผ่อนในฤดูร้อนของพระมเหสีองค์โปรด คือ พระนางแคทเธอรีนที่ 1 ซึ่ง ต่อมาก็ยกให้กับพระธิดา คือ พระนางอลิสซาเบธ และก็ได้มีการตกแต่งพระราชวังให้มีความหรูหราและสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยทำการขยายพื้นที่ของสวนออกไปสถาปนิกผู้ออกแบบ คือ Bartolomeo Francesco Rastrelli และหลังจากนั้นพระราชวังแห่งนี้ก็กลายมาเป็นที่พักผ่อนในฤดูร้อนของพระเจ้าซาร์ ในยุคต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคนสุดท้ายของราชวงค์โรมานอฟ คือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 ก็มาพำนักพักอยู่และถูกจับตัวจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่นี่ เหตุผลที่พระราชวังแห่งนี้มีชื่อว่า "แคทเธอรีน" ก็เพื่อเป็นการขยายพระเกียรติแด่พระมารดาของพระนางอลิสซาเบทพระราชวัง แห่งนี้ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ 55 ห้อง และแต่ละห้องก็มีความสวยงามและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีห้องเด่น ๆ เช่น

          - ห้องโถงใหญ่หรือห้องบอลรูม ห้องโถงใหญ่หรือห้องบอลรูม เป็นห้องที่สวยงามผลงานชิ้นเอกของ Bartolomeo Francesco Rastrelli  มีเนื้อที่ทั้งหมด 846 ตารางเมตร (มีความกว้าง 17 เมตร และมีความยาว 49 เมตร) ส่วนหน้าต่างจะทำการประดับประดาด้วยกระจก ส่วนเทียนจะทำการลงลักปิดทองให้ดูเหลืองอร่ามตามศิลปะบารอก และถ้ามองส่วนทางด้านบนของเพดาน จะมีภาพวาดที่วาดลงบนผ้าใบซึ่งภาพวาดนั้นจะวาดเป็นรูปแบบสามมิติที่ดูสวยงามมาก ทำให้ห้องดถงดูแล้วโอ่อ่าสวยงามมากยิ่งขึ้น

รัสเซีย

          - ห้องอาหารค่ำสีเขียว ออกแบบโดย Chales Cameron เป็นห้องที่มีลักษณะเด่นด้วยศิลปะคลาสสิกใช้ รูปแบบห้องโดยใช้สีโทนสว่างให้ดูแบบโล่ง ๆ สบายตา แต่กลมกลืนด้วยความหรูหราไม่แพ้ที่ใด และภายในห้องอาหารค่ำนั้นก็ยังมีการจัดแสดงปูนปั้น ที่ทำการแกะสลักไว้ได้อย่างสวยงามมากตกแต่งอยู่ในห้องนั้นด้วย

          - ห้องอำพัน เป็นห้องที่มีความสวยงามมากที่สุด และเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดชม เพราะไม่ว่าจะเป็นผนังหรือรูปภาพที่จัดแสดงไว้ทุกอย่างได้นำอำพันมาตกแต่งทั้งหมด ทำให้ทั้งห้องกลายเป็นสีเหลืองของอำพัน มองไปมุมใดก็เหมือนต้องด้วยมนตร์สะกด ซึ่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางทหารนาซีได้ขโมยอำพันไปจนเกือบหมด แต่หลังจากสิ้นสุดสงครามและได้มีการบูรณพระราชวัง รัฐบาลรัสเซียได้มีการพยายามที่จะซื้ออำพันมาจากประเทศลัตเวียและกลุ่มทะเลบอลติกมา เพื่อนำมาทำตกแต่งให้ห้องอำพันนั้นมีความสมบูรณ์ดังเหมือนอดีตที่ผ่านมา

รัสเซีย

รัสเซีย

          Smolny Cathedral หรือวิหารสมอลนี เป็นวิหารสีฟ้าขาวทรงสวย ดูโดเด่น สร้างเมื่อ ค.ศ. 1748 แล้วเสร็จ เมื่อ ค.ศ. 1764 แต่เดิมเป็นสำนักแม่ชีก่อสร้างสมัยพระนางอลิซาเบธ เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน Bartoloeo Francesco Rastrelli บริเวณโดยรอบประกอบด้วยสวนและอาคารต่าง ๆ ที่ก่อสร้างขึ้นในสมัยของพระนางแคทเธอรีนมหาราช ปัจจุบันอาคารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งถ้าใครได้มาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแล้วไม่ควรพลาดแต่ประการใด

รัสเซีย

          07.30 น. ออกเดินทางโดยเหมือนเดิมกับเมื่อวาน คือ เริ่มต้นที่สถานีเมโทร หน้าโรงแรมเรา (สถานี Ploshchad Vosstaniya สายสีแดง) แต่วันนี้เราต้องไปลงที่สถานี Moskovskaya (Моско́вская) (สายสีฟ้า) ดังนั้น วิธีการของเราคือต้องนั่งสายสีแดงไป 3 สถานี เพื่อลงที่สถานี Tekhnologichesky Institut (Технологи́ческий институ́т) แล้วมาเปลี่ยนขึ้นสายสีฟ้าที่นี่ โดยนั่งสายสีฟ้าไปอีก 5 สถานี ก็จะถึงสถานี Moskovskaya (Моско́вская)

รัสเซีย

          ^^ ดูแผนที่ประกอบเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

          07.50 น. ถึงสถานี Moskovskaya (Моско́вская) เราจะขึ้นรถบัสเพื่อไป Catherine Palace แต่อย่าเพิ่งรีบร้อน เพราะใกล้ ๆ สถานีนี้มีของดี ๆ สวย ๆ ที่หลายคนอาจเคยไปแถวนั้นแต่พลาดไม่ได้ไปชมมาบอกเพื่อนสมาชิก เพราะถ้าเผื่อวันไหนคุณไปจะได้ไม่เสียดายที่พลาดโอกาสไปชม Chesma Cathedral ซึ่งก็คือ โบสถ์เล็ก ๆ ที่หลายคนไม่รู้จัก ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์ แต่เต็มไปด้วยความโรแมนติกและสวยงาม วิธีไปก็ง่ายแสนง่าย (ลองดูรูปแผนที่ด้านล่างประกอบนะครับ)

รัสเซีย

          (ค่อย ๆ ดูรูปแล้วอ่านช้า ๆ นะครับ เดี๋ยวจะงง) คือ สถานีนี้มีทางออกหลายทาง ให้คุณออกในทางออกนี้ เท่านั้น (เห็นทางที่คนกำลังเดินออกมามั้ยครับ) ถ้าไม่มั่นใจก็เอารูป ให้คนแถวนั้นดูแล้วถามเลยว่าทางออกทางนี้มันคือทางไหน >> เมื่อคุณออกมาได้ (ตามรูป) ให้คุณหันหน้าออกนอกถนนแล้วหันขวา (ดูแผนที่ในรูปข้างล่างประกอบตาม) เดินไป 6 ก้าว จะเจอถนน หันขวา เดินไปตามถนนจนเจอทางตัน (สามแยกตัว T) ให้คุณเลี้ยวซ้าย เจอสี่แยกให้คุณเดินตรงข้ามแยกนี้ไป จากแยกประมาณ 200 เมตร Chesma Cathedral จะอยู่ขวามือ

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ Chesma Cathedral โบสถ์เล็ก ๆ สีชมพูที่โคตรจะน่ารัก

          09.00 น. เมื่ออิ่มกับความน่ารักของโบสถ์สีชมพู ก็เดินกลับมาทางเดิมเพื่อขึ้นรถ (ดูรูปประกอบ)

รัสเซีย

          ^^ เห็นรูปอาคารขาว ๆ ที่ลูกศรแดงชี้อยู่มั้ยครับ ? ใช่ หน้าอาคารนั้นและคือป้ายรถเมล์ หรือจุดที่เราต้องไปขึ้นรถเพื่อไปวังแคทเธอรีน

วันที่ 3 (ตอนที่ 2)

          09.20 น. เมื่อเดินมาถึงป้ายรถเมล์ให้เรามองหามินิบัสสาย 342 หรือสาย 545 หรือที่เขียนว่า Tsarskoye Selo หรือถ้าหาไม่เจอหรือไม่รู้ว่าไปคันไหน ก็ยื่นกระดาษที่มีคำว่า Tsarskoye Selo ให้เขาดู แค่นี้ก็ไม่มีปัญหา ค่ารถคนละ 36 รูเบิล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

          09.40 น. เมื่อถึงคนขับรถก็จะบอกให้เราลง หรือสังเกตง่าย ๆ ถ้านั่งมาประมาณ 20 นาทีกว่า ๆ แล้วเจอเมืองหรือบ้านเรือนเยอะ ๆ เป็นหลังติด ๆ กัน นั่นแหละเตรียมตัวลงได้เลย เมื่อลงจากรถแล้วให้มองหาจุดที่คนเดินไปกันเยอะ ๆ ทั้งหัวดำ หัวทอง เดินกันไปเป็นแถว ให้เราเดินตามเขาไป เดินไปไม่ถึงสามนาทีเราจะเจอพระราชวังอันสวยงามสีฟ้า ซึ่งมียอดแหลม ๆ สีทองอยู่ข้างบนอยู่ตรงหน้า นั่นแหละแสดงว่าเรามาถึงแล้ว Tsarskoye Selo หรือพระราชวังแคทเธอรีน

          *** ถ้าหิวให้หาอะไรรองท้องก่อนเลย เพราะด้านในหาขอกินยาก (ขอแนะนำร้านหนึ่งใกล้ ๆ ป้ายรถเมล์ที่เราลง เป็นร้านคล้าย ๆ McDonald บ้านเรา จะบอกว่าไก่ทอดอร่อยและราคาไม่แพงเลย)
         
          10.00 น. เดินมาถึงหน้าวังต้องซื้อตั๋วก่อนนะครับ ถึงจะได้เข้าไปชมด้านใน (ราคาค่าตั๋วอยู่ที่ 120 รูเบิล)

          10.10 น. เมื่อเข้าไปแล้วสิ่งที่เห็น คือ พระราชวังแห่งนี้ไม่ใหญ่โตและอลังการเท่าวังปีเตอร์ฮอฟ แต่ความสวยงามและความพิถีพิถันไม่น้อยหน้าปีเตอร์ฮอฟเลย และถ้าจะบอกว่าที่นี่สวยกว่าปีเตอร์ฮอฟก็คงไม่ผิด สำหรับผมผมชอบที่นี่มากกว่าปีเตอร์ฮอฟ เพราะผมว่าที่นี่มันลงตัวและสวยไปหมดทุกมุม ไม่ว่าด้านนอกหรือด้านใน ด้านบนหรือด้านล่าง บอกได้คำเดียวเลยครับ "ฟินจริง ๆ"

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          12.00 น. เมื่อชมด้านนอกจนอิ่ม คราวนี้ก็ถึงเวลาเข้าไปชมด้านในบ้าง (ขอบอกว่าห้ามพลาดเด็ดขาด) วิธีคือเราต้องต่อแถว ซึ่งแถวยาวมาก เพราะแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่จะปล่อยให้เข้าไปได้ทีละประมาณ 20 คน ซึ่งเมื่อถึงคิวเราก็เข้าไปด้านในอาคารก่อนแล้วค่อยซื้อตั๋วข้างในนั้น (ค่าตั๋วราคา 400 รูเบิล) เมื่อได้เข้าไปเหยียบด้านในบอกคำเดียวเลยว่า ..... ??? ... ???  คือจะบอกว่ามันไม่รู้จะใช้หรือหาคำไหนมา บรรยายจริง ๆ เพราะคำว่าสวยและอลังการมันยังน้อยไปจริง ๆ สำหรับพระราชวังแห่งนี้
         
          ** ลืมบอกไปว่าด้านในเขามีป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนสนใจ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ว่า ยกเว้น "ห้องอำพัน" ถ้าเราถ่ายแล้วและเขาดันมาเห็นโดนว่าแน่ ๆ

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          คือภาพรวมของพระราชวังแคทเธอรีนบอกได้คำเดียวครับว่า "ไร้ที่ติจริง ๆ"

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ ภาพทั้งหมดของพระราชวังแคทเธอรีน หรือ Tsarskoye Selo

          15.00 น. เดินออกจากพระราชวังเพื่อเดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์ที่เราลง เมื่อถึงก็ข้ามไปขึ้นอีกฝั่ง (เพราะเราจะเข้าเมือง) เมื่อถึงป้ายรถเมล์ให้เรารอรถสาย 342 หรือ 545 แต่ถ้าจนแล้วจนรอดยังไม่มา คราวนี้ก็ให้ใช้สูตรเดิมครับ รถคันไหนจอดให้ชะโงกหน้าเข้าไปในรถแล้วพูดว่า "เมโทร" ถ้าพยักหน้าก็แปลว่าขึ้นได้ ซึ่งเป้าหมายต่อไปของเรา คือ Smolny Cathedral หรือวิหารสมอลนี

          15.40 น. ถึงเมโทร (สถานีไหนสักแห่งแล้วแต่เขาจะนำจอด ซึ่งส่วนมากจะเป็นสถานี Kupchino สายสีฟ้า) เมื่อถึงเมโทรให้เรานั่งไปลงสถานี Chernyshevskaya (Черныше́вская) (สายสีแดง) ดูรูปประกอบ นะครับจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

รัสเซีย

          16.00 น. เมื่อถึงสถานี Chernyshevskaya (Черныше́вская) ให้เดินออกมาจากเมโทร (ไม่ยากเพราะสถานีนี้มีทางออกทางเดียว) เมื่อออกมาแล้วจงทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ทีละขั้นตอนนะครับ (วิธีไป Smolny Cathedral) รับรองไม่หลง

          - ออกมาจากสถานีเมโทรให้เรายืนหันหน้าหาถนน หันหลังให้สถานี

          - หันซ้าย 90° เดินมาประมาณ 10 ก้าว จะเจอสามแยก (มีสามแยกเดียว) ให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปเรื่อย ๆ

          - จนเจอสวน (สังเกตไม่ยากมีสวนอยู่สวนเดียว) เมื่อเจอสวนให้เลี้ยวซ้าย เดินเลาะไปกับแนวสวน เดินไปเรื่อย ๆ จนเจอสี่แยกให้เลี้ยวขวา

          - เมื่อเลี้ยวขวาสิ่งที่คุณเห็นอยู่ไกล ๆ นั่นแหละ คือ Smolny Cathedral

รัสเซีย

          ^^ วิหารสมอลนี ถ่ายผ่านฟิล์มสไลด์

รัสเซีย

รัสเซีย

          ** ส่วนขากลับถ้าใครไม่อยากเดินก็ใช้สูตรเดิมได้ครับ (ยืนรอที่ป้ายรถเมล์หน้าวิหารแล้วพูดคำว่า "เมโทร") เมื่อถึงเมโทรก็นั่งจากสถานี Chernyshevskaya (Черныше́вская) สายสีแดง ไปสถานีเดียวก็ถึง สถานีหน้าโรงแรมเราแล้ว (Ploshchad Vosstaniya)

          สรุปค่าใช้จ่ายของวันนี้ (ไม่รวมค่ากิน)

          - ค่ารถประมาณ 200 รูเบิล

          - ค่าเข้าพระราชวังแคทเธอรีน 520 รูเบิล

          รวม 720 รูเบิล

วันที่ 4 Saint Isaac's Cathedral (Isaakievskiy Sobor) และพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ และโบสถ์แห่งหยดเลือด

          วันนี้ตามโปรแกรมเราจะไปทั้งหมดสามที่หลัก ๆ เดี๋ยวหลายคนงงว่า อ้าว...โบสถ์หยดเลือดไปแล้วทำไมไปซ้ำ ? บอกเลยครับ...ใช่ ไม่ได้ลืม แต่เหตุที่ต้องไปซ้ำมีอยู่ 2 ประการ คือ หนึ่งชอบมาก เหมือนไปวันนั้นยังไม่ สะใจ ส่วนสอง คือ ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน เพราะวันที่ไปวันนั้นคนเยอะมากเลยยังไม่อยากเข้า กะว่ามาเช้า ๆ นักท่องเที่ยวคงไม่เยอะ (แต่สุดท้ายก็ไม่จริง ขนาดเราไปรอก่อนประตูเปิด ยังมีทัวร์มาลงคนก็เยอะเหมือนเดิม)

          ที่แรกที่จะไปในตอนเช้า คือ โบสถ์หยดเลือด (ซึ่งได้เล่าประวัติไปแล้ว)
          ที่ที่ 2 คือ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ
          ที่สุดท้ายของวัน คือ Saint Isaac's Cathedral (หรือมหาวิหารเซนต์ไอแซค)

          พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ หรือพระราชวังฤดูหนาวแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สร้างมาเพื่อเป็นพระราชวังที่ประทับของพระนางอลิซาเบธ สร้างแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1762 แต่ไม่ทันได้สร้างเสร็จ พระนางอลิซาเบธสิ้นพระชนม์ ไปซะก่อน พระราชวังแห่งนี้กลายเป็นที่ประทับของพระนางแคทเธอรีนแทน ซึ่งต่อมาพระราชวังแห่งนี้ได้กลายเป็นที่เก็บของหายาก งานศิลปะ สมบัติต่าง ๆ ของพระนางแคทเธอรีนแทน ซึ่งพระนางแคทเธอรีน เป็นคนที่ชอบงานศิลปะมาก ๆ ถึงขนาดเก็บรวบรวมและชื้อภาพเขียนชื่อดังจากยุโรปกว่า 200 ภาพ จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าส่วนพระองค์ไว้ ณ วังแห่งนี้ โดยมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นคอลเลคชั่นอันประเมินค่ามิได้เหล่านี้ ซึ่งในปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีและใหญ่ติด 1 ใน 5 ของโลก ไม่แพ้ Louvre หรือ British Museum หรือ Museum Island ของเยอรมนีแต่อย่างใด

          และในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจมีการแสดงผลงานศิลปะที่โด่งดังจากทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านชิ้น ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีผลงานของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ไมเคิล แองเจโล ราฟาเอล ติเตียน แรมแบรนดท์ รูเบนส์ ภาพวาดอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศส รวมทั้ง แวนโก๊ะ มาติส โกแกง โดยพระองค์ทรงเคยกล่าวไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งว่า "มีแค่หนูกับฉันเท่านั้นที่สามารถชื่นชมผลงานเหล่านี้ได้" เมื่อพระนางสวรรคตก็มีสมบัติสะสมมากมาย โดยเฉพาะภาพเขียนที่ทรงโปรดปรานมากกว่า 3,000 ภาพ เหรียญโบราณอัญมณีอันล้ำค่า จนถึงสมัยพระเจ้าซาร์นีโคลัสที่ 1 มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมด และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในปี ค.ศ. 1852 ซึ่งงานเด่น ๆ ที่เข้าไปแล้วไม่ควรพลาดในเฮอร์มิเทจ ได้แก่

          - (Madonna and Child ) ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งเป็นรูปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในขณะนั้น ถึงความไม่เหมาะสมของภาพ เพราะในภาพจะเห็นเนินออกของพระแม่มารี

          - Peacock Clock (นาฬิกานกยูง) สร้างโดยช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษ

          - A Pair of Lovers ของ Giulio Romano

          Saint Isaac's Cathedral หรือมหาวิหารเซนต์ไอแซค มหาวิหารเซนต์ไอแซค เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ นิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และหากเทียบมหาวิหารทุกนิกายทั่วโลก เซนต์ไอแซคอยู่ในอันดับที่ 4 รองมาจากมหาวิหารวาติกัน  มหาวิหารเซนต์ปอล และ Duomo di Milan ซึ่งภายในมหาวิหารแห่งนี้ สามารถจุคนได้ในระดับหมื่นคนสบาย ๆ ซึ่งวิหารเซนต์ไอแซคถูกสร้างขึ้นใน ปี ค.ศ. 1710 ตามความประสงค์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช โดยใช้หินแกรนิตชิ้นเดียวขนานกว่า 118 ตัน จำนวน 48 ชิ้น เพื่อนำมันมารองรับยอดโดมขนาดมหึมา หมาวิหารนี้สร้างบนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ลำพังระยะเวลาการทำผนังและวางรากฐานนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ด้วยเสาเข็มกว่า 50,000 ต้น เมื่อวัดระยะความสูงจากฐานถึงโดมจะมีขนาดความสูงกว่า 100 เมตร ทีเดียว

รัสเซีย

          08.00 น. เช็กเอาท์และนำกระเป๋าไปฝากที่สถานีรถไฟที่เราจะกลับมอสโกคืนนี้ (สถานี Moskovsky Station) บริการรับฝากกระเป๋าอยู่ชั้นล่างสุดของสถานี มีบริการแบ่งเป็นตู้ ๆ (ตู้หนึ่งใส่กระเป๋าใบใหญ่ได้สบาย) ราคาตู้ละ 250 รูเบิล ต่อ 24 ชั่วโมง {วิธีใช้ : ก็ไปซื้อบัตรกับเจ้าหน้าที่ แล้วบอกเขาว่าจะเอากี่ตู้ เมื่อจ่ายเงินไปจะได้บัตรมา เอาบัตรสแกนเพื่อเปิดตู้ เมื่อใส่ของเสร็จก็เอาบัตรสแกนเพื่อปิดตู้}

          09.00 น. นั่งเมโทรไปสถานีเดียว เพื่อไปลงที่สถานี Nevsky Prospekt เพื่อไปโบสถ์หยดเลือดอีกครั้ง (ขอไม่อธิบายโดยละเอียดนะครับ เพราะได้อธิบายโดยละเอียดไปแล้วในวันแรก) ค่าเข้าโบสถ์หยดเลือดต้องยอมรับครับว่าผมจำไม่ได้จริง ๆ น่าจะ 400 รูเบิล โดยประมาณ เมื่อเข้าไปข้างในอยากบอกว่า " โอ้โห ว้าว ๆๆๆ" คือ โบสถ์หยดเลือดแห่งนี้ข้างนอกว่างามแล้ว ข้างในงามไม่แพ้กัน โดยถ้าเอาด้านในมาเทียบกัน เซนต์บาซิลในมอสโก เทียบไม่ติดแม้แต่น้อย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ ความงามด้านในโบสถ์หยดเลือด

รัสเซีย

          ^^ โบสถ์แห่งหยดเลือดในมุมมองผ่าน ฟิล์มแบบฉบับโลโม่

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

วันที่ 4 (ตอนที่ 2)

          11.00 น. เมื่อออกมาจากโบสถ์หยดเลือดให้เดินเลียบริมคลองมาเรื่อย ๆ จนเจอวิหารคาซาน ให้เลี้ยวขวา เดินไปจนสุดทาง (ระยะทางกิโลฯ กว่า ๆ) จะเจอสามแยก หันขวาจะเห็นตึกใหญ่ ๆ สีเขียว ๆ นั่นคือ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ซ้ายเห็นเป็นยอดโดมสีทอง ๆ คือ มหาวิหารเซนต์ไอแซค

รัสเซีย

          ^^ มหาวิหารเซนต์ไอแซค

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ

          เราเลี้ยวขวาไปเฮอร์มิเทจก่อน เมื่อไปถึงก็เหมือนทุกวังที่ผ่าน ๆ มา คือ รอ ๆๆ รอคิว (ที่รัสเซียเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ จะจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวให้เข้าไปในแต่ละครั้งให้พอดีกับสถานที่ ซึ่งแม้จะรอนาน แต่ก็เป็นขอดีและเป็นหลักบริหารการจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่สักแต่จะเอาแต่เงิน ไม่สนใจนักท่องเที่ยวหรือสถานที่) ผ่านไปเกือบชั่วโมงถึงจะได้เข้าไปข้างใน (ค่าเข้าไม่ต้องเสีย ผมไม่แน่ใจนะว่าฟรีทุกวันหรือไม่) เมื่อเข้าไปได้บอกตรง ๆ ตาลาย งานศิลปะมันเยอะจริง ๆ โดยด้านในแบ่งงานศิลปะไว้เป็นประเภทและประเทศ เช่น งานของอิตาลี ญี่ปุ่น สเปน ฮอลแลนด์ อียิปต์ และยังแบ่งเป็นโซน ๆ คือ มันเยอะจริง ๆ เยอะขนาดเดินทั้งวันก็ดูไม่หมด และพูดง่าย ๆ ว่า "ศิลปินคนไหนที่ดังระดับโลก ไม่มีทาง ที่ในนี้จะไม่มีผลงานของเขา" เช่น ปาโบล ปีกัสโซ, เลโอนาร์โด ดา วินชี, ราฟาเอล, เจ็นทิเล เบลลินี, มีเกลันเจโล, อันเดรอา เดล ซาร์โต, แรมบรังด์, วินเซนต์ แวน โก๊ะ, อันโตนิโอ ดา คอร์เรจจิโอ

          แต่ยอมรับสารภาพตรง ๆ ครับ แม้ผมจะเป็นคนชอบงานศิลปะมากแค่ไหน แต่ก็ดูได้ไม่ครบจริง ๆ เพราะมัน เยอะเอามาก ๆ

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ งานเพียงบางส่วนในเฮอร์มิเทจ

รัสเซีย

          ^^ พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจหรือพระราชวังฤดูหนาวแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

รัสเซีย

          ^^ เฮอร์มิเทจในมุมมองผ่านกล้องฟิล์ม

          16.00 น. เมื่อเต็มอิ่มในงานศิลปะเราก็เดินออกมาด้านนอกพิพิธภัณฑ์ เมื่อออกมาจากประตูสิ่งแรกที่เห็นและสะดุดตาที่สุด คือ ป้อมปีเตอร์ แอนด์ ปอลด์ (Peter And Paul) บนเกาะวาซิลเยฟสกี้ ซึ่งฉากตรงหน้าเราคือแม่น้ำเนวา แม่น้ำสายสำคัญและถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของมหานครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

รัสเซีย

          16.30 น. หลังจากชมแม่น้ำเนวาและป้อมปีเตอร์ แอนด์ ปอลด์ จนเต็มตา คราวนี้ก็ถึงคราวต้องเหนื่อยกับการเดินอีกครั้ง ซึ่งจุดหมายที่สุดท้ายของเราในวันนี้ คือ มหาวิหารเซนต์ไอแซค เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจให้เราเลี้ยวซ้ายจนเจอสี่แยก (ขวาขึ้นสะพาน ซ้ายเป็นถนน) ให้เราเลี้ยวซ้ายไปตามถนนประมาณ 200 เมตร เราจะกลับมาอยู่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจอีกครั้ง เมื่อถึงด้านหน้าให้เรามองไปบนฟ้า จะเห็นโดมสีทองใหญ่ ๆ ให้เราเดินไปตามยอดโดมไปประมาณ 200-300 เมตร  ซึ่งมีถนนหลายทาง แต่ยืนมุมไหนก็เห็น ไปทางไหนก็ถึง

รัสเซีย

รัสเซีย

          ^^ ความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารเซนต์ไอแซค

รัสเซีย

          ^^ เซนต์ไอแซค ในมุมโลโม่โดยฟิล์มสไลด์

          19.00 น. เมื่อเต็มอิ่มกับอภิมหาวิหาร ให้เรายืนโดยหันหน้าเข้าหาด้านหน้าของมหาวิหาร แล้วหันขวาจะเห็นถนนอยู่เส้นหนึ่ง ให้เราเดินมาตามถนนเส้นนี้ เดินได้ไม่ไกลจะเจอสามแยกแรก ให้เราเลี้ยวขวา เดินไปประมาณ 100 เมตร จะเป็นทางสุดซอย ให้เราเลี้ยวซ้ายไปประมาณ 200 เมตร จะเจอสัญลักษณ์ (V) ให้เราเดินเข้าไป เพราะนี้คือเมโทรสถานี Admiralteyskaya (แต่ถ้าขึ้นสถานีนี้ต้องเปลี่ยนรถหลายต่อ) แต่ถ้าใครเดินทนจะเดินย้อนกลับไปขึ้นที่สถานี Nevsky Prospekt ก็ไม่มีปัญหา สุดแล้วแต่จะขึ้นจากสถานีไหนก็ต้องไปลงที่สถานี Mayakovskaya (สีเขียว) หรือ Ploschad vosstania (สีแดง) อยู่ดี โปรดดูรูปประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

รัสเซีย

          19.30 น. เมื่อถึงสถานี Mayakovskaya (สีเขียว) หรือ Ploschad vosstania (สีแดง) ให้เราออกจากเมโทร แล้วไปสถานีรถไฟ Moskovsky Station (Моско́вский вокза́л) เพื่อจะขึ้นรถไฟกลับมอสโก หลังจากไปรับกระเป๋าคืนก็หาอะไรแถวนั้นกินเพื่อรอรถไฟ

          21.30 น. เดินทางด้วยรถนอนเพื่อกลับมอสโก

          สรุปค่าใช้จ่ายของวันนี้ (ไม่รวมค่ากิน)

          - ค่ารถประมาณ 60 รูเบิล

          - ค่าเข้าโบสถ์หยดเลือดประมาณ 400 รูเบิล

          รวมประมาณ 460 รูเบิล

วันที่ 5 St. Basil's Cathedral/Kremlin Palace/จัตุรัสแดง (red square)/St. Saviour Cathedral และ Kolomenskoye

          06.00 น. หลังจากนอนมาทั้งคืนบนรถไฟ เช้านี้ก็ถึงมอสโกโดยสวัสดิภาพ ซึ่งรถไฟขบวนนี้จะจอดสุดท้ายปลายทางที่สถานี Leningradsky Railway Station "Dobro Pozhalovat Moskva" หรือ Welcome Moscow หรือยินดีต้อนรับสู่มอสโก

          มอสโก เป็นเมืองที่ใคร ๆ ฝันอยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต เป็นเมืองที่เคยลึกลับและน่าค้นหา ดังสมญานาม "ดินแดนหลังม่านเหล็ก" มอสโกไม่ได้มีแค่จัตุรัสแดงหรือ St. Basil's และวัง Kremlin อย่างที่ใครหลายคนคิด หรือเคยมา เคยผ่านในระหว่างเปลี่ยนเครื่อง เพราะถ้าพูดกันจริง ๆ แล้ว มอสโกยังมีอะไร ๆ อีกเยอะที่น่าค้นหาและน่าไปเยือน เพราะแค่ในและรอบ ๆ มอสโกมี "สถานที่ที่เป็นมรดกโลกอยู่ถึง 4 แห่ง"..."สถานที่ 1 ใน 50 สถานที่ ที่น่าไปเยือนของนิตยสารระดับโลกอยู่ 3 ที่" และอีก "1 สถานที่ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารอบสุดท้าย ในการชิงชัย 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกรอบล่าสุด" และนี่คือ มอสโก ดินแดนหลังม่านเหล็กสุด มหัศจรรย์

          กรุงมอสโก หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า  Moscow หรือถ้าเรียกตามภาษารัสเซีย คือ Москва́ (มัสกวา) เป็นเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การศึกษา และการเดินทางของประเทศ โดยตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำมัสกวา ซึ่งในตัวเมืองมีประชากรอยู่อาศัยกว่า 1 ใน 10 ของประเทศ ทำให้เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรป มอสโกเคยเป็นเมืองหลวงของรัสเซียมาตั้งแต่ ค.ศ. 1237 จนถึง ค.ศ. 1712 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราชได้ย้ายเมืองหลวงไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อยู่จนถึงปี ค.ศ. 1917 หลังจากการปฏิวัติรัสเซีย เลนินได้ย้ายเมืองหลวงกลับมายังมอสโกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งยังคงเป็นเมืองหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

รัสเซีย

          07.00 น. หลังจากล้างหน้าล้างตากันเรียบร้อย คราวนี้เราก็ออกเดินทางเพื่อที่จะเอาของไปเก็บและฝากที่โรงแรม ซึ่งโรงแรมเราอยู่ที่ถนน Arbat สถานีเมโทร Smolenskaya (Смоленская) สายสีน้ำเงิน ซึ่งในขณะนี้เราอยู่ที่สถานี Komsomolskaya (Комсомо́льская) สายสีแดง (สถานีนี้คือสถานีเมโทรที่ติดกับสถานีรถไฟ) เราต้องนั่งสายสีส้มไป 5 สถานี เพื่อไปเปลี่ยนเป็นสายสีฟ้าที่สถานี Arbatskaya (Арба́тская) และนั่งต่อไปอีกสถานีเดียว เพื่อไปลงสถานี Smolenskaya (Смоленская) {ดูแผนที่ประกอบเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น}

รัสเซีย

          ** สิ่งที่ควรรู้ถ้าคิดจะไปมอสโก **

          1. จะใช้เมโทรในมอสโกโปรดจงเอาแผนที่ที่มีภาษารัสเซียไปด้วย เพราะเมโทรเมืองนี้ไม่มีภาษาอังกฤษ

          2. ถ้ามีเวลาเดินเข้า-ออกสถานีเมรโทร อย่ารีบร้อนเดิน โปรดจงเดินช้า ๆ เพื่อชื่นชมความสวยงามของสถานีก่อน เพราะสถานีเมโทรที่นี่สวยงามเกือบทุกสถานีจริง ๆ

          3. หากชมสถานีเมโทรแล้วอย่าลืมชมตึกด้วย ตึกในที่นี่หมายถึง "ตึกสไตล์สตาลินโกธิค" หรือ Seven Sisters (ตึก 7 พี่น้อง) ซึ่งมีที่มา คือ เมื่อ ค.ศ. 1946 หลังสหภาพโซเวียตชนะสงครามโลก สตาลินมีความคิดว่าต่อจากนี้โซเวียตจะเป็นศูนย์กลางของโลกแห่งใหม่ แต่ที่นี่ไม่มีอาคารสูงแม้แต่แห่งเดียว และหากมีการนำเมืองนี้ไปเปรียบเทียบกับเมืองหลวงอื่น คนโซเวียตก็คงจะอับอาย เขาก็เลยสั่งให้ดำเนินโครงการสร้างอาคารสูงหลายแห่ง อาคารเหล่านี้ถูกสร้างในช่วงปี ค.ศ. 1947-1953 ซึ่งเป็นอาคารที่ไม่เหมือนใคร โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเป็นการผสมระหว่างศิลปะแบบรัสเซียและศิลปะแบบโกธิค และใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบอเมริกัน ซึ่งแต่เริ่มเดิมทีโครงการนี้จะประกอบด้วยอาคาร 8 อาคาร แต่สุดท้ายก็สร้างจริง ๆ แค่ 7 อาคาร

          07.20 น. ถึงสถานี Smolenskaya (Смоленская) เดินออกจากเมโทรไม่ไกลก็เจอโรงแรมโรงแรมที่ผมพักชื่อ Simba Hostel on Arbat ราคาคืนละ 1,000 บาท ต่อคน >> www.booking.com

          ภาพโดยรวมของโรงแรมนี้ยอมรับครับว่าถูกมากหากมองถึงทำเลที่ตั้ง เพราะโรงแรมนี้อยู่ใจกลางเมือง เดิน ไม่กี่ก้าวถึงเมโทร แต่ข้อเสีย (ซึ่งหากอยากได้ของถูกต้องทำใจ) คือ เล็กมาก ๆๆ คือคำว่าเล็กของผมไม่รู้จะบรรยายถึงความเล็กยังไง เอาแบบนี้...คิดตามนะครับ เมื่อเดินเข้าไปในห้องเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มีโต๊ะอยู่ 1 ตัว เก้าอี้อยู่ 2 ตัว เตียงอยู่บนหัว ใช่ครับคุณอ่านไม่ผิด เตียงอยู่บนหัวเราจริง ๆ คือ ถ้าจะนอนก็ต้องปีนขึ้นไปนอน แต่ภาพรวมถ้าแค่อาศัยนอนราคานี้ ทำเลนี้ เมืองนี้ ผมถือว่าสำหรับผมพอรับได้ (ลืมบอกห้องน้ำรวมนะครับ สำคัญถ้าจะพักที่นี่ต้องตื่นเช้า ๆ ถ้าตื่นสายรอคิวเข้าห้องน้ำนานแน่ ๆ)

          เมื่อเก็บของเสร็จเราก็พร้อมออกเดินทาง เช้านี้ตามโปรแกรมเราจะไป St. Basil's Cathedral/Kremlin Palace/จัตุรัสแดง (Red Square) ก่อนไปขอเล่าประวัติกันสักนิดก่อนนะครับ

          มหาวิหารเซนต์บาซิล หรือบางคนเรียกว่า เบซิล หรือ Saint Basil's Cathedra เป็นวิหารของศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์ สร้างโดย ซาร์อีวานที่ 4 (อีวานผู้โหดร้าย) เพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมืองคาซาน เมื่อปี ค.ศ. 1552 ผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้รัสเซียสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่น จึงสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1555 มหาวิหารเซนต์บาซิลมีรูปทรงที่ไม่เหมือนโบสถ์อื่น คือ มีโดม 8 โดม ล้อมรอบโดมที่ 9 ที่อยู่ตรงกลาง ทำให้อาคารมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณอันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก หอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นหอคอยสูงรูปแท่งเทียนกำลังลุกไหม้บนปลายลำเทียน ส่งความโชติช่วงชัชวาลเป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์

          ** มีเรื่องน่ากลัวและน่าขนลุกของเซนต์บาซิลหนึ่งเรื่อง คือ มหาวิหารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ ปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ และด้วยความงดงามของวิหารแห่งนี้ ซาร์อีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามมาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิกผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่ 4 จึงเป็นที่มาของสมญานามอีวานผู้โหดร้าย (Ivan The Terrible)

รัสเซีย

รัสเซีย

          พระราชวังเครมลิน หรือ Kremlin Palace  ก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 1837 ถึง 1849 (ซึ่งจริง ๆ แล้วมีก่อสร้าง เป็นหวังเดิมก่อนหน้านี้แล้ว) โดยพระเจ้านิโคลัสที่ 1 ผู้ออกแบบ คือ สถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ Konstantin thon ภายในพระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย มีกำแพงสูง 65 ฟุต รอบพระราชวังมีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต ซึ่งในอดีตพระราชวังเครมลินแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของซาร์แห่งมอสโก และที่ทำการของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตด้วย และเมื่อไม่นานมานี้พระราชวังเครมลินได้รับการเสนอชื่อเข้ารอบสุดท้าย ในการชิงชัย 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกรอบล่าสุดด้วย

รัสเซีย

          จัตุรัสแดง (Red Square) ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนหัวใจของมอสโกและรัสเซียเลยก็ว่าได้ เพราะถนนสายสำคัญทุกสายของกรุงมอสโกจะวิ่งตรงออกจากจัตุรัสแดงแห่งนี้ นอกจากนี้ จัตุรัสแดงยังเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์บาซิล และหลุมฝังศพของวลาดิมีร์ เลนิน อีกด้วย ชื่อจัตุรัสแดงมักเข้าใจผิดว่าคำว่า "แดง" ในชื่อจัตุรัส มาจากสีของคอมมิวนิสต์หรือสีของอิฐในบริเวณนั้นที่เป็นสีแดง แต่แท้จริงแล้วชื่อจัตุรัสแดงมาจากภาษารัสเซียคำว่า "красный" ซึ่งในภาษารัสเซียดั้งเดิมมีความหมายว่าสวยงาม ในขณะที่ภาษารัสเซียสมัยใหม่แปลว่าสีแดงจัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสใจกลางกรุงมอสโก มีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 695 เมตร มีขนาดพื้นที่รวม 23,100 ตารางเมตร

รัสเซีย

วันที่ 5 (ตอนที่ 2)

          08.00 น. หลังจากรู้ประวัติและความเป็นมากันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเดินทาง ให้เราขึ้นเมโทรจากสถานี Smolenskaya (Смоленская) สายสีน้ำเงิน (สถานีข้างโรงแรมเรา) ไป 2 สถานี คือ สถานี Ploshchad Revolyutsii (Пло́щадь Револю́ции) สายมีน้ำเงิน

รัสเซีย

          เมื่อขึ้นมาจากเมโทรแล้วให้ไปและดูแผนที่ด้านล่างประกอบ

รัสเซีย

          ^^ เมื่อขึ้นจากเมโทร (เมโทรสถานีนี้มีหลายทางออกมาก) ให้เราถามทางว่า St. Basil's ต้องออกประตูทางออกไหน ? เขาจะชี้และบอกทางคุณ เมื่อคุณออกจากสถานีเมโทรได้ คุณจะยืนอยู่ ณ ตำแหน่ง หมายเลข 1 หรือที่มีเครื่องหมาย (*) (โปรดดูตามรูป) ให้คุณเดินมาตามลูกศร ซึ่งเมื่อเดินเข้ามาเจอลานกว้าง ๆ จุดนี้ คือ จัตุรัสแดง ข้างหน้าคุณ คือ วิหารเซนต์บาซิล ด้านหลังตึกแดง ๆ คือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติรัสเซีย ขวา คือ วังเครมลิน ซ้าย คือ ห้างกุม หลังจากนี้ก็ตามสบายเลยครับ จะเที่ยวไหนหรือถ่ายรูปกับอะไร หรือจะนั่งพักชมอะไรก่อนก็เลือกกันตามสบาย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          11.00 น. เมื่ออิ่มกับความสวยคราวนี้ก็เดินต่อครับ เราจะไปกันต่อโดยโปรแกรมตอนบ่ายของเรา คือ เข้าไปเที่ยวในพระราชวังเครมริน (ดูตามรูปนะครับ)

รัสเซีย

          ให้เดินย้อนกลับมาตามลูกศรหมายเลข 1 เพื่อไปหาจุดหมายเลข 2 เมื่อมาถึงจุดหมายเลข 2 คราวนี้ก็เดิน ตามลูกศรก็จะถึงทางเข้าเครมลิน ก่อนเข้าซื้อตั๋วด้านหน้าก่อนนะครับ (ราคาค่าตั๋วขออภัยจำไม่ได้จริง ๆ น่าจะประมาณ 500 รูเบิล) เมื่อเข้าไปข้างในแล้วคุณจะไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเครมลินถึงเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะเมื่อผ่านกำแพงเข้าไปแล้วข้างในมันเหมือนอยู่อีกเมือง ๆ หนึ่ง โลก ๆ หนึ่ง ด้านในมีทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งพระราชวัง โบสถ์ ทั้งหอสมบัติมากมาย ซึ่งเมื่อเข้าไปด้านในสิ่งที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ วิหารอัสสัมชัญ วิหารอันนันซิเอชั่น และวิหารอาร์คาเกล (ซึ่งสามที่นี้อยู่ใกล้กัน) หอระฆังอีวาน พิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่แชมเบอร์ ระฆังและปืนใหญ่ของพระเจ้าซาร์ ซึ่งทั้งหมดนี้หากใครอยากรู้ประวัติโดยละเอียด ลองเข้าไปดูที่นี่ครับ http://www.tiewrussia.com/webboard/view_question.php?qno=49

รัสเซีย

          ^^ แผนที่ของพระราชวังเครมลิน

รัสเซีย

รัสเซีย

          *** เมื่อออกจากเครมลินผมรู้สึกว่าผมยังไม่จุใจกับเซนต์บาซิลและจัตุรัสแดงเลย เลยเลือกที่จะตัดโปรแกรม Kolomenskoye ไปไว้ในวันพรุ่งนี้แทน เพื่อให้เวลาทั้งวันกับจัตุรัสแดงและบริเวณโดยรอบ

รัสเซีย

          ^^ เดินในห้างกุม รู้สึกเหมือนเดินในงานพืชสวนโลกยังไงยังงั้น

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          18.40 น. เดินออกจากจัตุรัสแดงเพื่อไปต่อที่ St. Saviour Cathedral

รัสเซีย

          วิธีไป ก็คือ เดินไปหาจุดหมายเลข 3 แล้วก็เดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็น เซนต์ซาเวียร์ เป็นโบสถ์สีขาว ข้างบนเป็นยอดโดมทองมาแต่ไกล (แต่ถ้าใครไม่ไหวจะเดิน จะนั่งเมโทรไปก็ได้แค่สถานีเดียว ก็คือ สถานี Kropotkinskaya {Кропо́ткинская})

          St. Saviour Cathedral หรือวิหารเซนต์ซาเวียร์ หรือวิหารมหาไถ่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในสงครามนโปเลียน เมื่อปี ค.ศ. 1812 โดยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 45 ปี ทั้งภายในและภายนอกถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิหารที่สวยจนไร้ที่ติ เลยบอกไงครับว่าประเทศนี้เขาทำอะไรให้เล็ก ๆ ธรรมดาไม่เป็นกันเลยหรือไง และที่สำคัญที่วิหารแห่งนี้เป็นจุดที่มองพระราชวังเครมลินในมุมกว้างได้สวยที่สุดอีกด้วย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          20.00 น. เดินทางกลับโรงแรมโดย ขึ้นเมโทรหน้าวิหารที่สถานี Kropotkinskaya {Кропо́ткинская} สายสีแดงไปหนึ่งสถานี แล้วเปลี่ยนไปขึ้นสายสีน้ำเงินอีก 1 สถานี เพื่อลงที่สถานี Smolenskaya (Смоленская) 

          สรุปค่าใช้จ่ายของวันนี้ (ไม่รวมค่ากิน)

          - ค่ารถประมาณ 60 รูเบิล

          - ค่าเข้าพระราชวังเครมลิน ประมาณ 500 รูเบิล

          - ค่าโรงแรม 2 คืน 2,000 รูเบิล

          รวมประมาณ 2,560 รูเบิล

วันที่ 6 Kolomenskoye (หมู่บ้านในฝัน) และ Novodevichy Cemetery

          จริง ๆ ตามโปรแกรมก่อนมารัสเซียของผม วันนี้ต้องไป Sergiev Posad ด้วย แต่บอกตรง ๆ เกิดอาการขี้เกียจขึ้นมากะทันหัน แต่หากใครสนใจจะไปหลังไมค์มาถามวิธีไปผมได้นะครับ ไปไม่ยากและก็ไม่ไกลจนเกินไปจากมอสโก ว่ากันต่อตามโปรแกรมที่เราจะไปกันวันนี้ ช่วงเช้าที่แรกที่เราจะไป คือ Kolomenskoye (หมู่บ้านในฝัน)

          Kolomenskoye (โคโรเมนโคว) หรือหมู่บ้านในฝัน สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1339 โดยพระเจ้าอีวานที่ 1 ซึ่งพูดกันแล้วก็เหมือนอยุธยาบ้านเรา เป็นเมืองเก่าที่ติดริมน้ำ และขอบอกถ้าใครมามอสโกไม่อยากให้พลาดที่นี่เลยจริง ๆ เพราะเป็นอีก 1 สถานที่โรแมนติกมาก ซึ่งล่าสุดก็มีหนังไทยเรื่องหนึ่งได้ใช้ที่นี่เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์อีกด้วย ซึ่งถ้ามาที่นี่แล้วมีสามสิ่งที่ไม่ควรพลาดชม ได้แก่ โบสถ์ไม้เซนต์จอห์น, วิหาร Lady of Kazan และสำคัญสุด คือ โบสถ์หลักวิหาร Ascension หรือชื่อเต็ม ๆ คือ Church of the Ascension หรือ วิหารพระเยซูขึ้นสวรรค์ สร้างเมื่อ ค.ศ. 1532 เพื่อเป็นการฉลองพระชนมพรรษามกุฎราชกุมาร ขึ้นเป็นพระเจ้าอีวานที่ 4 (อีวานจอมโหด) ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1994 Kolomenskoye ได้ถูกประกาศจากยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของรัสเซีย

          08.00 น. ออกเดินทางโดยขึ้นเมโทรจากสถานี Smolenskaya (Смоленская) สายสีน้ำเงิน ไปสองสถานี เพื่อไปเปลี่ยนไปขึ้นสายสีเขียวแล้วไปลงที่สถานี Kolomenskaya (Коло́менская) เมื่อถึงก็ลงจากเมโทรแล้วไปตามรูปต่อไปนี้

รัสเซีย

          ^^ เมื่อขึ้นเมโทรแล้วให้มองหาตึกขาว ๆ ในรูป ให้เรายืนหันหน้าออกนอกถนนและหันหลังให้ตึกนี้

รัสเซีย

          ^^ หลังจากนั้นให้หันซ้าย เดินไปเรื่อย ๆ (ไม่ไกล) จนเจอสวน ให้เดินเข้าไปในสวนเลย Kolomenskoye  อยู่ในสวนนี้แหละ ส่วนค่าเข้าไม่ต้องเสีย เข้าฟรี ๆๆๆ (ให้ดีถ้ามีเวลาลองนั่งกินอาหารแถวนั้นดูครับ มีหลายร้าน มีปลาย่าง ไก่ย่าง น่ากิน และสำคัญ คือ อร่อย กินไปชมวิวไป ถือว่าคุ้มแม้ค่าอาหารไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ก็ตาม)

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

วันที่ 6 (ตอนที่ 2)

          12.00 น. เดินทางออกจากสถานี Kolomenskaya (Коло́менская) สายสีเขียว เพื่อไปสถานี Sportivnaya (Спорти́вная) สายสีแดง

รัสเซีย

          เพื่อจะไป Novodevichy Convent

          Novodevichy Convent หรืออารามแม่ชีโนโวดิวิชี เป็นอีก 1 มรดกโลกของรัสเซียที่อยู่ในกรุงมอสโก Novodevichy Convent ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก สร้างขึ้นมาในสมัยศตวรรษที่ 16 เป็นสถาปัตยกรรมแบบบารอค ซึ่งเมื่อก่อนเคยเป็นที่คุมขัง พระนางโซเฟีย (พระพี่นางของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช) และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่เป็นผู้หญิงของราชวงศ์โรมานอฟ  ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และเป็นสุสานสำหรับสุภาพสตรีคนสำคัญของประเทศอีกด้วย

          เมื่อเราเดินทางมาถึงสถานี Sportivnaya (Спорти́вная) สายสีแดง ให้เราหาทางออกตามรูปนี้ครับ (ซึ่งสถานีนี้มีทั้งหมดสามทาง)

รัสเซีย

          ซึ่งตึกสีเหลือง ๆ คือ สถานีเมโทร ให้คุณหันหลังให้สถานีแล้วหันขวา เดินมาบนถนนจนสุดทาง (ประมาณ 600 เมตร) คุณก็จะเจอ Novodevichy Convent (เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นโปรดดูรูปแผนที่ด้านล่างประกอบ)

รัสเซีย

          ^^ เดินตามลูกศรสีแดงครับ

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

รัสเซีย

          17.30 น. เดินทางกลับโรงแรมโดยนั่งเมโทรไปลงที่สถานี Smolenskaya (Смоленская) สายสีน้ำเงิน

          สรุปค่าใช้จ่ายของวันนี้ (ไม่รวมค่ากิน)

          - ค่ารถประมาณ 90 รูเบิล

          รวม 90 รูเบิล

วันสุดท้ายอยู่มาจนถึงวันสุดท้ายก่อนกลับ (ซึ่งตามโปรแกรมของผมต้องเดินทางต่อไปที่ตุรกี)

          07.00 น. ออกเดินทางไปสนามบิน (เครื่องบินออก เวลา 11.30 น.) โดยต้องนั่งเมโทรเพื่อไปลงที่สถานีเมโทร Belorusskaya (Белору́сская) (สถานีเดียวกับวันแรกที่เรามา) เพื่อไปขึ้นรถไฟ Aeroexpress วิธีการซื้อตั๋ว Aeroexpress ขากลับก็เหมือนขามา แตกต่างตรงที่ขากลับเราต้องซื้อตั๋ว แต่เวลาเข้ายังไม่ต้องสแกน แต่ต้องเก็บตั๋วไว้สแกนขาออกเมื่อถึงสนามบิน ซึ่งถ้าตั๋วหายก็ต้องซื้อตั๋วใหม่

          08.00 น. ถึงสนามบิน Sheremetyevo

          ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและเพื่อนสมาชิกทุกคนที่ช่วยเหลือและแนะนำ ในข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ๆ ครับ

          - หนังสือ Surprise Russia
          - หนังสือเที่ยวที่สุดบนโลกใบนี้ ของคุณมิสเตอร์พาสปอร์ต
          - เอกสารการท่องเที่ยวรัสเซีย ของสำนักการการท่องเที่ยวรัสเซีย
          - www.wikipedia.com
          - คุณ Tarmtawan (พี่เป้) ที่ให้ข้อมูลที่ดีมูลและไม่เคยว่าเสมอเมื่อถามไป

          แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปครับ......ตุรกี   


แนะนำที่ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร พร้อมคูปองส่วนลดโรงแรม เพียบ

     คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่ค่ะ 


ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวรัสเซียได้ด้วยตัวเอง คู่มือและรีวิวฉบับสมบูรณ์ โพสต์เมื่อ 8 สิงหาคม 2557 เวลา 15:07:10 55,904 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวรัสเซียได้ด้วยตัวเอง คู่มือและรีวิวฉบับสมบูรณ์ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP