เครื่องบินหาย สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Live Science


          เครื่องบินหาย สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ร่วมไขปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา กับการหายสาบสูญของเครื่องบินหลายลำ พร้อมเผยทฤษฎีล่าสุด เบอร์มิวดาเป็นเพียงบริเวณที่สภาพอากาศเลวร้ายเท่านั้น


          นับเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกันอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับการหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่อยรอยของเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบินที่ MH 307 จากสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ซึ่งถึงแม้ว่าทางการมาเลเซียจะไม่ได้พุ่งความสนใจไปที่อาถรรพ์แห่งท้องทะเล พลังงานลึกลับเช่นเดียวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา แต่ก็ทำให้หลายคนหันมาสนใจเกี่ยวกับดินแดนลึกลับนี้ไปด้วย เนื่องจากมีประวัติว่าเคยทำให้เครื่องบินหายสาบสูญมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน วันนี้ กระปุกดอทคอมก็เลยไม่พลาด นำเรื่องราวเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาและการหายไปของเครื่องบินมาฝากกัน ว่าแล้วก็อย่าช้าเลยดีกว่า ไปติดตามเรื่องราวลึกลับที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้นี้พร้อม ๆ กันเลย


          "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" (Bermuda Triangle) เป็นบริเวณสมมติในมหาสมุทรแอตแลนติก มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ระหว่างจุด 3 จุดที่ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้แก่ เปอร์โตริโก ปลายสุดของมลรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา เป็นดินแดนที่เป็นที่รู้จักกันอย่างมาก เพราะเป็นดินแดนอาถรรพ์ที่กลืนกินชีวิตมนุษย์ เรือเดินสมุทร และเครื่องบินมาแล้วมากมาย ซ้ำทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนที่ผ่านบริเวณนี้ยังหายสาบสูญไปโดยไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ให้เห็นแม้แต่น้อย จนได้ชื่อว่าเป็นสามเหลี่ยมปีศาจ


          การหายสาบสูญไปของเรือเดินสมุทร และเครื่องบินที่เคลื่อนที่ผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่อดีต ซึ่งประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าเรือเดินสมุทรและเครื่องบินหลายลำจะมีอุปกรณ์ขอความช่วยเหลืออย่างสมบูรณ์แบบแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเคลื่อนที่ผ่านบริเวณนี้แล้ว การสื่อสารทุกอย่างก็ถูกตัดและทำให้ผู้คนที่อยู่บนฝั่งไม่สามารถรับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกับเรือและเครื่องบินเหล่านั้น นอกเสียจากรายงานสุดท้ายที่บอกว่า เข็มทิศเรือหมุนอย่างบ้าคลั่ง และผู้ที่ประสบเหตุก็ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย

          แต่อย่างไรก็ดี นักสำรวจและผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้หลายคนต่างสรุปสถานการณ์ก่อนทุกอย่างจะถูกกลืนหายไปว่า ทุกอย่างที่เคลื่อนที่เข้าใกล้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะต้องเผชิญกับพลังงานลึกลับที่พยายามดูดกลืนทุกอย่างให้หายไปอย่างที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ และพลังงานดังกล่าวนี้ยังทำให้ผู้ประสบเหตุเกิดความสับสนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดความงุนงงเกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสุดท้ายจะสูญเสียความรู้สึกเรื่องการทรงตัวและเวลาอีกด้วย



สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา



          แต่มันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น พลังงานดังกล่าวเกิดจากอะไร และมันเกิดขึ้นเพราะอะไร คำถามนี้ยังคงเป็นคำถามที่หาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ นอกจากทฤษฎีของเหล่านักวิทยาศาสตร์ นักสมุทรวิทยา และผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่ทำได้เพียงแค่ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ดังกล่าว นับตั้งแต่มีรายงานการหายไปของเครื่องบินและเรือ โดยเป็นการสันนิษฐานตามความเชื่อดั้งเดิม ดังนี้

          ทฤษฎีที่ 1 เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแรงโน้มถ่วง ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างที่เชื่อมต่อกับอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ ดังนั้น เมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ก็จะหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งพอดี และนั่นทำให้วัตถุทุกอย่างหายสาปสูญไปทันที และเมื่อมิติถูกเปลี่ยนแล้ว ก็จะไม่สามารถสื่อสารกับคนอีกมิติหนึ่งได้ และกลับเข้ามาสู่มิติเดิมได้อีก เบอร์มิวดาจึงเป็นเหมือนประตูที่จะเปิดเข้าสู่อีกมิติหนึ่งของโลก

          ทฤษฎีที่ 2 เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญากว่ามนุษย์มาสร้างเอาไว้ เมื่อสิ่งมีชีวิตเริ่มมาจากทะเลก่อน ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการไปเร็วกว่ามนุษย์อาศัยอยู่ใต้น้ำก็ได้ แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะไม่มีการติดต่อสื่อสารใด ๆ กับมนุษย์บนผืนดิน เพราะหลายครั้งที่มีผู้พบเห็นแสงไฟใต้น้ำ และวัตถุแปลกประหลาดใต้น้ำบ้าง หรือแม้แต่มีผู้พบเห็นจานบินโผล่ขึ้นมาจากบริเวณดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเหตุผลที่บริเวณดังกล่าวดูดกลืนทุกสิ่งเข้าไป ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจและหาคำอธิบายไม่ได้

          ทฤษฎีที่ 3 เป็นไปได้ว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงที่สุด จึงทำให้วัตถุถูกดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว

          ทฤษฎีที่ 4 เป็นไปได้ว่า บริเวณดังกล่าวเป็นประตูกาลเวลา หรือที่เราเรียกว่า ไทม์แมชชีน นั่นเอง ซึ่งผู้ประสบเหตุแม้ว่าจะยังคงอยู่ที่เดิม แต่ประตูกาลเวลาจะดูดกลืนให้ไปสู่สถานที่ใหม่ โดยไม่สามารถจะหาสถานที่เดิมได้พบ

          ทฤษฎีที่ 5 เป็นไปได้ว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นฐานทัพของชนชาติลึกลับที่ต้องการขโมยเรือหรือเครื่องบิน และสิ่งมีชีวิตลงไปใต้มหาสมุทรเพื่อศึกษาหรือทดลองบางอย่าง ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้ก็สอดคล้องกับรายงานที่ว่า มีผู้พบเห็นจานบินลึกลับร่อนไปร่อนมาเหนือสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอยู่หลายครั้ง

          ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครื่องบิน เรือ และวัตถุต่าง ๆ หายสาบสูญไปนับไม่ถ้วน และหากจะพูดถึงเพียงแต่กรณีของเครื่องบินที่หายสาบสูญไปนั้น ก็มีการหายสาบสูญไปครั้งสำคัญ ๆ ดังนี้


          5 ธันวาคม ค.ศ. 1945  เครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ (Flight 19) ได้หายไปบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างไร้ร่องรอย ทำให้ต้องมีการออกตามหา ซึ่งต่อมาเครื่องบินที่ออกตามหาก็หายไปเช่นกัน อย่างไรก็ดีภายหลังมีการคาดว่า Fight 19 น่าจะดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึกหลังจากเชื้อเพลิงหมด ส่วนเครื่องบินที่ออกตามหานั้นเกิดระเบิดกลางอากาศ

         
30 มกราคม ค.ศ. 1948 เครื่องบินสตาร์ไทเกอร์ สายการบินบริทิช เซาท์ อเมริกัน แอร์เวย์ส ได้หายไปอย่างลึกลับพร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือรวม 31 ชีวิต ไม่สามารถติดต่อได้ และยังไม่สามารถไขปริศนาได้จนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีการคาดว่าอาจจะเกิดเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องจนทำให้ดิ่งทะเลทั้งลำ

          28 ธันวาคม ค.ศ. 1948 เครื่องบินดักลาส ดีเอสที แอร์ไลเนอร์ ที่บินจากเปอร์โตริโกไปไมอามี่ สหรัฐฯ ได้หายไปพร้อมกับลูกเรือและผู้โดยสารรวม 32 คน ปัจจุบันยังไม่สามารถไขปริศนาได้

         
17 มกราคม ค.ศ. 1949 เครื่องบินสตาร์แอเรียล ของสายการบินบริทิช เซาท์ อเมริกัน แอร์เวย์ส ที่เดินทางจากเบอร์มิวดา ไปยังจาเมกา ได้อันตรธานไประหว่างบินผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการหายไปได้

          8 มีนาคม ค.ศ. 1950 เครื่องบินโดยสารของบริษัทเดินอากาศยอร์ก สหราชอาณาจักร หายไปขณะบินผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 33 คน

         
30 ตุลาคม ค.ศ. 1954 เครื่องบินโดยสารของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่บรรทุกผู้โดยสารไป 42 คน ได้หายไประหว่างบินผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และแน่นอนว่ามันยังเป็นปริศนามาจนถึงวันนี้

          9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1956 เครื่องบินลาดตระเวนของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้หายไปพร้อมกับลูกเรือ 10 คน

          8 มกราคม ค.ศ. 1962 เครื่องบินบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ได้หายไปอย่างลึกลับระหว่างบินผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

          18 ธันวาคม ค.ศ. 1947  เครื่องบินขับไล่ที่ดัดแปลงเป็นเครื่องบินบรรทุกสินค้าได้หายไปลึกลับระหว่างบินผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

          นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้กลายเป็นตำนานแห่งความอาถรรพ์กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ที่ยังคงไขความลับไม่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ในยุคที่มนุษย์ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น และได้ตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ไม่ใช่ดินแดนลี้ลับอีกต่อไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเปิดเผยทฤษฎีที่น่าจะไขปริศนาดินแดนอาถรรพ์แห่งนี้ได้ ซึ่งเป็นทฏษฎีที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และทฤษฎีที่น่าสนใจที่สุดตอนนี้เห็นจะเป็นทฤษฎีก๊าซมีเทนใต้ท้องทะเลและทฤษฎีสภาพอากาศที่เลวร้าย


          ศาสตราจารย์โจเซฟ โมนาแกน และ เดวิด เมย์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้ศึกษาพบว่า ความจริงแล้ว บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ไม่ได้เป็นประตูมิติ หรือดินแดนสิ่งมีชีวิตทรงปัญญากว่ามนุษย์แต่อย่างใด แต่พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่มีก๊าซมีเทนอยู่ใต้ท้องทะเลเป็นจำนวนมาก จนปะทุขึ้นเหนือท้องทะเล  ซึ่งก๊าซมีเทนนี้ เมื่อขยายตัวเป็นวงกว้างแล้ว ไม่ว่าวัตถุใด ๆ เคลื่อนที่ผ่าน มันก็จะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้จมลงสู่ห้วงทะเลลึกอย่างรวดเร็ว ดังเช่นปฏิกิริยาของก๊าซมีเทนที่เห็นในตัวอย่างนี้



ตัวอย่าง ปฏิกิริยาของก๊าซมีเธน


          ทฤษฎีดังกล่าว จึงกลายเป็นทฤษฎีที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุด และอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้น จึงไม่แปลกหากที่ผ่านมา เรือหรือเครื่องบินหลายลำจะเสียการควบคุมก่อนถูกดูดกลืนให้จมลงสู่ท้องทะเลลึกอย่างไร้ร่องรอยใด ๆ ให้เห็น เพราะก๊าซมีเทนจำนวนมากนี้จะมีพลังมหาศาลที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมลงสู่ก้นบึ้งของท้องทะเล ส่วนคำถามที่ว่าแล้ววัตถุที่จมลงสู่ท้องทะเลนั้นหายไปไหน ทำไมไม่มีใครเคยค้นพบเศษซากของเรือและเครื่องบินที่สูญหายเลยซักครั้ง นั่นก็เป็นเพราะว่าไม่มีใครกล้าเดินทางเข้าไปในบริเวณดังกล่าว และนักสำรวจที่เคยเดินทางเข้าไปเพื่อตรวจสอบความจริงบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ไม่เคยมีใครรอดชีวิตมาเพื่อให้ข้อมูลใด ๆ ได้เลย


          ส่วนอีกทฤษฎี คือ ทฤษฎีสภาพอากาศที่เลวร้าย ถูกเปิดเผยออกมาโดยสำนักงานสภาพอากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ เอง โดยได้อธิบายว่า สามเหลี่ยมเบอร์มิวดามักจะถูกพูดถึงในฐานะพื้นที่ปริศนาสำหรับมนุษย์ แต่ที่ผ่านมาไม่มีหลักฐานว่าการอันตรธานไปของสิ่งต่าง ๆ นั้นมีสาเหตุมาจากการถูกคลื่นความถี่ประหลาดดูดกลืน เครื่องบินและเรือที่หายไปล้วนแล้วแต่ประสบอุบัติเหตุจากความแปรปรวนรุนแรงของสภาพอากาศ เฮอริเคน และพายุโซนร้อนที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา นี่คือปัจจัยที่ทำให้พื้นที่นี้อันตรายและเต็มไปด้วยหายนะ ทุกอย่างมีคำอธิบายในเชิงฟิสิกส์ ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ต่างดาวหรือพลังงานปริศนาที่มองไม่เห็น เรื่องลึกลับเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่หลายคนพูดกันมาน่าจะเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือตำนานเท่านั้น

          "โดยปกติท้องทะเลเป็นพื้นที่ลึกลับสำหรับมนุษย์อยู่แล้ว ยิ่งมีสภาพอากาศแปรปรวนและทัศนวิสัยเลวร้าย ก็ยิ่งทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่หายนะได้"


          เช่นเดียวกับทางด้านกองทัพเรือสหรัฐฯ และหน่วยป้องกันภัยชายฝั่งสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ระบุว่าพื้นที่บริเวณที่เรียกว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นเป็นพื้นที่ลึกลับต่อการเดินเรือแต่อย่างใด เพราะไม่ได้พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าการสูญหายของเรือและเครื่องบินหลายลำมาจากเรื่องพลังงานลึกลับ การหายไปของยานพาหนะเหล่านี้ จึงน่าจะมาจากอุบัติเหตุก่อนที่จะจมลงใต้ทะเลเสียมากกว่า

  ติดตามข่าวมาเลเซียแอร์ไลน์ตก แบบอัพเดททั้งหมด คลิกเลย


คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่




 

 

คิดอย่างไรกับเรื่อง: เครื่องบินหาย สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
เครื่องบินหาย สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า โพสต์เมื่อ 7 สิงหาคม 2553 เวลา 10:08:53 620 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP