สะจุก-สะเกี้ยง-เปียงซ้อ ความหวังถักทอ เหนือทิวดอยขุนน้ำน่าน

เที่ยวน่าน

ฐากูร โกมารกุล ณ นคร เรื่อง
ธีระพงษ์ พลรักษ์ ภาพ


          ระหว่างไต่เลาะขึ้นสู่ภูเขา ผืนดินในหุบดอยคล้ายพรมสีเขียว ข้าวและพืชเศรษฐกิจเบื้องล่างหลอมรวมกับบ้านเรือน สายน้ำเปิดโลกกลางขุนเขาให้พริ้งเพริดสำหรับผู้รอนแรมยาวไกลขึ้นมาสัมผัส ถนนยังคงวกวนและชันดิ่งไปในขุนเขาแห่งอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เปิดเผยพื้นที่เกษตรกรรมในยามฝนโปรย ภูเขา ณ ยามนี้คล้ายภาพวาดสีน้ำ แสนเขียวชื่น เย็นตา

เที่ยวน่าน

          ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1181 ที่เราใช้ขึ้นมาจากอำเภอบ่อเกลือ พาเรามาสิ้นสุดตรงหมู่บ้านชาวลัวะเล็ก ๆ เบื้องหน้าที่ทอดยาววางกั้นคือทิวดอยเขียวครึ้ม ซึ่งมีแผ่นของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอยู่อีกฟากฝั่ง ชายแดนคล้ายละลายหายเมื่อเราพาตัวเองเข้าสู่ความเป็นขุนเขา บ้านเรือนรายทางตามแนวเนิน คือพี่น้องไทยภูเขาชาวลัวะ ที่ในอดีตไม่เกิน 50  ปี มันคล้ายดินแดนที่เป็นเหมือนบ้านทางความคิดและอุดมการณ์ เคยห่มคลุมด้วยชีวิตแร้นแค้น ความรู้สึกทดทับเอารัดเอาเปรียบ รวมไปถึงการต่อสู้แสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

เที่ยวน่าน

          วันที่เหตุผลไม่ได้อยู่แค่ใครผิดถูก เราขึ้นไปถึงหมู่บ้านสามสี่กลุ่มบนทิวดอยขุนน้ำน่าน กลางชีวิตดงดอยผ่านพ้น หากหลับตาแล้วโยนเรื่องราวของวันวานทั้งไป ภาพตรงหน้าคล้ายเมืองในนิทาน สุขสงบ เรียบง่าย มากไปด้วยเรื่องเล่าอันเก่าแก่ และชัดเจนอยู่ซึ่งหนทางสะท้อนความเป็นตัวตน จนเมื่อใครสักคนตรงนั้นทำให้เราเชื่อว่า ชีวิตอาจคล้ายพืชพรรณ มีรากเหง้า กิ่งก้าน และดอกผล มีรวดร้าวและแย้มยิ้มผสมผสานอยู่อย่างจริงแท้

          และก็คล้ายจะบอกว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางดอยงดงามของพวกเขานั้นมีอยู่จริง ใช่เพียงล่องลอยแต่ในความใฝ่ฝัน

เที่ยวน่าน

          1. เหนือความสูงบริเวณบ้านเวร ข้าวดอยเพิ่งปักกล้า เปลี่ยนผ่านฤดูแล้งและภาพชินตาของเขาหัวโล้นไปสู่รื่นเขียว ทางลาดยางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อสายนั้นกำลังได้รับการเยียวยา มันพาเรายกตัวขึ้นไปเหนือผืนราบและนาข้าวที่ราวกับจุดเช็กพอยนต์ของคนผ่านทางแถบบ่อเกลือกับเฉลิมพระเกียรติ ที่ราบสีเขียวผืนเล็ก ๆ ตรงหน้าเต็มไปด้วยกล้าข้าวแทงยอดไล่ระดับไปตามสันดอย

          เราค่อย ๆ เพิ่มกำลังเครื่องของรถชรา บ่ายหน้าขึ้นไปเป็นหนึ่งเดียวกับทิวดอยขุนน้ำน่าน รายทางเต็มไปด้วยแปลงข้าวโพดต้นฤดูเพาะปลูก รวมไปถึงมองไกลไปยังผืนป่าที่หลงเหลือจากการถากถางเพื่อเกษตรกรรมทำกินในอดีต ฤดูฝนกลืนผสมให้มันกลายเป็นภาพชื่นตาอันเต็มไปด้วยการจัดการอันทับช้อนของคนบนดอยหลายกลุ่ม ปฏิเสธได้ยากว่ามันคือความงดงาม เราเข้าใกล้หมู่บ้านบนดอยขึ้นไปทุกที ภาพพาโนรามาของขุนเขาห่มหมอกฝนกระจ่างตา บ้านเรือนสามสี่หย่อมกระจุกตัวคล้ายกลุ่มสีบนผืนผ้าใบสีเขียว ยอดภูแวเสียดสูงขึ้นไปลิบลิ่ว

          เรามาถึงบ้านของพวกเขา พี่น้องชาวลัวะแห่งบ้านสะจุก เหนือถนนที่ตัดผ่านไปบนสันเขาเรียงรายด้วยบ้านเรือนอันแข็งแรงมั่นคง ใครสักคนว่ามันช่างแตกต่างจากอดีตกว่า 50 ปี ที่คนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาต้องพบเผชิญ

เที่ยวน่าน

          กล่าวสำหรับบรรพบุรุษของพวกเขา ชีวิตกสิกรรมตามป่าเขาค่อยผสมผสานกับวัฒนธรรมความเชื่อที่ติดตัวมา ผู้คนชาวลัวะกระจายกันตั้งถิ่นฐานตามภูเขาขอบแดนไทย-ลาว ว่ากันว่าการปักหลักอยู่บนพื้นที่แถบน้ำว้าตอนต้นของชาวลัวะแต่โบราณ อาจเป็นที่มาของชื่อ “น้ำว้า” ที่หลายคนเรียกขาน บางสายทางวิชาการเรียกพวกเขาว่าชาว “ถิ่น” ซึ่งแยกย่อยแตกพ่ายหนีการสู้รบภายในช่วงแผ่นดินลาวแถบไซยะบุลีเข้าสู่แดนดอยล้านนาตะวันออก ราวปี พ.ศ. 2419 หลายคนเรียกพวกเขาว่า “ถิ่น” ซึ่งน่าแปลกที่พวกเขาไม่เคยเรียกขานตัวเองเช่นนั้น ยังแทนตัวเองว่าลัวะเสมอมา

          ตามหัวมุมถนนทุกโค้งเลี้ยวในบ้านสะจุกมักเต็มไปด้วยผู้คนตรงร้านค้า ว่ากันว่าหมู่บ้านของคนลัวะแถบดอยขุนน้ำน่านนี้คือหนึ่งพื้นที่จรยุทธ์ช่วงชิงมวลชนในอดีต ระหว่างที่ผืนแผ่นดินเขตเขาเมืองน่านตกอยู่ในภาวะขัดแย้งทางอุดมการณ์ และเป็นฐานที่มั่นรวมไปถึงพื้นที่สู้รบระหว่างฝ่ายทหารของรัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

เที่ยวน่าน

          ความยากลำบากในอดีตที่รายรอบล้วนมีแต่ป่าเขา ส่งผลให้ชีวิตหมุนวนอยู่แค่ไร่นาตามฤดูกาล คนลัวะที่อพยพเร่ร่อนข้ามแดนดินลาวมาสู่เขตของน่านล้วนกลายเป็นประชากรชั้นสอง ความเป็น “ข้างบน” และ “ข้างล่าง” ดำเนินร่วมกันไปในความแปลกแยกและเส้นกั้นที่เรียกว่ากฎหมาย

          เฒ่าชราไม่อาจลืมการเก็บภาษีอากร ทั้งพืชไร่ ที่ดิน ตอไม้ หรือแม้แต่เรื่องการแต่งกายในอดีตของหญิงลัวะ ที่ต้องเสียภาษีให้ในนามของการขูดรีด เป็นที่มาของคำว่า “ภาษีเต้านม” ทั้งหมดทั้งมวลก่อให้เกิดภาวะแห่งการไม่ยอม จนเป็นที่มาของกระบวนการต่อสู้ของคนบนภูเขา ขบวนการเจ้าต้นบุญ หรือที่ภาครัฐเรียกว่า “กบฏผีบุญบ้านห้วยชนิน” ราวปี พ.ศ. 2508 พวกเขาแสดงออกผ่านการเข้าทรงบอกต่อถึงการไม่ยอมถูกเอาเปรียบในด้านต่าง ๆ และพร้อมจะจับอาวุธเข้าต่อสู้

          หลังการมาถึงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แนวคิดและอุดมการณ์ที่เอาความเท่าเทียมเป็นที่ตั้งเอื้อรับสำหรับคนไร้ที่พึ่งอย่างชาวลัวะเมืองน่าน พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วมรบ และแปรเปลี่ยนขุนเขาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความหวังร่วมกับ พคท.

เที่ยวน่าน

          ฐานที่มั่นของ พคท. ในเขตน่านค่อยเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งการสนับสนุนจากจีน ลาว และเวียดนาม จากการเริ่มต้นเงียบ ๆ ในปี พ.ศ. 2505 จนในปี 2511 หลังยุทธการทุ่งข้างอันลือลั่น เขตภูเขาแถบภูแวก็กลายเป็นเขต “ปลดปล่อย” เขตแรกของเมืองไทย ดินแดนน่านฝั่งตะวันออกตั้งแต่ปัว บ่อเกลือ ทุ่งช้าง เชียงกลาง และเฉลิมพระเกียรติ ที่เหยียดยาวด้วยผืนภูเขา นับร้อยกิโลเมตรกลายเป็นเขตปลดปล่อย ฐานที่มั่นของ พคท. ย้ายจากอีสานมาสู่น่าน จนมีสำนัก 708 แถบภูพยัคฆ์เป็นฐานที่มั่นหลัก

          การต่อสู้ของคนบนภูเขากับรัฐบาลต่อเนื่องยาวนาน ภูเขาเปิดรับผู้คนอีกหลากหลาย ทั้งเหล่านักศึกษาที่เข้ามาร่วมกับ พคท. หลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชดำเนิน 6 ตุลาคม 2519 ความเป็นพี่น้องของนักคิด นักเขียน กวี และชาวบ้านต่างเดินไปบนหนทางเดียวกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อโลกแบ่งเป็นสองขั้ว ลาวและเวียดนาม ต่างมุ่งปลดปล่อยตนเอง แดนดอยเขตน่านโดดเดี่ยวตนเองในหนทางปฏิวัติ รวมถึงนโยบายคืนเมือง เลขที่ 66/23 หลายคนวางปืนและเดินลงจากดอย ไร้เสียงปืนและการสู้รบ

เที่ยวน่าน

          ความหวังมีหน้าตาเป็นเช่นไร คงเหลือเพียงผู้คนแห่งขุนเขาที่ต้องเดินต่อและไถ่ถามเอากับปัจจุบันอันเป็นไป

          จากบ้านสะจุกที่เรียงรายสองฟากถนน เราไต่เลาะสันเนินชันขึ้นไปบนพื้นผิวดินหมาดฝน บ้านสะเกี้ยงวางตนเองไปตามไหล่ดอย นาขั้นบันได และสวนกล้วยถูกปลูกเป็นหย่อมย่าน มันค่อนข้างเรียบง่าย แม้ไม่เหมือนกับที่เคยผ่านมาในยุคปู่ย่า หลายคนกำลังคัดเลือกสารกาแฟ เมล็ดดิบที่พวกเขาได้รับการส่งเสริมให้ปลูกเพื่อส่งต่อไปด้านล่าง ยังไม่นับรวมผักเมืองหนาวผลไม้นานาที่พวกเขารอเวลาอันเหมาะสมที่จะลงมือปลูก

          ขณะที่ใครสักคนทอดมองไปยังทะเลภูเขายาวไกลเบื้องล่าง ผืนป่าที่หดหายห่มคลุมด้วยแปลงพืชไร่อย่างข้าวโพด ทว่าชีวิตเหนือแดนดอยอย่างบ้านสะจุกและสะเกี้ยงยังมีคำตอบในหนทางใหม่ที่พวกเขาเลือกเดิน หนทางที่พาตัวเองผสานรวมไปกับพืชผล และความคิดความเชื่อที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หนทางของพวกเขาเป็นเช่นไร เราคล้ายจะพบว่ามันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของคนหลายกลุ่มเหนือดอยขุนน้ำน่านในหลายวันต่อมา

เที่ยวน่าน

          2. ทางชันสายนั้นยกตัวขึ้นเหนือความสูงกว่า 1,200 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ก่อนถึงบ้านสะจุกเล็กน้อย ยามเย็นเป็นเรื่องงดงามเมื่อเราขึ้นไปเยือนสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ถนนเวียนวนเพื่อลดความชันของแนวสูง แปลงชาอูหลง ข้าว และสวนกล้วยลัดหลั่นเล่นระดับ หลังฝนโปรยเรากระโดดลงจากรถเพื่อเพ่งมองรุ้งกินน้ำตัวโตพาดผ่านทิวดอยโลกกสิกรรม และปราการขุนเขากว้างไกล

          แลนด์สเคปแสนสวยภายในสวนทั้งบ้านพัก โรงเรือน ใช่เพียงพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยว ทว่ามันเป็นดั่งต้นทางของการดูแลพี่น้องชาวลัวะทั่วแดนดอยขุนน้ำน่าน พี่หล้า-เจษฎา มาเมือง ค่อยพาเราเวียนแวะไปตามทางเล็ก ๆ ที่ไต่ขึ้นไปสู่สานเฮลิคอปเตอร์ พื้นที่เสด็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

เที่ยวน่าน

          “เราเริ่มจากให้พวกเขาหยุดการทำไร่เลื่อนลอย ลดการทำไร่ข้าวโพด หันมาให้ความสำคัญกับการปลูกพืชเมืองหนาว กาแฟ ผักผลไม้ ที่สำคัญต้องให้มากไปด้วยการต่อยอดสืบเนื่อง” พี่หล้าว่าการเริ่มต้นนั้นยาก ใครเลยจะคิดว่ามันจะขายได้ แต่นั่นมันเป็นเรื่องนานมากกว่า 10 ปีแล้ว

          “เรามุ่งหวังเก็บพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไว้ ถนอมป่าต้นน้ำที่เคยสูญหาย” พี่หล้าบอกถึงจุดมุ่งหมายจริงแท้ของสถานีพัฒนาการเกษตร

เที่ยวน่าน

          จากบ้านอันถูกกดทับ เอารัดเอาเปรียบ เปลี่ยนเป็นโลกแห่งอุดมการณ์และการสู้รบ ณ วันที่ภูเขาทิวเดิมอ่อนล้าจากการปรับใช้ หลายคนที่นี่เริ่มรู้ว่าชีวิตอันสุขสงบอาจเริ่มได้ด้วยการดูแลผืนแผ่นเดิน

          ภายในพื้นที่ของสถานีพัฒนาการเกษตรคือโลกแห่งการดูแลชาวบ้าน โรงเรียนอนุบาลปศุสัตว์ ด้านในเต็มไปด้วยแพะ หมูดำ ไก่สายพันธุ์พื้นเมือง ทั้งไก่ม้ง ที่อึด ทน รวมไปถึงไก่ลัวะ ยังมีเป็ดเทศที่ให้ไข่กินได้ “เราเริ่มต้นให้พวกเขาก่อน ใครต้องการเลี้ยงสัตว์มารับไปได้เลย”

          ใกล้ลานเฮลิคอปเตอร์คือชายแดนไทย-ลาว พี่น้องชาวลัวะที่มารับจ้างทำงานในโครงการจ่อมจมตัวเองตรงแปลงกล้าพันธุ์มะขามป้อม หมามุ่ย ฤดูกาลผักยังมาไม่ถึง ไม้พันธุ์ต่าง ๆ เวียนหมุนหลากหลาย จากระยะแรกเริ่มที่จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตร งานหลักคือรักษาป่าต้นน้ำ ฟื้นฟูสภาพดินที่ผ่านการอยู่กินแบบปล่อยมายาวนาน

          “ตอนนั้นด้วยพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครับ ท่านขอให้เก็บพื้นที่ต้นน้ำน่านนี้ไว้ให้สมบูรณ์ งานของพวกผมเริ่มขึ้นหลังจากนั้น คือทำอย่างไรให้พวกเขาอยู่ได้ เรามีแต่ให้ครับ ให้กล้าพันธุ์ให้ความรู้ให้งาน รวมไปถึงหาตลาดให้” งานของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ด้วยหัวใจของคนที่มาทำงานอย่างจริงจัง คนที่นี่ถึงเข้าใจ

          นั่งกันอยู่ในโรงอาหารของสถานีพัฒนาการเกษตร กาแฟกรุ่นหอม รอบด้านคืองานการอันไม่เคยสิ้นสุด เราเฝ้ามองดูหนทาง “แรกเริ่ม” ของพวกเขาที่ทอดยาว จากกล้าพันธุ์เล็ก ๆ เกี่ยวโยงชีวิตคนของขุนเขา ไล่เลยไปสู่วันที่ผลิตผลออกดอกงอกเงย ใครต่อใครก็อยากขึ้นมาเยือนที่นี่พร้อมสายลมหนาว นาทีเช่นนั้นโลกกลางขุนเขาที่สะจุก-สะเกี้ยง อาจหาใช่พื้นที่แปลกเปลี่ยวเดียวดายเช่นในอดีตที่ผ่านพ้นล่วงเลย

เที่ยวน่าน

          3. ทุกเช้าหลังฝนหมาดเม็ด หมอกขาวอ้อยอิ่งตามเรือนป่าและม่านขุนเขาอีกฟากด้าน เราพบตัวเองที่บ้านเปียงซ้อแทบทุกวัน ร่วมไปกับคนลัวะที่ตระเตรียมเดินทางลงไปสู่ไร่นาต้นฤดูเพาะปลูก

          แปลงนาขั้นบันไดปูลาดเนินเขา ตรงนั้น ตรงโน้น เห็นชาวบ้านประดับประดาให้ผืนพรมสีเขียวยิ่งดูมีชีวิต เรายืนมองมันไปพร้อม ๆ กับ ธนันดร บัวเหล็ก หนุ่มลัวะบ้านเปียงซ้อ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จากนั้นไม่นานเขาค่อย ๆ พาเราเข้าไปสู่ผืนดินตรงหน้า ผืนดินที่ซุ่มซ่อนด้วยแนวคิดและทฤษฎีเกษตรนานา อันมีที่มาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          บ้านเปียงซ้อมั่นคงเติบโต ทางซีเมนต์หลายเส้นพาเราเวียนไปหาชีวิตที่ดีที่พวกเขาได้สัมผัส โรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เซ็งแซ่ด้วยเสียงเด็กหลายวัย มันมีที่มาอันยั่งยืนก็ด้วยการร่วมกันพัฒนาระหว่างคนข้างบนและข้างล่าง โลกเกษตรแบบดั้งเดิมที่ผนึกแน่นอยู่กับชีวิตคนลัวะแห่งเปียงซ้อ และหลายหมู่บ้านใกล้เคียงดำรงตนอยู่ด้วยแปลงข้าวไร่ ระบบหมุนเวียนโยกย้ายระหว่างนาข้าว สลับกับไร่พริก งา ฟักทอง รวมไปถึงข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองและพืชตระกูลแตง การเปลี่ยนเวียนแปลงเกษตรและชนิดพืชแบบที่ “ทิ้งไว้” และกลับมา “ทำใหม่” เพราะเชื่อในเรื่องของการพักฟื้นคืนแร่ธาตุให้ดินเดินสวนทางกับป่าไม้ที่หดหายตามการกระจายตัวและการทำกินที่มากขึ้น

          “ไม่มีอะไรผิด ถูกไปหมดครับ ข้าวไร่นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์มาก ทุกวันนี้ใครก็ต้องการ” ธนันดรเล่าถึงข้าวของปู่ย่าที่เขาเห็นมาแต่เล็ก ที่วันนี้การทำไร่หมุนเวียนอาจต้องการการดีความใหม่ “เราส่งเสริมให้เขาทำนาขั้นบันไดครับ เช่นนั้นทางมูลนิธิต้องเน้นการจัดการในการเพิ่มแร่ธาตุในดิน เพิ่มแหล่งน้ำ”

          บ่อพวงสันเขาและนาขั้นบันไดถือเป็นรูปธรรมหลักของมูลนิธิ ในพื้นที่นำร่องอันเป็นป่าต้นน้ำของเมืองไทยอย่างแดนดอยเมืองน่าน จากพื้นที่ฝนตกเหนือเขา ทว่ากลับไร้แหล่งเก็บกักน้ำ “บ่อพวงสันเขา” ที่ทางมูลนิธิสร้างเป็นต้นแบบจะเก็บรองน้ำฝน รวมถึงมีแนวส่งน้ำเข้าในพื้นที่แยกแปลงอย่างเพียงพอ  ข้าวไร่หลากหลายสายพันธุ์ดั้งเดิมถูกศึกษาทดลอง เคียงคู่ไปกับการจัดการแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วน ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ นวเกษตร ลดการปลูกเชิงเดี่ยว ทว่าก็ทำความเข้าใจและไถ่ถามถึงความคิดความเชื่อดั้งเดิมไปร่วมกัน เพื่อการมีกินและมีอยู่ของพวกเขา

          “ปิดทองไปเรื่อย ๆ ทองมันก็ล้นออกมาเอง” ธนันดรเอ่ยถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังเราโขยกรถผ่านหล่มโคลนและทางแสนลื่นไปสิ้นสุดที่บ้านบวกอุ้ม ผู้คนและหมู่บ้านเรียบง่ายที่ชายแดนเต็มไปด้วยบรรยากาศดั้งเดิมแบบที่นักมานุษยวิทยาหลงใหล แต่มันเดินสวนทางสิ้นเชิงกับภาพจริงที่รอการพัฒนา

          เราขึ้นไปนั่งกันในครัวแยกส่วนและเรือนแบบดั้งเดิมของคนลัวะบ้านบวกอุ้ม ฝนพรำสาย แม่เฒ่าและเด็ก ๆ ที่ฝั่งตรงข้ามสั่นเทา หลังฝนหมาดทางเดินดินแดงพาเราเข้าไปรู้จักใบหน้าค่าตาของความทุกข์ยากที่ฉาบเคลือบอยู่ในไมตรีของพวกเขา ขนม น้ำชาถูกหยิบยื่น เสียงเชื้อชวน “ปองซา” ให้กินข้าว แม้จะเป็นเพียงของกินธรรมดา ทว่าความอบอุ่นนั้นเป็นอีกเรื่องที่ชุบชูหัวใจของคนที่ยืนอยู่บนทิวดอยเดียวกัน

          ระหว่างเคลื่อนตัวเองออกจากบวกอุ้ม ผ่านเปียงซ้อและไล่ลงดอยสู่สะจุกตามความชันลดหลั่น นาขั้นบันไดและผืนป่าปะปนผสมผสานคล้ายคลึงกับชีวิตคนข้างบนนี้ และถนนสายนั้นก็อาจงดงามจับใจ ทว่ากับบางหนทางที่ทอดมุ่งและพาเราไปสู่ความงดงาม ใครเลยจะหยั่งรู้ได้ว่าการมาถึงของมันจะนำพาและฉีกพรากอะไรกับชีวิตเราบ้าง

เที่ยวน่าน

          4. เสียงเจื้อยแจ้วในเช้าวันศุกร์ครั้งนั้นฟังดูตรึงตรา เราตอบตัวอีกครั้งได้ว่า ณ นาทีเช่นนี้คือห้วงเวลางดงามอย่างจริงแท้ ไร้การปรับเปลี่ยนปรุงแต่ง

          แยกซ้ายที่จากบ้านสะจุกลงสู่บ้านห้วยฟอง ที่โรงเรียนบ้านห้วยฟอง เด็กเล็กและหนุ่มสาวมัธยมต้นต่างแต่งกายด้วยชุดลัวะสีดำคาดแถบสีสดใส โรงเรียนใหญ่โตของห้วยฟองรองรับเด็ก ๆ จากสะจุก สะเกี้ยง และพื้นที่เขตเขารายรอบ คุณครูอีกร่วมยี่สิบคนนั่นก็อีก ชีวิตแดนดอยที่เลือกมาปักหลักทำให้งานหนักของพวกเขาเพิ่มขึ้นจากที่ราบทบทวี

          เราเดินตามไปดูการทำไม้กวาดจากต้นก๋ง หรือที่คนลัวะเรียกดอกหญ้าชนิดนี้ว่า “หยูว์” เด็กน้อยค่อยสอดสานและผูกมัดงานฝีมือ ขณะที่ไกลโรงเรียนออกไปที่บวกหรือหนองน้ำประจำหมู่บ้าน มีร่องรอยของการไหว้สโลดหรือผีบวก ปรากฏเป็นรูปเรือนไม้เล็ก ๆ กรุกระดาษหลากสี

          “เด็ก ๆ ที่นี่เราไม่ลืมจะต้องบรรจุคาบวัฒนธรรมชุมชนลงไปด้วยครับ” ครูหนุ่มจากบ้านสะจุกบอกถึงคาบวิชาภาษาถิ่นและงานฝีมือของพวกเขา รวมไปถึงการหลอมรวมและประยุกต์ให้ความเข้าใจกับเด็ก ๆ ทั้งในเรื่องความเชื่อดั้งเดิมและการปรับเปลี่ยนไปสู่โลกไปใหม่ของพวกเขา

          ไม่ไกลจากโรงเรียน กลุ่มแปรรูปกล้วยกรอบบ้านห้วยฟองก็ปรากฏเป็นอาชีพเสริมง่าย ๆ ที่พวกเขาเลือกทำนอกเหนือไปจากไร่นาและการงานที่หล่อหลอมแบบดั้งเดิม เราหยิบกล้วยทอดกรอบรสอมเปรี้ยวหวานเข้าปาก ทำความรู้จักทิศทางชีวิตใหม่ ๆ ของคนลัวะแห่งดอยขุนน้ำน่านร่วมไปกับพวกเขา

          ในความเป็นไปหลายหลากที่ซุกซ่อนอยู่ในขุนเขาห่างไกล ดูเหมือนจะมีแต่พวกเขาเองเท่านั้น ที่รู้ว่าตีความและจัดวางชีวิตและหัวใจไว้เช่นไร ในแต่ละฤดูกาลที่ชีวิตต้องพบเผชิญ

          ระหว่างลัดเลาะสันเขาลดระดับความสูงลงจากหมู่บ้านสามสี่หมู่บนทิวดอยขุนน้ำน่าน รอบด้านคือความงามที่ไม่เคยจางคลายไปจากวันแรกที่ฝ่าฝนขึ้นมาเยือน ชื่อหมู่บ้านหลากหลายที่พานพบ แต่ดั้งเดิมมันล้วนถูกกำกับว่าเป็นหมู่บ้านของพี่น้องชาวไทยภูเขาผู้ห่างไกล เป็นแนวร่วมและจดจารบันทึกอยู่ด้วยคำว่าสงครามอุดมการณ์และความขัดแย้ง ทว่าวันนี้ในวันที่แดดอุ่นส่องฉาย ละลายหมอกหนาว พืชพรรณหลากหลายงอกงามผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ชื่อหมู่บ้านที่พานพบเหนือยอดดอยอาจเปลี่ยนนิยามไปสู่ความหวังและความอบอุ่นที่พวกเขาเฝ้าใฝ่ฝันถึง

เที่ยวน่าน

ขอขอบคุณ

          คุณพงษ์ศักดิ์ ปาสาบุตร คุณเจษฎา มาเมือง จำสิบเอก ศรีผล มูลสิงห์ คุณจารุศิริ บัวเหล็ก และทุกคนที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง สำหรับการต้อนรับและดูแลอย่างอบอุ่น ตลอดช่วงเวลาจัดทำสารคดี

คู่มือนักเดินทาง

การเดินทาง

          จากตัวอำเภอเมืองน่าน ใช้ทางหลวงหมายเลข 1169 ผ่านอำเภอสันติสุข จากนั้นแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1257 แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 1333 ไปถึงอำเภอบ่อเกลือ แล้วจึงใช้ทางหลวงหมายเลข 1081 มุ่งสู่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ แยกขวาที่บ้านขุนน้ำน่าน (หลักกิโลเมตรที่ 21) ขึ้นดอยด้วยทางลาดยางผสมทางลูกรังเป็นบางช่วง ถึงสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง หมู่บ้านสะจุก หมู่บ้านเปียงซ้อ และหมู่บ้านบวกอุ้มตามลำดับ รวมระยะทางราว 139 กิโลเมตร จากบ้านขุนน้ำน่าน สภาพทางสูงชันและทุรกันดาร ควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อสมรรถนะดี

กินอิ่มและนอนอุ่น

          สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง มีบ้านพักลานกางเต็นท์ รวมถึงอาหารให้บริการช่วงฤดูหนาว เลือกจับจ่ายผลิตภัณฑ์พืชผัก เมืองหนาวทั้งสดและแปรรูปเป็นของฝากได้

          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 08 4818 1008 เว็บไซต์ www.dnp.go.th เฟซบุ๊ก : สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง อ.เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ปีที่ 57 ฉบับที่ 2 กันยายน 2559


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
สะจุก-สะเกี้ยง-เปียงซ้อ ความหวังถักทอ เหนือทิวดอยขุนน้ำน่าน โพสต์เมื่อ 17 ตุลาคม 2559 เวลา 15:31:48 8,416 อ่าน
TOP