ภารกิจพิชิต 6 ยอดขุนเขาเมืองเลย

loei

loei
ท่องเที่ยวจังหวัดเลย กับ 6 สถานที่น่าไป

ภารกิจพิชิต 6 ยอดขุนเขาเมืองเลย (อ.ส.ท.)

วัชระ ทองนาค…เรื่อง
ชนาธิป อินทรวิชชะ…ภาพ


          1. การเดินทางพิชิต 6 ยอดขุนเขาในจังหวัดเลยครั้งนี้ถูกวางแผนไว้อย่างดี มีการนัดแนะเจ้าหน้าที่นำทางในแต่ละที่ไว้อย่างแม่นมั่น

          ภูบ่อบิด อำเภอเมือง จังหวัดเลย คือเป้าหมายแรก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวนำร่องของภารกิจ ผมไม่อยากให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นมือ เพราะจะทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อนไปหมด แต่ความงามของสองข้างถนนบนภูสูงในฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยลำธารสายหมอกสีขาวบริสุทธิ์กำลังไหลรินเลาะเล็มขอบผาทำให้อดใจไว้ไม่ไหว ต้องหาที่จอดรถลงไปดื่มด่ำบรรยากาศเกือบตลอดทาง แต่ละมุมแต่ละแห่งดูแล้วราวกับอยู่ในอุทยานสวรรค์ ลืมวันลืมคืนเลยทีเดียว มารู้ตัวอีกทีก็จวนได้เวลานัดหมายเสียแล้ว

          ภูบ่อบิด เป็นสถานท่องเที่ยวที่มีตำนานเล่าขานนานนม แม้จะมีหลากหลายกระแส แต่ก็พอสรุปได้ว่า ถ้ำภายในขุนเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติที่เจ้าป่าเจ้าเขาอนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาชมได้ แต่ผู้จะเข้าชมต้องแก้ผ้าของตนออกให้หมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าจะไม่หยิบฉวยสิ่งใดออกไป และที่สำคัญในระหว่างเยี่ยมชมห้ามส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งเด็ดขาดภายใต้เงื่อนไขนี้ชาวบ้านทีได้เข้าไปชมก็ได้เห็นสมบัติละลานตาสมคำเล่าลือ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี กระทั่งมีชาวบ้านคณะหนึ่งซึ่งมีเณรน้อยร่วมอยู่ด้วยภาษาถิ่นว่า "บ่บิด" หรือที่ภาษากลางว่า "อย่าบิด" นั่นเอง มีการคาดเดากันในภายหลังว่า เณรน้อยผู้นั้นอุตรีไปหยิกก้นหรืออวัยวะเพศของผู้หญิงที่คลานอยู่ด้านหน้า จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบได้ แต่นั่นมีผลทำให้ถ้ำถล่มลงมาทับทั้งคณะตายหมดสิ้น เหลือเพียงเณรน้อยที่รอดชีวิตออกมาเล่าให้ทุกคนได้ฟัง แต่เพียงวันสองวันเท่านั้นก็ต้องจบชีวิตลง

           ตำนานที่ได้รับฟังทำให้ผู้ฟังรู้สึกกริ่งเกรงต่อสถานที่อยู่ไม่น้อย แต่เมื่อได้แวะเข้าไปสักการะศาลเจ้าปู่ภูบ่อบิดที่อยู่ระหว่างทางขึ้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นเหมือนกับเราได้บอกกล่าวเจ้าบ้านแล้ว และใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความปรานีของเจ้าปู่ภูบ่อบิดก็ทำให้รู้สึกได้ว่า ท่านรับรู้แล้ว ท่านพร้อมให้การต้อนรับ และพร้อมที่จะคุ้นครองป้องกัน ขึ้นบันไดปูนไปสักพักต้องก้มตัวหลบกิ่งไม้ใหญ่ที่ทอดขวางทางไว้ เมื่อลอดผ่านไปแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นำทางบอกให้หันหลังกลับไปดูแล้วจะเห็น "จูจุ๊บ" ผมไม่รู้ว่าคืออะไรแน่ แต่ก็หันกลับไปดู ทว่าไม่พบอะไรที่สื่อความหมายอย่างว่า จนเมื่อเจ้าหน้าที่ชี้จุดให้ดูนั่นแหละถึงเพิ่งเห็นว่าเป็นจูจุ๊บจริง ๆ ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวภูบ่อบิด ลองสอดส่ายสายตาค้นหาดูนะครับว่า "จูจุ๊บ" ที่ว่าอยู่ตรงไหนและเป็นอย่างไร ถ้าใครเห็นแล้วถ่ายภาพมายืนยันในเฟซบุ๊กวัชระ ทองนาค หน่อยนะครับ 3 คนแรกผมมีรางวัลให้

           เมื่อสุดบันไดปูนจะเป็นทางดิน เดินขึ้นไปพอได้เหงื่อจะถึงบริเวณที่เรียกว่า "ถ้ำบังบด" ในสมัยก่อนถ้าใครขึ้นมาบนภูบ่อบิดแล้วหายตัวไป ญาติ ๆ จะนำเครื่องเช่นสังเวยมาทำพิธีกันบริเวณนี้ แล้วก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าผู้ที่หายไปจะพากันมาปรากฏตัวแถว ๆ นี้ ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าถ้ำบังบด คือช่องทางที่จะเชื่อมต่อไปยังเมืองบังบด ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีชาวบ้านมาบวงสรวงเช่นไหว้อยู่เนือง ๆ

           ถัดจากถ้ำบังบดขึ้นไปจะถึง "ถ้ำพระ" วันที่ผมไปอาจไม่เหมือนวันอื่น ๆ นัก เพราะเป็นวันที่พวกช่างกำลังทำลานชมวิวพอดี เมื่อลานชมวิวเสร็จเรียบร้อยเชื่อว่าทิวทัศน์ตัวเมืองเลยที่มองจากหน้าถ้ำพระแห่งนี้จะงดงามไม่แพ้จุดชมวิวอื่นแน่ ๆ เพราะขนาดยังทำไม่เสร็จ ความงดงามก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ก่อนขึ้นถึงยอดจะมีถ้ำเล็ก ๆ ให้ปีนลอดขึ้นไปได้ แต่สำหรับคนตัวใหญ่หรือผู้ที่ก้ม ๆ เงย ๆ ไม่สะดวกก็มีทางเดินให้อ้อมไปขึ้นอีกด้านหนึ่งถ้ำเล็กแห่งนี้มีเรื่องเล่าขานว่า มีผู้หนึ่งพยายามจะอุดถ้ำเพื่อทำเป็นบ่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ด้านบน แต่ผู้นั้นต้องมีอันเป็นไปรวมทั้งบรรดาญาติด้วยผู้ที่ยังเหลืออยู่จึงพากันมาทำลายก้อนหินที่ใช้อุดถ้ำ ทำทุกอย่างให้คงเดิมเรื่องร้าย ๆ จึงผ่านพ้นไป บนยอดภูบ่อบิดผมได้พบกับสองหนุ่มนักท่องเที่ยว เขาถามเจ้าหน้าที่ว่า "นั่นใช่ยอดภูหอไหม" คำว่าภูหอฉุดความสนใจของผมจนต้องเหลียวตามไป และนั่นทำให้ได้รู้ว่า ความงดงามของยอดภูหอเมื่อมองจากภูบ่อบิดไม่ได้เป็นรองเมื่อมองจากภูป่าเปาะเลย

            ผมได้คุยกับนักท่องเที่ยวสองพี่น้องไม่มากนัก แต่รู้สึกถูกอัธยาศัยจนกลายมาเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก สำหรับการเดินทาง ช่องเที่ยว นอกจากจะได้ชมความงามของธรรมชาติหรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ มิตรภาพที่ได้รับระหว่างการเดินทางนี่แหละ ซึ่งบางครั้งงดงามยิ่งกว่าธรรมชาติหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ

loei

           2. ความมืดมิดอำพรางถนนที่เป็นหลุมบ่อบางช่วง ทำให้ผมเคลื่อนรถยนต์รุดไปข้างหน้าได้อย่างเชื่องช้า ความมืดความเปลี่ยวบางครั้งก็ทำให้เกิดความวังเวงขึ้นในหัวใจได้เหมือนกัน แต่เพียงไม่นานความรู้สึกนั้นก็มลายไปด้วยแสงไฟจากไฟฉายที่ส่องนำทางให้เข้าไปจอดด้านในลานกว้างทันทีที่ก้าวลงจากรถ มวลอากาศเย็นโอบกระชับผิวกาย ผมต้องหยิบเสื้อกันหนาวออกมาสวมแล้วเดินไปซื้อตั๋วโดยสาร การจะขึ้นไปชมวิวบน "ภูทอก" ต้องใช้บริการของรถสองแถวที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบและความปลอดภัยนั่นเอง ระหว่างรอนักท่องเที่ยวให้เต็มรถผมเดินไปซื้อกาแฟร้อนเผื่อบรรเทาความหนาว

             เมื่อรถสองแถวกำลังขับเคลื่อนสูงพานักท่องเที่ยวเต็มคันขึ้นไปถึงยอดภู ท้องฟ้ายังมีแสงรำไร ประจวบเหมาะกับหมอกจางที่ปกคลุมทั่วบริเวณทำให้บรรยากาศดูหงอยเหงา แต่เสียงหัวเราะหยอกเย้าดังแทรกความมืดจากบริเวณนั้นบ้าง บริเวณโน้นบ้าง ก็ช่วยทำให้บรรยากาศดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้น เมื่อสำรวจลัดเลาะขอบผาจนจบรอบ แสงที่รำไรในตอนแรกก็เริ่มทอแสง วันนี้มีนักท่องเที่ยวขึ้นมารอชมความงามของทะเลหมอกเยอะพอสมควร บางคนมาเป็นคู่ บางคนมากับเพื่อน บางคนก็มากันเป็นครอบครัวใหญ่ เมื่อเห็นว่าแสงเริ่มเปล่งประกาย นักท่องเที่ยวก็เริ่มเข้ามาจับของพื้นที่ด้านฝั่งตะวันออกเพื่อรอชมความงามของทะเลหมอก แต่ก้อนเมฆหนาที่บดบังเสียจนอาทิตย์ยังอับแสง ทำให้หลายคนพึมพำ วันนี้อาจะไม่สมหวังเวลาผ่านไปเสียงที่เคยพึมพำกลับกลายเป็นอื้ออึง หลายคนยอมรับในโชคชะตา ชักชวนกันกลับ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังคงปักหลักรอคอย ไม่ยอมรับในโชคชะตา ผมเป็นหนึ่งในนั้น

              ผมเป็นนักเขียนเรื่องท่องเที่ยว มีโอกาสได้เดินทางไปหลายที่ แต่พอมานึกทบทวนดูแล้วกลับพบว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นทะเลหมอกด้วยสายตาตัวเองเลยสักครั้ง ภูทอกได้ชื่อว่ามีทะเลหมอกงดงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศ ถ้าไม่อับโชคเกินไปนักก็อยากจะให้การเห็นทะเลหมอกครั้งแรกของชีวิตเป็นที่นี่ "ขอเห็นเป็นบุญตาสักครั้งเถอะ" ผมแอบภาวนาอยู่เงียบ ๆ ไม่รู้ด้วยแรงภาวนาหรืออย่างไร จู่ ๆ อาทิตย์ก็สามารถเปล่งแสงลอดผ่านม่านเมฆลงมาได้ และวินาทีนั้นเองทะเลหมอกก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า ภูเขาสีทะมึนถูกโอบล้อมด้วยคลื่นทะเลหมอกสีขาว และเมื่ออาทิตย์เปล่งแสงกล้าขึ้นทะเลหมอกสีขาวบริสุทธิ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวอมชมพู เป็นความงามที่คาดไม่ถึงว่าจะงามถึงเพียงนี้ แต่เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ภูเขาทะมึนและทะเลหมอกสีชมพูอ่อนก็อันตรธานไปใต้ก้อนเมฆหนา เสียงอื้ออึงชื่นชมความงามกลับกลายเป็นเสียงทอดถอนใจ

               ถ้าเปรียบการได้ชื่นชมธรรมชาติเป็นโชค ในเวลานี้ก็เหมือนโชคกำลังกลั่นแกล้ง ทุกครั้งที่อาทิตย์ส่องแสงลอดม่านเมฆลงมา ภูเขาและทะเลหมอกก็จะปรากฏให้ได้ชื่นชม แต่เมื่อก้อนเมฆหนาสามารถเอาชนะแสงกล้าของตะวันได้ ความงามนั้นก็จะสูญสลาย กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ทว่าก็นิสัยปกติของคนไทยแหละครับ ลุ้นไปเสียดายไปแต่ก็หัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี ระหว่างนั่งรถสองแถวลงจากยอดภู เห็นนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคู่ ๆ ต่างยิ้มหัวเราะให้แก่กัน ความงามของทะเลหมอกที่เพิ่งได้ชมคงทำให้ความรักของทั้งคู่เบ่งบาน ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสแบบนี้มากมายนัก เพราะต้องเดินทางคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหงาแต่อย่างใด ด้วยเพราะมีความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิด นั่นคือ สามารถสูดกลิ่นอายธรรมชาติและความสุขของคนรอบข้างเข้ามาใส่ไว้ในหัวใจตัวเองได้

loei

              3. ด้วยความที่เตร็ดเตร่เก็บเกี่ยวความงามของลำธารสายหมอกที่ไหลลัดเลาะไปตามร่องผา ที่ภูหัวฮ่อมเป็นอีกหน่วยหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ทำให้ต้องรีบบึ่งรถคู่ชีพขึ้นไปยังอุทยานแห่งชาติภูสวนทรายแบบด่วน ๆ เพราะใกล้ถึงเวลานัดหมายกับเจ้าหน้าที่แล้ว

              ตอนแรกไม่ได้มีแผนจะขึ้นไปค้างคืนบนเขา แต่เมื่อหัวหน้าชุดปฏิบัติการบอกว่า "หัวหน้าสั่งการไว้ว่าให้ขึ้นไปค้างที่เนิน 1408 เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นครับ" ผมก็รีบเตรียมสัมภาระสำหรับค้างคืนบนยอดเขาสูง 1 คืนโดยไม่มีอาการอิดออด ไม่กี่นาทีจากนั้นทุกอย่างก็พร้อม สำหรับคนอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่สำหรับผม การผิดแผนหรือการต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นจนชินชา

              ภูสวนทรายมีลักษณะเหมือนอีกหลาย ๆ ภูที่ตอนเมต้นมักจะสูงชันประหนึ่งจะทดสอบกำลังใจของนักท่องเที่ยวว่าแข็งแกร่งพอจะได้ขึ้นไปชมความงามหรือไม่ เมื่อแข็งใจก้าวผ่าน 1 กิโลเมตรแรกขึ้นไปได้ก็สบายขึ้นสำหรับผู้ที่จะมาเยือนภูสวนทรายแห่งนี้ แนะนำให้ค่อย ๆ ขึ้นครับ ช้าหน่อยแต่ร่างกายจะไม่บอบช้ำ และขอเน้นย้ำว่า ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านี้มีความงดงามที่แสนคุ้มค่ารออยู่ ด้านบนของภูสวนทรายเป็นผืนป่าบริสุทธิ์ ต้นใบหญ้าสีสดจนแปลกตา แม้กระทั่งไส้เดือนก็ยังแปลกตา ที่ว่าแปลกตาเพราะตัวใหญ่และยาวมาก ถ้ามองเผิน ๆ ตามประสาสายตาคนเมืองอาจเผ่นป่าราบเพราะนึกว่าเป็นงูได้ง่าย ๆ ที่ยืนยันแบบนี้เพราะผมเองก็เกือบเผ่นป่าราบเช่นกัน ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าเป็นไส้เดือน วันที่ไปดอกกระโถนพระฤๅษียังพอมีให้เห็น ดอกสีส้มเข้มที่ยังคงความสมบูรณ์มีอยู่หลายดอก แต่ผมกลับสะดุดตาดอกเหี่ยวแห้งดำปี๋ที่ยังคงตัวเคียงคู่อยู่กับดอกสด เพราะทำให้ได้คิดว่า ความเกิดและความตายอยู่ห่างกันเพียงนิดเดียว มนุษย์เช่นกัน ความเป็นกับความตายอยู่ห่างกันแค่เพียงลมหายใจ

               สิ่งหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ควรต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก็คือ ความชุกชุมและหิวกระหายของทาก ระหว่างทางเดิน ทากพร้อมที่จะเกาะติดรองเท้าเราได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งตอนหยุพักในที่โล่ง เจ้าทากก็ยังพากเพียรที่จะลิ้มรสเลือด ขนาดเจ้าหน้าที่ตัดใบไม้ใหญ่มารองนั่ง เจ้าทากก็ยังอุตส่าห์คืบคลานเข้าหาอย่างไม่กลัวเกรง แม้จะน่ายะแขยง แต่จุดนี้เองที่ทำให้ผมซึ้งในน้ำใจของเหล่าเจ้าหน้าที่ ระหว่างเดินแต่ละคนจะคอยดูคนด้านหน้าว่าโดนทากเกาะแล้วหรือยัง "พี่ครับ ทากเกาะแล้ว ขอโทษนะครับ" เจ้าหน้าที่จะบอกและก้มลงไปดึงทากออกให้ ผมไม่กลัวทาก แต่ยอมรับว่ารู้สึกขยะแขยง ตอนแรก ๆ จะดึงมันออกจากขากางเกงได้แต่ละทีต้องทำใจก่อน แต่พอคลุกคลีกันนานเข้า ความรู้สึกขยะแขยงก็หายไป จะว่าไปเจ้าทากก็มีความน่าเอ็นดูเหมือนกัน ครั้งหนึ่งที่หยุดพัก ผมตรวจดูในรองเท้าแล้วพบว่ามันเข้าไปชุกตัวลึกเข้าไปด้านใน จะล้วงเข้าไปจับก็กลัวว่ามันจะเกาะ เลยใช้การเคาะรองเท้าแรง ๆ หวังว่ามันจะหลุดออกมา แต่ก็ไม่สำเร็จ เลยต้องใช้ยุทธวิธีชุดบ่อล่อปลา หรือในกรณีนี้จะเรียกว่าขุดบ่อล่อทากก็คงไม่ผิด

               กรรมวิธี คือ ยื่นนิ้วเข้าไปในรองเท้า แล้วนิ่งไว้ พักเดียวเท่านั้น เจ้าทากจะหลงกดค่อย ๆ คืบคลานออกมาจากด้านในหมายจะมาหม่ำ ๆ เมื่อถึงจังหวะนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะจัดการกับมันอย่างไร

               เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเล่าว่า ทากไม่ต่างกับแมลงเม่า คือจะเข้าหาความร้อน เวลาก่อไฟในป่าเขาเห็นทากคืบคลานเข้าไปตายในกองไฟอยู่บ่อย ๆ เกิดมาผมก็เพิ่งเคยได้ยิน ตอนแรกไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ยืนยันหนักแน่น และเพื่อน ๆ ก็ช่วยกันยืนยัน จึงต้องยอมปักใจเชื่อ และเลยได้คิดว่าเจ้าทากตัวน้อยน่าสงสารมากกว่าน่าขยะแขยง มันเพียงหาเลี้ยงชีพสมองก็ไม่ได้มีมากมายอะไร เราสามารถป้องกันมันได้ รวมถึงสามารถล่อลวงมันได้ด้วย และเมื่อมันหลงกลแล้ว เราจะฆ่าจะแกง หรือจะดีดผึงให้หายวับเข้าไปในกองไฟก็ได้ คิดไปคิดมาแล้วความรู้สึกขยะแขยงก็เลยแปรเปลี่ยนเป็นเอ็นดูสงสารแทน คืนนั้นผมนอนบนเนิน 1408 ภายใต้การอารักขาอย่างเต็มที่ รู้สึกอบอุ่นใจมาก และตอนเช้าก็ได้ชมทะเลหมอกสมใจ ความงามของทะเลหมอกมีมากมายก็จริง แต่ในเวลานั้นผมกลับรู้สึกว่าน้ำใจของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อนักท่องเที่ยวงดงามกว่าทะเลหมอกเป็นไหน ๆ ก่อนเดินทางกลับ ผมไปยืนสูดกลิ่นอายของธรรมชาติบนยอดเนินอีกครั้ง สายลมแรงบนยอดเขาสูงหอบไอเย็นมาปะทะผิวหน้าหนาแน่นราวกับฝนกำลังลงเม็ด ทัศนียภาพบนจุดกางเต็นท์ที่สูงจากระดับทะเลปานกลาง 1,408 เมตร ทะเลหมอกสีขาวนวลที่กำลังสาดชัดลัดเลาะไปตามทิวเขาที่สลับซับซ้อนเป็นความงามที่ยากจะลืมเลือน

              4. สวนหินผางามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง หินแต่ละก้อนสามารถจินตนาการให้เป็นรูปนั้นรูปนี้ได้อย่างเสรี หินที่ผมเห็นว่าแปลกปนน่าหวาดหวั่นเป็นหินที่มีรูปร่างคล้ายกะโหลกมนุษย์ ซึ่งค้นพบตั้งแต่คราวแรกที่มาเยือน คราวนั้นจำได้ว่าด้วยความสนุกกับการใช้จินตนาการสร้างรูปทรงต่าง ๆ ได้ดังใจทำให้เดินถลำลึกเข้าไปในช่องเขา

               การมุดไปตามช่องหินที่สลับซับซ้อนแล้วมาโผล่อีกด้านหนึ่งซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ทำให้รู้สึกราวกับหลุดมาอีกโลกหนึ่งตอนนั้นจำได้ว่ายืนตะลึงไปเหมือนกัน และพอเห็นว่ามีกลุ่มนักเรียนเดินเข้ามาอีกทางหนึ่ง ความสงสัยก็เกิดขึ้นว่า กว่าจะมาถึงบริเวณนี้เราต้องมุดนั่นปีนนี่ แล้วเขาเข้ามาจากทางไหน ทำไมถึงดูสบายจัง การกลับมาเยือนครั้งนี้ทำให้ความสงสัยในครั้งนั้นหมดไป เพราะมัคคุเทศก์พาเดินลัดมาอีกทางหนึ่ง และมาโผล่ตรงบริเวณองค์พระ เป็นทางเดียวกับที่เห็นกลุ่มนักเรียนเดินเข้ามาในครั้งก่อน

               บริเวณนี้มีป้ายไม้ติดไว้ว่า "เขาวงกต ดินแดนมหัศจรรย์" เมื่อก้าวขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ จะพบก้อนหินที่เป็นหลักฐานสำคัญทางธรณีวิทยา เปลือกหอยที่ฝังอยู่ในเนื้อหินทำให้เชื่อได้ว่า บริเวณนี้เมื่อประมาณสองร้อยกว่าล้านปีที่ผ่านมาเคยเป็นท้องทะเล เปลือกหอยชิ้นเล็ก ๆ ที่ฝังอยู่นั้นเป็นสิ่งมีคุณค่าทางการศึกษาอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวที่มากับมัคคุเทศก็ไม่มีอะไรต้องห่วงนัก เพราะมัคคุเทศก์จะพูดเดือนให้เห็นถึงความสำคัญและคอยห้ามไม่ให้ปีนป่ายขึ้นไปถ่ายรูป แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่แอบเข้ามา หรือพลัดหลงเข้ามาเหมือนอย่างผมในครั้งก่อนน่าเป็นห่วง ต้องย้ำเตือนกันว่า อย่าเอามือไปลูบไปถู อย่าเอาเท้าไปวาง หรืออย่าไปนั่งบนก้อนหิน เพราะจะทำให้หลักฐานเหล่านี้ลบเลือน ซึ่งในภายภาคหน้าอาจไม่หลงเหลือร่องรอยไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้

             ถัดออกจากก้อนหิน คือ หลักฐานสำคัญทางธรณีแล้วครู่หนึ่ง จะพบช่องทางที่ต้องมุดสอดหินเพื่อผ่านไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขา อาจลำบากสักหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่ชอบก้ม ๆ เงย ๆ แต่สำหรับผู้ที่มีเลือดนักผจญภัยอยู่ในหัวใจแล้วจะรู้สึกสนุกสนาน ผมจำบริเวณนี้ได้ดี เพราะคราวก่อนเข้ามาหลงอยู่ในนี้ตั้งนาน ป้ายไม้ตรงองค์พระที่เขียนบอกไว้ว่า "เขาวงกต ดินแดนมหัศจรรย์" ไม่ได้เกินความจริงเลย ในครั้งนั้นหากไม่มีคณะนักท่องเที่ยวที่นำทีมโดยมัคคุเทศก์ผ่านมา ผมอาจเดินวกวนอยู่ในบริเวณนี้จนมืดค่ำก็เป็นได้ ดังนั้น ผู้ที่จะมาเที่ยวสวนหินผางามชนิดเจาะลึกทุกซอกทุกมุมควรใช้บริการมัคคุเทศก์ เพราะนอกจากค่าบริการจะย่อมเยาแล้ว ยังรับประกันเรื่องการไม่หลงทางได้อีกด้วย

loei

            5. ผมไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะหรือควรยินดี เมื่อได้ฟังที่มาที่ไปของภูป่าเปาะ สถานที่ชื่นชมความงามของยอดภูหอ เรื่องของเรื่องเริ่มจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้เข้าไปปักเขตแดนป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปลักลอบตัดไม้บนยอดภูป่าเปาะ และเมื่อมีผู้ฝ่าฝืนกฎก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และในการจับกุมจะมีการนำตัวไปถ่ายภาพประกอบสำนวน แล้วบังเอิญว่าผู้กระทำผิดคนนั้นไปยืนถ่ายภาพในบริเวณที่มีฉากหลังเป็นยอดภูหอ และเมื่อย้อนกลับมาดูภาพก็พบว่ายอดภูหอนั้นสวยเกินคำบรรยาย จึงเริ่มคิดที่จะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

             ในตอนแรกชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เนื่องจากยังไม่เห็นประโยชน์ของการท่องเที่ยว คิดกันง่าย ๆ ว่า นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปแล้วก็กลับ ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรกับชุมชนแกนนำทั้ง 4 คนซึ่งนำโดยผู้ใหญ่บุญลือ พรมหาลา ต้องทำงานกันอย่างหนัก ทั้งปรับแต่งสถานที่ให้เหมาะสมสวยงาม ทั้งต้องอธิบายให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์จากการท่องเที่ยว ปัจจุบันชาวบ้านเริ่มเข้าใจแล้วว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาชุมชนแล้วย่อมต้องใช้จ่ายเงินทอง ทั้งค่าอาหาร ค่ารถขนส่งค่าบริการมัคคุเทศก์ และค่าอะไรอีกจิปาถะ

             ผมเคยมาภูป่าเปาะแล้วครั้งหนึ่งและได้พบว่าทุกอย่างยังเป็นธรรมชาติอยู่มาก ถนนทางขึ้นเป็นดินปนทรายเสียส่วนใหญ่ เวลารถอีแต๊กเร่งเครื่อง เพื่อไต่ขึ้นไปตามเนินชันแล้วเกิดล้อฟรี ถนนบริเวณนั้นจะกลายเป็นหลุมลึก ซึ่งจะเพิ่มความยากลำบากในการสัญจรขึ้นอีก และดูเหมือนรถอีแต๊กที่นำมาบริการจะไม่มีโช้กอัพ จึงเกิดการกระแทกกระทั้นในทุกหลุมทุกบ่อ แม้จะลำบากลำบน แต่ผมกลับมองว่านี่คือเสน่ห์ เป็นความสนุกสนานของการเดินทาง

             ก่อนมาครั้งนี้ได้ยินข่าวว่ามีการทำถนนใหม่ มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่เสน่ห์ที่เคยมีได้สูญหายไปหมดแล้ว เมื่อได้ยินผมรู้สึกเสียดายมาก ตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปเยือนซ้ำอีกแล้ว แต่ด้วยเหตุผลทางการงานจึงจำใจต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง และเมื่อได้กลับมาเยือนก็อยากจะเขากะโหลกตัวเองสักโป๊กสองโป๊กโทษฐานที่หูเบา ถนนมีการทำใหม่ก็จริง แต่ไม่ได้ลาดยางหรือเทคอนกรีตอย่างที่คิดเป็นเพียงถนนโรยกรวดที่มีการบดอัดให้แน่นให้เรียบขึ้นเท่านั้น เสน่ห์ของความสมบุกสมบันหายไป แต่ก็ถือได้ว่ายังรักษาภูมิทัศน์ต่าง ๆ ไว้ให้ได้อย่างน่าชื่นชม ผมได้ตระหนักว่า ข่าวลือคือข่าวลือ และถ้าเริ่มหลงใหลเชื่อในข่าวลือก็อาจพลาดบางสิ่งที่สำคัญได้

            ภูป่าเปาะในวันนี้มีการปลูกไม้ดอกประดับประดาทั่วบริเวณ จากที่เมื่อก่อนเคยมีแต่สีเขียว ๆ ของต้นไม้ใบหญ้า ตอนนี้จึงมีสีสันของดอกไม้เพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้ดูน่ามองและรู้สึกสดชื่นมากขึ้น

             ภูป่าเปาะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจ นั่นคือมัคคุเทศก์ ครั้งแรกที่มาเยือนเป็นเด็กหนุ่มพลขับประจำรถอีแต๊ก จริง ๆ หน้าที่ของเขาแค่ขับรถพาขึ้นไปเท่านั้น แต่เจ้าตัวก็พยายามบอกเล่าเรื่องราวเท่าที่รู้ให้ฟังและเมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิวที่ 3 ก่อนจะขึ้นยอดภูไปชมวิว 360 องศาเจ้าตัวก็ยังอุตส่าห์เดินขึ้นไปเป็นเพื่อน คอยดูแลความปลอดภัย ให้กำลังใจ และเล่านั่นเล่านี่ให้ฟังไปตลอดทาง จนถึงทุกวันนี้ผมยังระลึกถึงเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่เลย ไปเที่ยวนี้ได้มัคคุเทศก์สาวแม่ลูกหนึ่งคอยอำนวยความสะดวกรวมไปถึงคอยตอบข้อซักถามด้วย การตอบคำถาม การเล่าเรื่องต่าง ๆ เต็มไปด้วยความชำนาญและพร่างพรู แต่ผมสังเกตว่าสำเนียงการพูดของเธอนั้นเป็นเหมือนภาษาเขียนมากกว่าภาษาพูด จึงถามว่าไปเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหน เธอตอบอย่างมั่นใจท่องจำมาจากหนังสือ แล้วเราก็หัวเราะร่วมกัน

             การใช้บริการมัคคุเทศก์ของที่นี่ไม่มีคำใช้จ่าย สุดแต่ความพอใจของนักท่องเที่ยว จะให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ รวมถึงจะไม่ใช้ บริการของมัคคุเทศก์เลยก็ได้ ไม่มีการบังคับ แต่ผมแนะนำว่าใช้เถอะครับ เพราะอย่างน้อยก็จะมีคนคอยเล่านั่นนี่ให้ฟัง เป็นเพื่อนคุยยามที่ต้องปีนป่ายขึ้นเขาสูง และก็เป็นการช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านอีกด้วย


             ตะวันลับเหลี่ยมผาบนยอดภูป่าเปาะวันที่ผมไปไม่ค่อยน่าประทับใจนัก เพราะมีก้อนเมฆหนาบดบังอาทิตย์อัสดงอยู่ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทางธรรมชาติเข้าใจดีว่า การเที่ยวแบบนี้ต้องอาศัยดวงอยู่เหมือนกัน วันไหนที่ดวงดีก็จะได้ชมความงามอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าวันไหนดวงไม่ดีก็อาจไม่ได้เห็นอะไรเลย

             ยามเมื่อใกล้สิ้นแสงสุดท้าย ผมมองไปที่ยอดภูหอแล้วบอกมัคคุเทศก์ไปว่า พรุ่งนี้จะขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขาลูกนั้น มัคคุเทศก์สาวเหลียวมามองด้วยสายตาสงสัย เหมือนไม่แน่ใจว่าพูดเล่นหรือจริง ผมต้องพยักหน้าและเอ่ยย้ำ "ไม่มีใครเขาขึ้นกันนะ มันอันตรายมาก" เธอพูดเหมือนกับอีกหลาย ๆ คน แต่ภารกิจในครั้งนี้คือพิชิต 6 ขุนเขาในจังหวัดเลย และภูหอเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าไม่ได้ขึ้นไปสัมผัสก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนออกมาได้อย่างไร จะให้นั่งเทียนเขียนก็ไม่ใช่วิสัย ดังนั้น แม้จะถูกห้ามอย่างไร ผมก็คงต้องทำหูทวนลม

loei

            6. พี่จุมพล พงษ์สุวรรณ ผู้ทรงความรู้ที่เร้นกายมาใช้ชีวิตแบบสงบน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ที่หมู่บ้านสวนห้อม อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย คุ้นเคยกับผมตั้งแต่ตอนไปสำรวจเส้นทางเดินป่าแถว ๆ สวนหินผางาม เป็นผู้ติดต่อหาพรานนำทางท้องถิ่นในอำเภอภูหลวงให้ และพร้อมที่จะร่วมผจญภัยในภารกิจพิชิตยอดภูหอครั้งนี้ด้วย

             คณะของเราไปตัดขึ้นภูหอตรงหน่วยพิทักษ์ป่าภูหอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เพราะพรานนำทางบอกว่าขึ้นทางนี้สะดวกที่สุด ทางที่พวกเขาขึ้นกันประจำจะชันกว่านี้มาก แต่ขนาดพรานว่าไม่ชันมาก กว่าจะขึ้นถึงสันเขา เสื้อที่ใส่ยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ เส้นทางต่อจากนั้น จะเดินลัดเลาะไปตามสันเขาผ่านป่าไผ่โปร่ง ๆ เมื่อถึงจุดพักพรานนำทางได้ทำพิธีเซ่นสรวงเจ้าป่าเจ้าเขา ด้วยการถวายเหล้าและบุหรี่ พรานนำทางว่า ต้องทำอย่างนี้ทุกครั้งเพื่อบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางให้ช่วยคุ้มครอง

             จากนั้นพวกเราก็ดั้นด้นกันไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณฐานของยอดภูหอแล้วเดินเลาะขอบผาไปเรื่อย ๆ เพื่อหาทางขึ้น แต่หาอยู่นานก็ยังไม่พบจุดที่น่าจะไต่ผาสูงชันเกือบ 90 องศาขึ้นไปได้ พอเข้มนาฬิกาบอกเวลาว่าจวนเย็นย่ำแล้ว พรานนำทางเลยว่า วันนี้อาจต้องหาที่พักแถว ๆ นั้นก่อนเมื่อได้ยินดังนั้น ความผิดหวังถาโถมใจทันที หยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเทไปทั้งหมดในวันนี้ไร้ความหมาย แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะโอดครวญ จึงก้มหน้าก้มตาเดินเลาะขอบผาตามคณะไปเรื่อย ๆ แต่แล้วจู่ ๆ พรานนำทางก็หยุดเดิน มองนิ่งขึ้นไปบนขอบผาที่ตั้งชัน และบอกพรานผู้ช่วยว่าตรงนี้น่าจะปีนได้ พรานผู้ช่วยส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายเป็นสัญญาณไม่เห็นด้วย พรานนำทางยืนยันและบอกให้ลองปีนขึ้นไป แต่พรานผู้ช่วยก็ยังส่ายหน้าไม่เห็นด้วยอยู่ดี

             แม้จะรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ความห่วงใยในสวัสดิภาพมีมากกว่า ผมจึงบอกว่า ถ้าไม่มั่นห้ามปีนขึ้นไปเด็ดขาด พรานนำทางขออนุญาตลองทดสอบแล้วปีนป่ายหน้าผาขึ้นไปอย่างน่าหวาดเสียวก่อนจะลับตาพวกเราไป เสียงพรานนำทางเงียบหายไปจนพวกเรารู้สึกเป็นห่วง จึงกู่เรียกและก็ได้รับเสียงกู่ตอบกลับมาว่า ขึ้นได้ ๆ กำลังปีนขึ้นไปสำรวจด้านบนความหวังเริ่มเปล่งประกาย แต่เมื่อมองขึ้นไปตามเส้นทางที่พรานนำทางไต่ขึ้นแล้วรู้สึกใจแป้วเหมือนกันจากนั้นประมาณ 5 นาที พรานนำทาง ไต่กลับลงมาแล้วสรุปให้ฟังว่า ต้องไต่ผ่านรังผึ้งไป 3 ช่วง แต่ละช่วงจะมีจุดให้พักยืนได้จุดละคนเท่านั้น ผมมองลงไปในเหวลึกข้างทางแล้วคิดในใจว่า การตัดสินใจครั้งนี้เอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว ถ้าเกิดพลาดพลั้งขึ้นมาแล้วเป็นแค่แข้งขาหักยังถือว่ามีโชค และเชื่อว่าทุกคนก็คงตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี และทุกคนเลือกที่จะเสี่ยง เพราะไม่มีใครทักท้วงแผนการไต่ผาเย้ยมัจจุราชในครั้งนี้

              ช่วงแรกของการปีนเป็นโขดหินไม่สูงนัก แค่เลยศีรษะไปนิดหน่อยพวกเราใช้ไม้ท่อนเดียวมาทำเป็นบันไดแล้วไต่ขึ้นไปตามปุ่มของง่ามไม้ ช่วงที่สองเป็นช่วงที่ต้องเริ่มไตผากันจริงจัง พี่จุมพลแนะให้พรานนำทางปีนขึ้นไปก่อนแล้วมัดเชือกไว้กับต้นไม้ให้ ส่วนพวกเราให้มัดเชือกไว้ที่เอวเพื่อใช้ในการประคองและป้องกันอีกชั้นหนึ่ง และต้องบอกเลยว่าเป็นวิธีที่ดีมาก ๆ เพราะจังหวะหนึ่งที่ผมไต่ขึ้นไปนั้น หินที่จับเกิดหลุดจากชะง่อนผา ผมเอ่ยขึ้นว่า "หลุด" พรานที่อยู่ด้านบนมีปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยมมาก เชือกที่รั้งเอวไว้ตึงขึ้นทันที และถือเป็นโชคที่เมื่อผมหลุดลงไปแล้วกลับเหยียบถูกแง่หินเข้าพอดี เมื่อบวกกับแรงจากเชือกที่เอวจึงทรงตัวอยู่ได้ แต่ไม่มีเวลาให้ทำใจ เพราะการยืนอยู่กับที่นาน ๆ ก็เป็นได้ที่หินก้อนนั้นจะหลุดลงไปอีก จึงต้องรีบไต่พรวด ๆ ขึ้นไป

              ในระหว่างที่ปีนหรือระหว่างรอให้คนอื่นปีน หมวกที่สวมไว้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะด้วยพื้นที่อันจำกัดจึงไม่อาจหลบหนีไปไหนได้ ต้องก้มหน้าหลับตาแล้วปล่อยให้เศษดินร่วงหล่นลงมาใส่ศีรษะ "อย่าเงยหน้าขึ้นมา ระวังหินหล่นด้วย" เสียงพวกเราพร่ำเตือนกันไม่ขาดปาก ระยะความสูงของหน้าผาที่ไต่ขึ้นไปนั้นประมาณ 30 เมตร พวกเราใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงจึงไต่ขึ้นไปได้สำเร็จ จริง ๆ แล้วความสูงไม่ได้มากมายอะไร แต่ด้วยความที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพันทำให้พวกเริ่มเคลื่อนที่ไปได้ช้า ทว่าแม้จะทุลักทุเลและเชื่องช้า พวกเราก็สามารถก้าวขึ้นไปสัมผัสยอดภูหอได้เมื่อเวลาอาทิตย์วนอัสดง

               ยอดภูหอที่เห็นจากระยะไกลดูแล้วน่าจะเป็นทุ่งหญ้านุ่ม ๆ และเรียบเกรียน แต่พอได้มาสัมผัสในระยะใกล้กลับเต็มไปด้วยหญ้าต้นใหญ่สูงท่วมหัว พรานนำทางบอกว่าฤดูร้อนไฟจะไหม้บนนี้เกือบทุกปี ถ้ามาในช่วงนั้นทั่วทั้งบริเวณจะเตียนโล่ง มองเห็นวิวได้รอบทิศเลยทีเดียว แสงที่เริ่มน้อยลงทุกทีทำให้พวกเราไม่มีเวลาได้ชื่นชมความงามยามอาทิตย์อัสดงบนยอดภูหอมากนัก เพราะต้องเร่งจัดตั้งแคมป์ ต้องหาฟืนต้องถากถางหญ้า และอะไรอีกจิปาถะ ด้วยความที่ต้องแบกหามกันเอง และด้วยความที่ลึก ๆ แล้วไม่มีใครมั่นใจว่าจะขึ้นมาถึงยอด พวกเราจึงไม่ได้เตรียมเครื่องนอนกันมาเลย คืนนั้นจึงต้องนอนกันกลางที่โล่งปราศจากหลังคาบนผ้าพลาสติกผืนเล็ก ๆ ต้องใช้หมวกปิดหน้ากันน้ำค้างที่ยิ่งดึกก็ยิ่งแรง ความเย็นที่กำลังพอดีในตอนหัวค่ำ พอตกดึกกลับกลายเป็นความหนาวเหน็บ พวกเรานอนกระสับกระส่ายกันทั้งคืน บางช่วงต้องลุกขึ้นมาหนาวเหน็บ พวกเรานอนกระสับกระส่ายกันทั้งคืน บางช่วงต้องลุกขึ้นมานั่งผิงไฟ บางช่วงต้องต้มกาแฟกินเพื่อให้คลายความหนาว ความงามของดาวดินที่เห็นจากยอดภูหอเป็นเครื่องผ่อนคลายเย็นยะเยือกได้อย่างดี

              เช้าขึ้นมาพวกเรานั่งจิบกาแฟแกล้มทะเลหมอกสีขาวจาง ๆ ที่กำลังถาโถมยอดภูกระแต ภูกระดึง และไหลเรื่อยไปโอบล้อมยอดภูหลวง ตะวันขึ้นระหว่างยอดภูกระแตและภูกระดึงมีเสน่ห์เกินคำบรรยาย ความงามรอบกายช่วยเพิ่มรสชาติกาแฟในกระบอกไม้ไผ่ให้ยิ่งละมุน หลังอาหารเข้าพวกเราเดินบุกป่าหญ้าสำรวจยอดภูหอ ไปติดตั้งธงชาติที่พบระหว่างทางไว้ด้านทิศตะวันออก และเมื่อเดินไปสำรวจด้านทิศตะวันตก ฝั่งที่ติดกับยอดภูหลวง ก็ได้พบเสาไม้ไผ่ที่ปลายยอดคือธงชาติซึ่งขาดเป็นริ้ว ๆ ล้มชุกอยู่ในพงหญ้า จึงช่วยกันตั้งติดตั้งขึ้นอีกครั้ง การพิชิตยอดภูหอถือว่าภารกิจครั้งนี้สำเร็จสิ้นลงอย่างงดงามน่าภาคภูมิใจ แต่การได้ติดตั้งธงชาติทั้ง 2 ผืนบนยอดภูหอนั้นเป็นความภาคภูมิใจยิ่งกว่า ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

              ขอขอบคุณ

              คุณณรงค์ บ่วงรักษ์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า

              คุณสาคร นาชัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย

              คุณวรรสรร ธรรมผล หัวหน้าวนอุทยานภูบ่อปิด

              เจ้าหน้าที่วนอุทยานภูบ่อบิด

              เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย

              คุณจุมพล พงษ์สุวรรณ

              คุณเสรีพงษ์ พรมดี

              คุณโกศัลย์ นามมะลิ

              คุณนุจรีย์ อาจจันทึก

              พรานยุทธ์และพรานสุดใจ

loei

              คู่มือนักเดินทาง

             จากกรุงเทพมหานคร ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ไปจนถึงจังหวัดสระบุรีตรงขึ้นไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 21 วิ่งไปเรื่อย ๆ จะผ่านอำเภอหล่มสัก อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ แล้วเข้าสู่จังหวัดเลย จากนั้นผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเลย แล้ววิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 2138 เพียงครู่เดียวก็จะถึงวนอุทยานภูบ่อบิด

             จากวนอุทยานภูบ่อบิดย้อนกลับมาทางจังหวัดเลย แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 201 มุ่งสู่อำเภอเชียงคาน ยอดภูทอกอยู่ห่างจากอำเภอเชียงคานเพียง 2-3 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางติดไว้เป็นระยะ

             จากอำเภอเชียงคานไปอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 2195 (ทางไปพระใหญ่ บ้านท่าดีหมี) วิ่งเลาะตะเข็บชายแดนไปเรื่อย ๆ จะผ่านบ้านนาจาน บ้านหนองผือ สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ไทย-ลาว บ้านอาฮี วัดใหม่สามัคคีชายแดน ตำบลแสงภา วัดศรีโพธิ์ชัย

             จากอุทยานแห่งชาติภูสวนทรายจะไปที่สวนหินผางาม ให้วิ่งย้อนกลับไปตามทางหลวงหมายเลข 2195 แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2113 วิ่งไปเรื่อย ๆ จะผ่านโรงพยาบาลนาแห้ว ตำบลนาพึง วัดโพธิ์ชัยนาพึง เมื่อถึงอำเภอด่านซ้าย ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2013 ผ่านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย โรงเรียนบ้านห้วยตาด อำเภอภูเรือผ่านอุทยานแห่งชาติภูเรือไปสักพักให้เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3002 ผ่านค่ายลูกเสือกกำลังเอก โรงเรียนบ้านเล้า เมื่อผ่านโรงเรียนบ้านนาชำแซงจะเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2140 วิ่งไปจรดทางหลวงหมายเลข 2016 ให้เลี้ยวขวามุ่งสู่อำเภอวังสะพุง หลังจากผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอวังสะพุง ให้เลี้ยงซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 210 เมื่อผ่านสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอวังสะพุงไปสักพักจะจรดทางหลวงหมายเลข 201 (สี่แยกใหญ่) ให้เลี้ยวขวา ผ่านโรงเรียนเชไลวิทยาคมไปจนถึงตลาดสดหนองหิน ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4016 ผ่านสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหิน ตำบลป่วนพุ โรงเรียนบ้านสวนห้อมผางาม ออกจากสวนหินผางาม เลี้ยวขวาไปสักพักจะถึงภูป่าเปาะ

             จากสวนหินผางาม หรือออกจากภูป่าเปาะ จะไปยังภูหอ อำเภอภูหลวงให้ย้อนกลับไปตามทางหลวงหมายเลข 4016 เมื่อถึงตำบลป่วนพุ ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 3021 ผ่านโรงเรียนบ้านห้วยสีเสียด เมื่อผ่านโรงเรียนชุมชนบ้านหนองคัน จะเข้าสู่ทางหลวงหายเลข 2250 วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเหืองแล้ว ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหายเลข 4038 เมื่อถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้าย วิ่งไปเรื่อย ๆ จะผ่านโรงเรียนบ้านแก่งศรีภูมิ เมื่อจรดทางหลวงหมายเลข 3160 ให้เลี้ยวขวา วิ่งไปสักพักก็จะถึงภูหอ



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
ปีที่ 55 ฉบับที่ 6 มกราคม 2558

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ภารกิจพิชิต 6 ยอดขุนเขาเมืองเลย โพสต์เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 12:01:51 5,522 อ่าน
TOP