ผาหินกูบ เมืองจันท์ สุดยอดเส้นทางเดินป่าที่ต้องไปลอง

ผาหินกูบ


          ถ้าเอ่ยถึงชื่อของ "จังหวัดจันทบุรี" หลาย ๆ คนคงนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวฮอตฮิตอย่างวนอุทยานเขาแหลมสิงห์, น้ำตกเขาสอยดาว, ชุมชนริมน้ำจันทบูร หรือหาดเจ้าหลาว ฯลฯ แต่วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปสัมผัสกับอีกหนึ่งสถานที่ที่ของจันทบุรี นั่นก็คือ ผาหินกูบ นั่นแน่ ! แอบงงกันล่ะสิว่าคืออะไร สวยขนาดไหน มีดีอย่างไร เอาเป็นว่าลองตามบันทึกการเดินทางของ คุณต้องไปให้ได้(Must Go Anyway) สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ได้ไปเยือนผาหินกูบพร้อมกับนำเรื่องราวสุดมันของการเดินทางมาแชร์ให้เราได้ชมกัน อ๊ะ ๆ แอบกระซิบนิดหนึ่งว่าค่าใช้จ่ายทั้งทริปราคาเบา ๆ สบายกระเป๋าแน่นอนไม่ต้องห่วง :D

 


          ต้องบอกก่อนเลยว่าอันนี้เป็นกระทู้แรก ปกติเน้นเข้ามาอ่าน เข้ามาเผือกอย่างเดียว แต่ด้วยความที่ได้ไปสัมผัสความฟินมา เป็นความฟินที่อยากแบ่งปันจึงอยากให้ทุกท่านได้ไปสัมผัสกันครับ แล้วจะรู้ว่าธรรมชาติที่กลมกล่อมเป็นอย่างไร

          นี่คือเป็นการออกจาก Comfort zone ครั้งแรก Trekking ครั้งแรก ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ก็พยายามเอาของที่จำเป็นไป เอาของไปน้อยที่สุดเพราะไม่อยากแบก ด้วยความที่งบน้อยจะจ้างลูกหาบก็คงไม่ไหวครับ ช่วงการเดินทาง คือ วันศุกร์ที่ 23 ถึงวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2558

ผาหินกูบ

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2558

          บ่าย 4 โมงเย็น เรานัดสมาชิกร่วมเดินทางกันไว้ครับ รวมเจ้าของกระทู้ก็เป็น 3 คน ขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลา 16.30 น. ไปถึงโรบินสันจันทบุรีเวลา 19.30 น. นั่งรถกันประมาณ 3 ชั่วโมง รวมเติมแก๊ส 10 นาทีครับ จากนั้นเราก็มาทำการติดต่อรถรับจ้างที่คนเมืองจันท์เรียกมาสด้านั้นแหละครับ ให้มารับเราไป "ผาหินกูบ" กันตอนเช้าครับ คนขับแถวนั้นได้ยินว่าจะไปผาหินกูบก็งง ๆ คิดว่าไปเขาคิชฌกูฏ คงเพราะยังไม่เป็นที่รู้จักนะครับ

ผาหินกูบ

          ชื่อ "ลุงเชาว์" ครับ คิดราคาไม่แพง พวกผมเหมากันไป 3 คน คนละ 200 บาท รวม 600 บาท โดยได้นัดให้ลุงเชาว์มารับตอนเช้าที่โรบินสันจันทบุรีเวลา 06.00 น. ครับ ลุงเชาว์แกอัธยาศัยดี มีแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในจังหวัดจันทบุรีด้วยครับ ใครสนใจไปที่อื่นในจังหวัดก็ลองติดต่อแกดูนะครับ

          อันนี้เพจของลุงเชาว์ครับ https://www.facebook.com/MazdaChanthaburi1735

ที่พักเย็นวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2558

          พอดีมีเพื่อนอยู่ที่จันทบุรีเขาแนะนำที่พักมา เราก็ได้นอนในจันทบุรี 1 คืน ที่ "สบายดีรีสอร์ท" ไกลหน่อยแต่ถูกดีครับ 3 คน 650 บาทครับ อันนี้เว็บของรีสอร์ทครับ http://www.sabydeeresort-chan.com/

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2558

          เราตื่นกันแต่เช้าครับ ทั้งที่เมื่อคืนก็ไปสังสรรค์มากลับห้องก็เกือบตี 1 แต่ก็ยังตื่นกันไหว เพราะต้องมาเตรียมกับข้าวมื้อกลางวัน มื้อเย็น และมื้อเช้าของผาหินกูบครับ โดยเราเดินทางมาที่ตลาดวัดคริสต์ หลังโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ก็หาข้าวเช้ากินกันและเตรียมกับข้าวที่คิดว่าน่าจะอยู่ได้ถึงพรุ่งนี้เช้ากันไปครับ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          เรานัดลุงเชาว์ไว้ประมาณ 6 โมงครับ แต่สุดท้ายเราก็ไปสายครับ ไปถึงก็ 7 โมงกว่าแล้ว จากที่สอบถามเจ้าหน้าที่ที่ผาหินกูบ เขาแจ้งว่าควรไปถึงสัก 8-9 โมง กำลังดี

ผาหินกูบ

          พอดีลุงเชาว์แกนัดอีกคณะหนึ่งไว้ต้องไปส่งที่เขาคิชฌกูฏตอน 7 โมงด้วย ก็เลยต้องไปพร้อมกัน ดีครับพี่ ๆ ที่ไปด้วยกันอัธยาศัยดี คุยเก่ง แกมากันเป็นครอบครัวไปทำบุญกัน เขาคิชฌกูฏออกจากตัวเมืองมาไม่นานมาประมาณ 20 นาที ก็ถึงครับ

ผาหินกูบ

          พอหลังจากส่งครอบครัวนี้ก็ถึงคราวเดินทางของพวกเราแล้วครับ เดินทางกันเกือบ 1 ชั่วโมง ไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี การเดินทางถ้าไม่มีรถส่วนตัวถือว่าลำบากพอสมควรถ้าต้องใช้บริการรถสาธารณะ เพราะรถสาธารณะจะมาถึงแค่ปากทาง ต้องหาทางโบกรถชาวบ้านเข้าไปอีกราว 10 กิโลเมตร ตอนแรกก็นั่งรถกันชิล ๆ อากาศเย็น ๆ พอไปถึงปากทางเข้าหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพลเท่านั้นล่ะครับ ดินลูกรังนั่งกันหัวแดงเลยครับ พอไปถึงก็เจอคณะเดินทางกรุ๊ปหนึ่งประมาณ 15 คน เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางครับ สรุปเวลาจากหน้าโรบินสันจันทบุรีถึงหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพลก็ประมาณ 1 ชั่วโมง พอดี

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          โดยก่อนออกเดินทางเราได้ติดต่อจองที่เบอร์ 08 4864 9357 เป็นเบอร์ของหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพล เพราะแต่ละอาทิตย์จะรับจำนวนจำกัด (เราจองล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือนครับ) ถ้าจะจ้างลูกหาบก็คิด 1,000 บาท/คน จะแพ็กของใส่เป้กระสอบสะพายหลัง ส่วนเจ้าหน้าที่ 1 คน คิด 1,000 บาท จะดูแลนักท่องเที่ยวได้ 5 คนครับ แต่ส่วนเราจะได้เจ้าหน้าที่คนไหนไปถึงเขาจะจัดให้เองครับ

          ตรงจุดเตรียมตัวนี้มีบ้านพักเจ้าหน้าที่ มีห้องน้ำให้เข้าได้ครับ หรือถ้าเตรียมของมามากไปก็ฝากไว้ได้ครับ แล้วค่อยมาเอาตอนขากลับ ฝากไว้นะครับ...ที่นั้นทั้งข้างล่างข้างบนไม่มีอะไรให้เช่านะครับ ทั้งเต็นท์และถุงนอนต้องเตรียมไปเอง ข้างบนพอมีหม้อถ้วยชามพอทำอาหารกินได้ สามารถเตรียมของสดขึ้นไปทำได้ครับ

          อุปกรณ์ที่เตรียมไป

          อาหาร : กลางวัน-ข้าวเหนียวหมูปิ้ง เย็น-ผักผักรวม, หมูทอด, มาม่า, ข้าวสวย, มาสเมโล่ เช้า-มาม่า, หมูทอด, ปลากระป๋อง, ขนมปัง

          ของใช้ : ทิชชูแห้ง, ทิชชูเปียก, ช้อน, กล่องพลาสติกใส่อาหาร, ไฟแช็ก

          อุปกรณ์เดินป่า : น้ำเปล่าขวดใหญ่ 2 ขวด, ไฟฉาย, มีดพกเล็มเล็ก, ถุงดำ, โลชั่นกันยุง

          กล้อง : iPhone5, iPhone6, iPad mini, กล้องฟิล์ม ฟิล์ม 2 ม้วน, กล้อง Fuji X-M1

          ข้อแนะนำก่อนออกเดินทาง

          - พยายามลดสัมภาระที่ต้องแบกไป เพราะเราต้องมีมือว่างในการช่วยห้อยโหนพยุงตัวเอง

          - ขวดน้ำไม่ต้องเอาไปเยอะ เพราะจะมีจุดเติมน้ำระหว่างทาง 2 จุดครับ

          - ถุงดำหรือพลาสติกไว้ปูรองนอน ในกรณีที่ได้นอนในพื้นที่เป็นดินแดง

          - ไม่ต้องเอาเต็นท์ขึ้นไป ข้างบนพื้นที่จำกัด ไม่มีพื้นราบ ๆ ให้ตั้งเต็นท์ได้ นอนในถุงนอนได้ไม่มียุง

          - ข้างบนเขาและระหว่างทางเดินขึ้นเขามีสัญญาณโทรศัพท์เป็นพัก ๆ แค่บางจุด

          การเดินทางขอใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการแบ่งนะครับ โดยแบ่งได้ 3 ช่วง

          1. ช่วงต้น : ขอเรียกว่ามัธยมต้น

          เริ่มออกเดินทาง 08.45 นาที ไปพร้อมกับคณะใหญ่ เราก็ให้เขาเดินนำไปก่อนสักระยะ เพราะพวกเราทั้ง 3 คน ชอบเดินกินบรรยากาศ ศึกษาธรรมชาติ อยากรู้อยากเห็นไปทั่ว โดยคณะเราได้ "พี่สิทธิ์" เป็นเจ้าหน้าที่คอยดูแลครับ พี่เขาก็ได้แนะนำว่าช่วงขาขึ้นนี้ใครอยากถ่ายรูปก็ถ่ายให้เต็มที่ เพราะขาลงนี่ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะถ่ายแน่นอน เอ้าลุย !!!!

ผาหินกูบ

          พี่สิทธิ์แกเป็นคนมีองค์ความรู้มาก ให้ความรู้เราตลอดทาง เราสงสัยอะไรอันไหนที่แกไม่รู้แกก็บอกไม่รู้ ดีครับไม่มั่วข้อมูลดี เดินทางกับแกสนุกมากครับ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบ แค่ไปถึงจุดหมายก็พอ

          ช่วงแรกเราเดินสบายมากครับ ทางเป็นพื้นราบเดินง่าย แต่ค่อย ๆ ชันขึ้นไปนิดหน่อย ๆ ครับ ตอนเดินก็ระวังหนามจากต้นระกำหรือต้นไม้อื่น ๆ

          ช่วงนี้ยังมีแรงที่จะพูดจะคุย ซักถาม เล่นมุกตลกกันระหว่างทาง

          Q : เฮ้ย ๆๆ เดินป่าแบบนี้นึกถึงเพลงอะไร (15 คะแนน)

          A : เพลงนี้เลยที่ร้องว่ามวลเถาวัลย์ป่าใบเขียว คดลดเลี้ยวพันเกี่ยวคบไม้ใหญ่

          พวกเราร้องขึ้นพร้อมกันและมองหน้ากันว่านาทีนี้ต้องเพลงนี้เท่านั้น

          https://www.youtube.com/watch?v=H0vbFR_i7Jg

          เราเดินไปสัก 30 นาที เราก็หยุดพักครับ คิดในใจเดี๋ยวเรามาลองนับดูดีกว่าว่าขาขึ้นนี่เราจะแวะพักกันสักกี่รอบ

ผาหินกูบ

          (ทางเดินนี่เป็นป่าจริง ๆ ครับ เขียวมาก ต้นไม้มีหนามก็เยอะ ต้องระวัง ๆ หน่อยครับ) เดินประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาจุดพักใหญ่ครับ โดยคณะใหญ่ที่เดินล่วงหน้าเรามาเขาก็พักจนหายเหนื่อยพร้อมที่จะออกเดินทางต่อไป จุดพักนี้เป็นลำธาร น้ำใสและเย็นมาก มีลูกปลาพลวงอยู่เต็มไปหมด ถ้าลองส่องตามพื้นน้ำดูจะพบกุ้งที่ลักษณะประหลาด ๆ หน่อย ไม่ได้ถ่ายรูปมา แฮะ ๆๆ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          ต้องบอกก่อนเลยว่าพอได้พักที่ลำธาร เอาเท้าจุ่มน้ำ มองท้องฟ้าแล้วค่อย ๆ หลับตาฟังเสียงน้ำกระทบหิน เสียงนกที่แข่งกันร้อง บอกเลยว่ามันอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูกครับ เราพักกันอยู่ประมาน 15 นาที เราก็พร้อมลุยกันต่อครับ

          2. ช่วงกลาง : ขอเรียกว่ามัธยมปลาย

          จากจุดเริ่มต้นถึงลำธาร ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรครับ นี่ผ่านมาครึ่งทางแล้ว โดยจุดหมายต่อไป คือ พักกินข้าวเที่ยงครับ โดยจะมีที่เติมน้ำด้วย (เหมือนทำภารกิจ Amazing race มาก ๆ ครับ อิอิ) ออกเดินทางจากลำธารเกือบ 10 โมงครับ เดินไปเรื่อย ๆ ทางก็เริ่มลาดชันขึ้นเรื่อย สัมภาระที่พกมาก็เริ่มรู้สึกทำไมมันหนักขึ้น ก็ได้แต่คิดในใจว่าโชคดีนะที่เอาน้ำขึ้นมาแค่ 2 ขวด ไม่อย่างนั้นตายแน่ หรืออีกใจก็คิดว่าถ้าเราวางสัมภาระไว้ตรงนี้ได้ไหม ขากลับค่อยมาหยิบทีเดียว แบกจะไม่ไหวแล้วพะรุงพะรังไปหมดเลย 55555

          การเดินรอบนี้เริ่มพูดคุยน้อยลง เพราะต้องใช้สมาธิไปกับการเดิน การทรงตัว แต่ก็ยังไม่วายหันมาเล่นมุกกันอีกว่า

          Q : ขอหนึ่งเพลงสำหรับการเดินทางช่วงนี้หน่อย (10 คะแนน)

          A : นี่เลยต้องเพลงไกลแค่ไหนคือใกล้ แหม !!! เพลงนี้ตอบโจทย์จริง ๆ ครับ เพราะปวดขามาก เดินเท่าไรก็ยังไม่ถึง

          https://www.youtube.com/watch?v=HZV-ggoTQ7s

          พี่สิทธิ์ (เจ้าหน้าที่นำทาง) ก็ไม่ปริปากบ่น แกแค่เดินปิดท้ายคอยดูไอ้พวกนี้ว่ามันจะรอดไหมเนี่ย ความคึกคักเมื่อช่วงแรกหายไปหมดครับ ในใจคือปวดเท้า ปวดขา แต่ก็ไม่มีใครบ่นครับ เดี๋ยวจะบั่นทอนกำลังใจกันเปล่า ๆ จากที่เคยจะพยายามนั่งนับว่าพักกันไปกี่รอบแล้ว เลิกนับไปเลยครับ เพราะพักกันจนนับไม่ถ้วน เอะอะพัก เดินไป 10 นาที ก็ขอพักแป๊บ (ร่างกายไม่ฟิตครับบอกเลยยยยยย) จนมาถึงจุดพักกินข้าวประมาณ 11 โมงครึ่ง เราก็ได้เจอกับคณะใหญ่ที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางต่อครับ

ผาหินกูบ

          อ้อ...ลืมบอกไปครับ คณะใหญ่นี่มีผู้หญิงร่วมเดินทางด้วยหลายคนเลยครับ เรายิ่งต้องทำหน้าแบบแค่นี่สบายมาก กระจอกน่า แต่ในใจนี่แบบ โอ๊ยยยยยยย !!! ร้าวไปทั้งขาแล้ว อย่าอยู่กันนานนี่เก๊กท่าไม่ไหวแล้ว 555555 พอคณะใหญ่เริ่มออกเดินทางพวกเราก็ตกอยู่ในสภาวะทิ้งตัวเลยครับ กระเป๋านี่โยนลงพื้นเลย ไหล่ปวดไปหมด โดยที่นั่งของเราเป็นโขดหินขนาดใหญ่กลางป่า ด้านหลังมีร่องหินแตกที่มีน้ำไหลผ่าน น้ำเย็นมาก พี่เจ้าหน้าที่เขาก็เอาใบไม้ไปรองทางน้ำผ่านให้เราเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานครับ แต่ขอบอกเลยว่าบริเวณนั้นมีผึ้งเยอะมากกกกกกก บินกันให้ว่อน มาเกาะแขน ตอมหน้าเยอะแยะไปหมด พี่เจ้าหน้าที่ของเราก็แสนดีครับ จุดไฟเอาควันไล่ผึ้งให้เรา สรุปไล่ทั้งคนทั้งผึ้งครับ แหม...คนนะไม่ใช่ไก่ไม่ต้องรมควันกันก็ได้ครับ 5555

          พวกเรากินข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นอาหารกลางวันครับ แค่พอรองท้อง บอกเลยว่า ณ เวลานั้นเจ้าของกระทู้ไม่มีความรู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ทำไมมันพะอืดพะอม (สงสัยแฮงก์มาจากเมื่อคืน) นั่งพักขา กินข้าว เติมน้ำ เติมพลังกันเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางแล้วครับ โดยเราออกจากจุดที่พักกินข้าว/เติมน้ำ ประมาณ 12.00 น.

          3. ช่วงสุดท้าย : ขอเรียกปริญญาเอก

          หูยยยยยย จากช่วงมัธยมปลายข้ามไปปริญญาเอกเลยครับ เส้นทางเดินนี่จะชันไปไหน แทบจะพักทุก ๆ 5นาที ได้เลยครับ ต้องใช้ทักษะอย่างมาก การพยุงตัว การทรงตัว ฯลฯ เดินออกจากจุดพักกินข้าวก็ขึ้นอย่างเดียวครับ เดินขึ้น ปีนขึ้น ไต่ขึ้น ใช้แรงขาและแขนเป็นอย่างมากครับ โดยช่วงสุดท้ายนี้จะแบ่งได้ 3 โซน ตามที่พี่เจ้าหน้าที่เขาเรียกนะครับ

          โซนแรก "ผาแหลม" เป็นหินก้อนใหญ่ยื่นออกไป สามารถไปนั่งพักได้ครับ ไม่ค่อยเห็นวิวอะไรสักเท่าไรเนื่องจากมีต้นไม้ล้อมรอบ

          โซนสอง "ป่าไผ่" เป็นโซนที่สวยมากครับ พอมองย้อนกลับลงมามองจะเห็นความเขียวของต้นไผ่ เหมือนในนิยายจีนกำลังภายในเลยครับ ถ้าอยู่ในโซนป่าไผ่แล้วให้บอกใจตัวเองเลยว่า ¾ ของเส้นทางล่ะครับ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          แต่อย่าเพิ่งดีใจไปครับ พอหลุดพ้นจากโซนป่าไผ่มาได้ อันนี้คือเส้นทางที่หินที่สุดของการเดินทางครับ โดยจะเป็นทางที่มีแต่การปีนป่าย มีทั้งไต่เชือก ไต่เถาวัลย์ ใครแขนไม่แข็งแรง รองเท้าดอกยางไม่มี รับรองว่าลำบากแน่นอนครับ แต่ก็อย่างว่าแหละครับไม่มีดอกกุหลาบใดไร้ซึ่งหนาม การที่จะได้มาซึ่งสิ่งสวยงามก็เช่นเดียวกันครับ

          โซนสาม "ถ้ำ" ถ้าเห็นถ้ำแล้วเตรียมดีใจได้เลยครับ ใกล้ถึงจุดหมายปลายทางของเราแล้วครับ โดยเป็นถ้ำที่มีแต่หินครับ เดินระวัง ๆ กันหน่อย ภายในถ้ำเย็นมากครับ เดินทางมาเหงื่อชุ่มกลับแห้งภายในไม่กี่นาที แล้วเราก็ขอแวะพักถ่ายรูปในถ้ำกันหน่อยครับ พอเดินออกจากถ้ำมาเราต้องเหยียบเถาวัลย์แล้วปีนขึ้นไปบนหินเพื่อไปสู่ที่ต่อไปครับ (ต้องเดินระวัง ๆ หน่อยนะครับ เส้นทางนี้ถ้าพลาดก็ตกไปเลยครับ)

ผาหินกูบ

          เดินออกจากถ้ำมาสักพักหนึ่งก็จะถึงจุดเติมน้ำแห่งสุดท้ายครับ (จะถึงแล้วอีกนิดหนึ่ง) ตอนนั้นพี่เจ้าหน้าที่ก็บอกเราว่าใกล้ถึงแล้วครับ แต่ขาเรามันล้าแทบจะเดินไม่ไหวแล้วครับ ไม่เคยเดินขนาดนี้มาก่อน มีแต่แรงใจที่จะไปให้ถึงให้ได้เท่านั้น เราก็ฝืนเดินขึ้นไปต่อจนถึงผาหินกูบครับ

ผาหินกูบ

          พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกครับว่าถึงแล้วครับผาหินกูบ ขณะนั้นเวลาประมาน 13.50 น. นาทีนั้นเราเงยหน้าขึ้นมา จากความเหนื่อยล้า ลมพัดมาตีหน้า โอ้วววววววววววววว สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่ผิดหวังเลยครับ เป็นวิวที่มองไปได้สุดลูกหูลูกตามาก ผมนี่เข่าทรุดไปนั่งแผ่หลาเลยครับ ทำได้แต่ยิ้มรับธรรมชาติอันกลมกล่อมเท่านั้นเอง

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          (วิวผาหินกูบที่ถ่ายจาก ผาหมี ซึ่งอยู่ข้างหน้าผาหินกูบครับ) คราวนี้มาถึงที่นอนกันบ้าง ด้วยความที่เรามากันแค่ 3 คน ทางหน้าผาเลยให้คณะใหญ่ได้นอนไป พี่สิทธิ์แกก็มาบอกว่ามีที่สุดพิเศษอยู่ ต้องเดินขึ้นไปหน่อย เราก็เดินตามแกขึ้นไปครับ ประมาณ 50 เมตร จากหน้าผานั้นก็มาถึงที่นอนเราครับ (ลืมถ่ายภาพที่นอนแบบมุมกว้าง ๆ มา เอามุมแคบ ๆ ตอนมื้อเช้าไปก่อนครับ)

          คือมันดีมากกกกกกกกกก นอนกลางหินก้อนใหญ่ มองบนฟ้าเห็นดาวไม่มีอะไรมาบดบัง เป็นที่นอนที่สุดยอดมากครับ ต้องขอบคุณพี่สิทธิ์เป็นอย่างมาก หลังจากที่พวกเราวางสัมภาระเสร็จแล้วเราก็ไปอาบน้ำครับ เพราะเหนียวตัวไม่ไหวจริง ๆ (ก็อาบตรงจุดเติมน้ำแหละครับ พออาบได้) พออาบเสร็จเราก็มาแอบงีบ ถึง 4 โมงครึ่ง เหนือจากที่นอนของเราขึ้นไปครับจะเป็นบริเวณที่เขาเรียกกันว่ากูบครับ "คำว่า กูบ นี่มันประมาณที่นูนบนสันหลังของช้างครับ"

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          เป็นสันเลยครับ เดินกันระวังหน่อย ๆ ถ้ามองจากบนสันนี้ไปเราจะเห็นวิวป่าไม้ที่ชัดมาก ๆ ใบไม้หลายสีสวยมากครับ

ผาหินกูบ

          พอ 17.00 น. เราก็แวะไปก้อนหินใหญ่ ๆ ที่อยู่ข้างหน้าผาหินกูบ เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกดินครับ เขาเรียกว่า "ผาหมี" (ไม่ได้ถ่ายรูปมุมกว้าง ๆ มาครับ) พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าปกติบริเวณนี้ลมแรงมาก จะไม่ให้เดินบริเวณที่อันตรายเสี่ยงลื่น แต่โชคดีที่วันที่ไปลมไม่มีเราเลยได้เก็บภาพสวย ๆ มาฝากได้เยอะเลยครับ พี่เจ้าหน้าก็แนะนำจุดที่พี่ติ๊กไปถ่ายรูป แล้วพวกเราก็ไปถ่ายมั่งครับ สวยดี มองเผิน ๆ นึกว่าแหลมที่ยื่นออกไป เรานั่งรอกันจนพระอาทิตย์ตกดินค่อยกลับที่พัก

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ



          มื้อเย็น : ข้อควรปฏิบัติ

          1. ก่อไฟในบริเวณที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้
         
          2. ดับไฟให้มอดไม่ให้เหลือเชื้อ เอาน้ำราดด้วยครับ

          เรากินมื้อเย็นกันอย่างง่าย ๆ ครับ กับข้าวนิดหน่อย แล้วก็ย่างมาชเมลโล่กินกัน นอนดูดาวแล้วก็ผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อย

เช้าวันที่อาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2558

          เราตื่นกัน 6 โมงครับ แล้วปีนต้นไม้ไปยังก้อนหินใหญ่ที่ติดกับที่พักเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครับ (อันตรายต้องระมัดระวังหน่อยครับ)

          และเราก็ไม่ลืมที่จะเปิดเพลงประกอบครับ จัดไปกับเพลง Circle of life ประกอบเรื่อง The Lion King ครับ

          https://www.youtube.com/watch?v=HwSKkKrUzUk

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

ผาหินกูบ

          แล้วเราก็ลงมาเตรียมอาหารเช้าครับ

ผาหินกูบ

          เราใช้กิ่งไม้มาอังความร้อนของถ่าน แล้วพาดขนมปังลงไป กลายเป็นอาหารเช้าสุดคลาสสิก จากนั้น ประมาณ 07.45 น. เราก็ลงเขากันครับ แวะล้างหน้าล้างตาที่จุดเติมน้ำก็พอดี 8 โมง ขาลงนี่เราเดินไวกันมาก ๆ ครับ พักระหว่างทางน้อยมาก ไม่เหมือนเดินลงเขา เหมือนไถลลงมาเรื่อย ๆ มากกว่า โดยมีต้นไม้กิ่งไม้เป็นตัวเบรก เราลงมาถึงที่หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพล ตอน 11.45 น. ครับ แต่ละคนนี่ลงมาแบบโทรม ๆ เลย 555

          นัดกับลุงเชาว์ให้มารับตอน 12.00 น. ระหว่างนี้เราเลยไปขอยืมห้องน้ำพี่ ๆ เขาอาบน้ำก่อน ลุงเชาว์มารับเราตรงเวลามากครับ พร้อมมีขนมติดไม้ติดมือมาเผื่อหิว เราให้ลุงเชาว์แกไปส่งเราที่โรบินสันเหมือนเดิมครับ เพื่อนั่งรถตู้กลับ

          ถึงคิวรถตู้ประมาณ 13.30 น. (โดยขากลับลุงเชาว์คิดเรา 700 บาทครับ เราก็ตกลง เพราะแกต้องขับรถเปล่ามารับเรา) นั่งรถตู้กลับ 14.00 น. ครับ

ผาหินกูบ

          สรุปค่าใช้จ่าย รวม 3 คน ประมาณ 4,200 บาท

          ค่ารถตู้ไป-กลับ 1,200 บาท
          ค่าเหมารถมาสด้าไป-กลับ ประมาณ 1,300 บาท
          ค่าที่พักสบายดีรีสอร์ท ประมาณ 650 บาท
          ค่าเจ้าหน้าที่ 1,000 บาท
          สรุปราคาต่อคนตกหัวละประมาณ 1,400 บาท

ขอขอบคุณทุกความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง

          ลุงเชาว์ มาสด้าเมืองจันท์

          พี่สิทธิ์และเจ้าหน้าที่นำทางทุกท่าน หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งเพล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

          พี่จิและฝน เพื่อนเจ้าถิ่นสำหรับเรื่องที่พักและการเดินทางภายในตัวเมือง

          และที่สำคัญขอขอบคุณแรงบันดาลใจดี ๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ชวนหนีออกจาก Comfort Zone

          [CR][ไปไง มาไง] เขาช้างเผือกจองยากจองเย็นใช่มะ !! ,ไป ' ผาหิ นกูบ' จันทบุรี กันดีกว่า
         
          รวมทั้งคำปรึกษาจากเพจ "ไปไงมาไง" ด้วยครับ

ผาหินกูบ

          ฝากคลิปสั้น ๆ ที่ทำอย่างตั้งใจกับบรรยากาศการเดินทางและธรรมชาติอันกลมกล่อมของ "ผาหินกูบ...ต้องไปให้ได้" ด้วยครับ

 




          คงเป็นทริปง่าย ๆ ของใครหลาย ๆ คนที่มีเวลาว่างแค่วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่มีรถขับ ตังค์ก็ไม่ค่อยมีครับ 555 พบกันทริปหน้าครับ จะพาไปเที่ยวกับ "ต้องไปให้ได้ (MUST GO ANYWAY)"



  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่ค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณต้องไปให้ได้(Must Go Anyway) สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม




เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ผาหินกูบ เมืองจันท์ สุดยอดเส้นทางเดินป่าที่ต้องไปลอง โพสต์เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 17:19:12 21,621 อ่าน
TOP